รถม้าพาเยี่ยนเจาเจาไปที่หอเทียนเซียง นางล้างเนื้อล้างตัวผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จแล้วก็สวมหมวกผ้าโปร่งปิดบังใบหน้า ทำทีเป็นคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยเดินเตร่ไปมาบนถนนเจิ้งหยาง
แม้เหล่าสตรีชนชั้นสูงในซูโจวยังค่อนข้างหัวโบราณไม่ยินดีจะเปิดเผยใบหน้า ทว่าตอนนี้ก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้ว มองผ่านๆจะเห็นร่างสตรีสูงศักดิ์สวมหมวกผ้าคลุมใบหน้ากระจายอยู่ตามท้องถนน
เยี่ยนเจาเจาก็เป็นเช่นทุกคน ดูธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของทุกคน
นางเดินสบายๆ พลางมุ่งตรงไปทางจวนว่าการ
เยี่ยนเจาเจามาได้จังหวะพอดีเผอิญพบเข้ากับบริวารใต้ปกครองของเว่ยวั่งสวิน กำลังจับเด็กหนุ่มที่ดูราวเพิ่งเข้าวัยสวมกวานมาประณามไม่หยุด
เด็กหนุ่มดูสามัญธรรมดา แต่ดวงตากลับงดงามยิ่งทั้งแววตายังเจือรอยยิ้มเปล่งประกายแม้จะโดนเจ้าหน้าที่ตำหนิหน้าประตูจวนว่าการก็ไม่มีท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด
“ใต้เท้าฟ่านโปรดระงับโทสะ ผู้แซ่เจียงไร้พรสวรรค์ไร้ความสามารถใต้เท้าฟ่านยอดเยี่ยมเช่นนี้เลยต้องเหน็ดเหนื่อยกว่าผู้อื่นวันหลังพวกเราเจียดเวลาว่างไปพักผ่อนกัน จะได้สัมผัสโชควาสนาของใต้เท้าฟ่านบ้าง วันนี้ในจวนว่าการไม่มีเรื่องใดต้องจัดการเช่นนั้นข้าขอพักสักประเดี๋ยวจะเป็นอันใด?”
เด็กหนุ่มเหยียดยิ้มตาหยี ไม่มีอารมณ์เกรี้ยวกราดแม้แต่น้อยแลดูปลิ้นปล้อน
บนร่างเขามิได้สวมชุดขุนนาง แต่ใส่อาภรณ์สีเขียวเรียบง่ายเสียบพัดพับและแขวนถุงหอมงดงามสองใบเล็กๆ ไว้ที่ข้างเอว ท่าทางเกียจคร้านไร้ซึ่งร่องรอยเคลือบแคลงในรอยยิ้มและความคมปลาบที่เยี่ยนเจาเจาเห็นยามพบเขาในยุคหลัง
แววตาเยี่ยนเจาเจาแฝงแววตกใจเล็กน้อย
คนผู้นี้คือเจียงไหวที่เยี่ยนเจาเจารู้จัก
แม้นางจะให้คนคอยติดตามเจียงไหวมาหลายวันแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบเจียงไหวตัวเป็นๆ
ชาติก่อนตอนนางพบเจียงไหว เขาจะสวมหน้ากากเงินอยู่ตลอดเวลาเผยให้เห็นเพียงดวงตาข้างหนึ่งภายใต้หน้ากาก แต่แม้จะมีดวงตาข้างเดียวสายตานั้นก็ทำให้อกสั่นขวัญหายแล้ว
เจียงไหวเป็นบุคคลน่ากลัวที่เด็กได้ยินชื่อก็หยุดร้องไห้ยามค่ำคืน
ใครจะไปคิดว่าเจียงไหวเป็นเช่นนี้ก่อนเกิดอุบัติเหตุขึ้น?
แต่หากกระทบกระทั่งไม่รุนแรง ใครจะอยากเปลี่ยนไปเป็นเช่นนั้นเล่า?
เยี่ยนเจาเจาหลุบตาต่ำและยกยิ้ม คิดถึงตนเองที่โง่เขลาในอดีตกับตนเองในปัจจุบัน
อาภรณ์ที่นางสวมมิได้สะดุดตา เยี่ยนเจาเจาจึงหมุนตัวแสร้งทำเป็นดูพัดจีบเรียบๆที่วางขายบนแผงลอยข้างทางพลางเงี่ยหูฟังบทสนทนาระหว่างเจียงไหวและใต้เท้าฟ่านที่อยู่ด้านหลัง
คำพูดของใต้เท้าท่านนั้นช่างอนุรักษนิยมกล่าวว่าเมื่อเจียงไหวกินเบี้ยหวัดก็ควรทำงาน แม้ในจวนว่าการจะไม่มีเรื่องอันใดให้เขาทำก็ไม่ควรออกไปเที่ยวเล่นก่อนเวลาเลิกเวร
เจียงไหวเริ่มพูดจาอ้อมค้อม ไม่แม้แต่จะหลงกลลวงทำใต้เท้าฟ่านรู้สึกรำคาญใจยิ่งขึ้น
ตำแหน่งของเจียงไหวเป็นเช่นนี้ตลอดขุนนางส่วนใหญ่ต่างก็สามวันตกปลา สองวันตากแห [1]กันทั้งนั้น เพียงหลบออกไปจากจวนว่าการอย่างโจ่งแจ้งคงไม่มีมิน่าภายหลังเว่ยวั่งสวินถึงใช้เหตุผลนี้ลงดาบเขา
แต่ฟังจากคำพูดของเจียงไหว เวลานี้คาดว่าคงกระจ่างแล้วแต่เขายังไม่เคยเผชิญกับภัยพิบัติที่นำไปสู่ความตายเช่นในชาติก่อน จึงไม่ปฏิบัติต่อคนรอบข้างอย่างโหดร้ายหรือคิดแง่ลบนัก
“เจ้า! ไม้ผุแล้วสลักไม่ได้ [2]”
ใต้เท้าฟ่านโมโหเจียงไหวจนสะบัดแขนเสื้อจากไปเจียงไหวยิ้มบางเบาก่อนหมุนตัวจากไป ไม่มีวี่แววจะกลับเข้าไปทำงานยังจวนว่าการอีก
สายตาของพ่อค้าแผงลอยจดจ่ออยู่บนร่างเจียงไหวเห็นเจียงไหวขยับกายก็รีบตะโกน “นายท่านเจียงข้านำพัดพับที่ท่านต้องการคราก่อนมาให้แล้วขอรับ!”
เจียงไหวตอบรับเสียงหนึ่ง แล้วเดินเข้ามาพลางเอ่ย“มาถึงแล้วหรือ?”
เยี่ยนเจาเจาตกตะลึงยิ่งนักที่คนเช่นเจียงไหวซื้อพัดจีบที่ตนต้องการจากร้านแผงลอยธรรมดาเช่นนี้?
ไม่รู้เพราะความประหลาดใจจากตัวเยี่ยนเจาเจาชัดเจนไปหรือเปล่าแม้สายตาเจียงไหวจะไม่ได้มองเยี่ยนเจาเจา แต่เขากลับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“รูปลักษณ์ภายนอกไม่อาจตัดสินคุณภาพคุณหนูอย่าได้ดูถูกว่าร้านแผงลอยเรียบง่ายเชียว มันมีงานฝีมือของท่านชิงหมิงอยู่...โอ อันที่เจ้าถือไว้ในมือนั่นแหละ!”
ท่านชิงหมิงซึ่งเป็นผู้นำสำนักกงปี่ฮว่า [3] ที่กำลังเฟื่องฟูในช่วงนี้ เข้ามาทำธุระบริเวณเมืองซูโจวจริงๆ ปัจจุบันสำนักกงปี่ฮว่าโด่งดังมากขึ้นทุกวันงานศิลป์วิจิตรงดงามบางชิ้นก็ราคาสูงลิ่วตามไปด้วย
ความจริงเยี่ยนเจาเจามิได้ตั้งใจมองด้วยซ้ำว่าพัดพับในมือตนหน้าตาเป็นเช่นไรได้ยินเขากล่าวเช่นนี้จึงอดขมวดคิ้วไม่ได้ เมื่อหลุบตามองพัดพับในมือพลันรู้สึกตกตะลึง
พัดจีบในมือทำจากวัตถุดิบชั้นยอด เมื่อกางออกดูปรากฏภาพวาดพู่กันรูปสตรีงามหน้าพัดเป็นเอกลักษณ์ของท่านชิงหมิงจริงๆ ตราประทับสีชาดส่วนสุดท้ายเด่นชัดเรียบง่าย อักษรพู่กันลื่นไหลเจือกลิ่นอายบ้าคลั่ง สมกับที่เป็นผลงานของท่านชิงหมิง
เยี่ยนเจาเจายกหมวกผ้าโปร่งตรงหน้าขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นปลายคางเรียว สุดท้ายวางพัดจีบในฝ่ามือตนกลับไปบนแผงลอย
“เป็นข้าเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมาก่อนเอง”
น้ำเสียงเยี่ยนเจาเจาอ่อนละมุน เมื่อเจียงไหวได้ยินก็กระตือรือร้นทันที“ฟังจากน้ำคำของคุณหนู ท่านเป็นคนทางเหนือหรือ?”
เยี่ยนเจาเจาอยู่ซูโจวมาเกือบสองปีแล้วสำเนียงของเมืองเซียงเฉิงที่ติดปากนางเลือนหายไปไม่น้อยแล้วไม่รู้เหตุใดหูของเจียงไหวจึงหูดีเพียงนี้ สายตาไม่มองมาทางเยี่ยนเจาเจากลับฟังออกจากคำพูดนางว่าเป็นคนทางเหนือ
“ข้าคือคุณหนูใหญ่สกุลหยวน คิมหันตฤดูปีก่อนพึ่งกลับมาที่จวนสกุลหยวน”
เจียงไหวเป็นคนเมืองเซียงเฉิงโดยกำเนิดแม้ไม่เคยพบหน้าเยี่ยนเจาเจา แต่ต้องเคยพบพระพักตร์องค์ฮ่องเต้หญิงและองค์หญิงอย่างแน่นอนเยี่ยนเจาเจาไม่พร้อมจะเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของตน จึงได้ปล่อยผ้าโปร่งบางบนหมวกคลุมใบหน้าลง
“สวัสดีคุณหนูหยวน ข้าน้อยขุนนางระดับล่าง นามเจียงไหวขอรับ”
เจียงไหวคารวะเยี่ยนเจาเจาอย่างสุภาพ ท่าทางอ่อนโยนไม่จาบจ้วงระหว่างบุรุษและสตรีที่เมืองเซียงเฉิงค่อนข้างเปิดกว้างแล้วรู้นามกันไม่ใช่เรื่องใหญ่โต
เยี่ยนเจาเจาคารวะกลับ เขาไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงชื่นชมพัดพับด้ามอื่นบนแผงลอยไม่วางตา
“ทะเลสาบยาวฉาบน้ำค้างแข็งกลางสารทเกศาทุกเส้นสายคร่ำครวญถึงเวลาที่ผันผ่าน... นี่มันสำนวนอะไรกัน แม้ซาบซึ้งกินใจ แต่ก็ออกจะดูตกยุคไปสักหน่อย”
เจียงไหวบ่นพึมพำกับตนเอง
เยี่ยนเจาเจาตั้งใจจะต่อบทสนทนากับเจียงไหวสายตามองไปที่หน้าพัดของพัดพับในมือเจียงไหว พลันหัวเราะออกมา“คุณชายเจียงสอบผ่านทั้งจวี่เหรินและจิ้นซื่อ คุ้นเคยกับตำรากวีไม่รู้จักนิทานเหลียวไจ [4] หรือเจ้าคะ?”
“ขงจื๊อไม่กล่าวถึงอำนาจลี้ลับหรือเรื่องเหนือธรรมชาติข้าไม่เคยอ่านเหลียวไจจริงๆ”
เจียงไหวเริ่มสนใจ มองวัดโบราณผุพังที่วาดบนหน้าพัดพลางหันหน้ามามองเยี่ยนเจาเจา “แต่รู้มากย่อมดีกว่ารู้น้อย คุณหนูได้โปรดคลายความสงสัยแก่ผู้แซ่เจียงด้วย”
เจียงไหวไม่สนใจว่าคุณหนูที่ตนขอคำชี้แนะดูอายุน้อยทั้งยังไม่รู้สึกอับอายเพราะสาเหตุนี้ ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายวิบวับฉายชัดว่ากระหายความรู้
เหลียวไจไม่ใช่งานเขียนในกระแส นักอ่านส่วนมากในยุคนี้ไม่เคารพถึงขั้นตราหน้าว่าเป็นหนังสือต้องห้าม
ครอบครัวของเยี่ยนเจาเจากลับไม่ห้าม นิทานเหลียวไจนั้นสำนวนมีชั้นเชิงและเข้าใจง่ายตอนยังเด็กนางเลยอ่านเหลียวไจเป็นนิทานหลายครั้ง เนื้อหาในนิทานลึกลับซับซ้อนน่าดึงดูดเป็นอย่างยิ่ง
“บทประพันธ์นี้ท่านสวีเค่อ [5]กวีของเมืองท่า ดัดแปลงมาจากรวมบทกวีขุนนางชุดขาวยามพรากจากของท่านหลิวหย่ง [6] โดยพรรณนาความเศร้าของปีศาจสาวงาม หนึ่งในนิทานเหลียวไจ”
“ข้ารู้จักยามพรากจาก บทเดิมคือศาลาริมทางกลางสารท จักพบกันอีกครายามผมขาวโพลนไม่อาจรู้สินะ”
เจียงไหวเอ่ยแผ่วเบาด้วยแววตาใคร่ครวญ
เยี่ยนเจาเจาพยักหน้าเอ่ยต่อว่า “วิญญาณสาวงามกล่าวถึงเรื่องราวรักลึกซึ้งที่เกิดขึ้นกลางวัดร้างหลานรั่วของบัณฑิตหนุ่มหนิงฉ่ายเฉินกับผีสาวเนี่ยเสี่ยวเชี่ยน รายละเอียดในเรื่องไม่สะดวกเล่าทั้งหมด หากคุณชายมีเวลาสามารถอ่านนิทานต้นฉบับได้แล้วจะเข้าใจเอง
คุณชายลองดูวัดโบราณแต้มรอยด่างบนพัดนั่นเป็นวัดร้างหลานรั่วที่กล่าวถึงในเรื่อง ฝีมือการวาดนั้นประณีตข้อความรำลึกยิ่งล้ำเลิศ แม้มองจากบทกวีอย่างเดียวจะดูล้าหลังแต่เข้ากับตำนานเล่าขานของวัดร้างหลานรั่ว ซี่พัดก็ทำจากไม้แดงชั้นยอดถือเป็นพัดดีเล่มหนึ่งทีเดียว”
เพิ่งสิ้นเสียงเยี่ยนเจาเจาพ่อค้าแผงลอยที่เงียบมาตลอดพลันเอ่ยยิ้มๆ “คุณหนูสายตาดีนักความจริงพัดพับเล่มนี้ข้าเป็นคนวาดเอง ตัวข้าความรู้น้อย ปกติทำงานด้านนี้เลยพอมีทักษะอยู่บ้างประจวบเหมาะกับช่วงนี้เด็กสาวเรือนข้างเคียงมักอ่านเหลียวไจข้าจึงวาดพัดพับให้นางขอรับ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ คุณหนูช่างยอดเยี่ยมนัก ข้าน้อยนับถือ”
เจียงไหวยกยิ้ม สายตาที่มองเยี่ยนเจาเจาเต็มไปด้วยความสงสัย“ขอถามว่าคุณหนูร่ำเรียนวิชาจากอาจารย์ท่านใดหรือ? พูดจาฉะฉานมีหลักการเช่นนี้ทำให้ข้านึกถึงคนรู้จักคนหนึ่ง”
เยี่ยนเจาเจาไม่กล้าถามว่าคนรู้จักคือใครชีวิตนี้นางเปลี่ยนอาจารย์มาไม่น้อยแต่วิธีการพูดของนางเดิมเรียนรู้มาจากราชครูท่านหนึ่งในวังนึกดูแล้วเหมือนตระกูลของราชครูจะเป็นสกุลเจียง จึงหัวเราะฮ่าๆ ทันที“เรียนรู้จากผู้อาวุโสหยวนมู่ ท่านปู่ข้าเจ้าค่ะ”
เจียงไหวไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใดกับผู้อาวุโสหยวนมู่มากนักเพียงพยักหน้ารับแล้วไม่เอ่ยอีก
“จุๆ พี่ชายเจ้าไม่อยู่ข้างกายเจ้าก็ออกมาปรากฏตัวทั้งยังพูดคุยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับบุรุษนอกเรือนเจ้าถือศีลธรรมจรรยาได้ดีเสียจริง”
เสียงคุ้นเคยที่เยี่ยนเจาเจารำคาญลอยเข้าหูเยี่ยนเจาเจากะทันหันเมื่อหันหน้าไปมอง ก็เห็นเฉินเหลียนเอ๋อร์ในชุดหรูหราพร้อมบ่าวร่างแข็งแรงกำยำหลายคน
ข้างกายเฉินเหลียนเอ๋อร์มีดอกบัวขาวอย่างไป๋ฝูฉวีเหมือนปกติ
แต่จะว่าไป ไป๋ฝูฉวีวันนี้แตกต่างจากคราแรกที่พบกันมากอาภรณ์ของนางทำจากวัสดุเนื้อดีกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่ากำไลเงินซอมซ่อบนข้อมือเปลี่ยนเป็นกำไลหยกน้ำดีแล้ว
ช่างลำบากนางเสียจริง ใส่กำไลหยกท่ามกลางอากาศหนาวจัดมือโดนกัดจนแดงก่ำยังไม่ยอมกอดแขน ดึงดันเปิดเปลือยข้อมือของตนราวกับจะประกาศให้ใต้หล้ารู้ว่าตนมีกำไลหยกไม่รู้ไปได้มาจากที่ใดถึงได้โอ้อวดขนาดนี้
แต่น่าเสียดายยิ่งนักกำไลหยกน้ำดีระดับนี้ปกติแค่มองเยี่ยนเจาเจายังขี้เกียจเลย
ข้างกายทั้งสองยังมีเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี ดวงตาดอกท้อมีเสน่ห์เป็นพิเศษอยู่ด้วย
---------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] สามวันตกปลา สองวันตากแห หมายถึง ไม่จริงจังเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิก
[2] ไม้ผุแล้วสลักไม่ได้ หมายถึง สอนแล้วไม่จำไม่เชื่อฟัง
[3] กงปี่ฮว่า หมายถึงการวาดภาพพิถีพิถันที่ใช้พู่กันจีนซึ่งมีความละเอียดสูงมักจะจุ่มสีแล้วป้ายไม่มีการร่างหรือวาดเส้นก่อน
[4] เหลียวไจ หมายถึงนิทานประหลาดจากห้องหนังสือ รวมเรื่องสั้นภูตผี 431 เรื่องประพันธ์โดยผูซงหลิง ซึ่งอาศัยวิธีการเล่าเรื่องภูตผีออกมาวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีระบอบศักดินาระบบการสอบจอหงวน ตลอดจนศีลธรรมจรรยา ส่งเสริมเสรีภาพในการหาคู่ ตัวอย่างเช่นโปเยโปโลเย
[5] สวีเค่อ คือ ผู้อำนวยการสร้างผู้เขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์ชาวฮ่องกงชื่อดัง ที่มีผลงานมากมาย ซึ่ง “ทะเลสาบยาวฉาบน้ำค้างแข็งกลางสารทเกศาทุกเส้นสายคร่ำครวญถึงเวลาที่ผันผ่าน” ปรากฏบนภาพวาดในภาพยนตร์ โปเยโปโลเย เย้ยฟ้าแล้วก็ท้า
[6] หลิวหย่ง คือ กวีมีชื่อเสียงสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือเป็นคนอันฮุย ปัจจุบันอยู่ที่ภูเขาอู่อี๋ซาน มณฑลฝูเจี้ยนประพันธ์กวีที่คงความเป็นกวีนิพนธ์ฉือ (คีตลำนำ) แบบดั้งเดิมไว้ภาษาจะเน้นความกลมกลืนและเรียบง่ายของภาษาเนื้อหามักเกี่ยวข้องกับความรักระหว่างชายหญิง การพลัดพราก