คาเฟ่ของจูจื้อโหยวได้รับความนิยมเป็อย่างมาก ขนมปังอบชนิดต่างๆ ก็ขายหมดทุกวัน ในห้องครัวของร้านไม่เคยขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ตอนนี้กลับมีคนวิตกจนไม่เป็อันทำงาน
“ป้าเป่าเ้าคะ ข้า...ข้าไม่ทันระวังจึงทำตะกร้าไข่หลุดมือ ไข่ไก่แตกไปไม่น้อยเลยเ้าค่ะ” จูเอ๋อกังวลจนแทบจะร้องไห้แล้ว
“ข้าบอกเ้าหลายครั้งแล้วว่าให้ยกไข่ไก่ออกมาเฉพาะเท่าที่ถือไหว แต่เ้าก็ยังรั้นจะยกตะกร้าไข่ใบใหญ่มาคนเดียวให้ได้ แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้ จะเอาไปอบขนมก็คงไม่ทันก่อนร้านปิดแน่ อีกอย่างเถ้าแก่เนี้ยก็ไม่อนุญาตให้เราอบขนมปังค้างคืนไว้เสียด้วย ครั้นจะให้ทิ้งข้าทำใจทิ้งไข่ไก่พวกนี้ไปไม่ได้จริงๆ” เป่าซื่อพูดขึ้นอย่างเสียดาย
“ข้า...ข้าให้เถ้าแก่เนี้ยหักค่าแรงเพื่อชดใช้ดีไหมเ้าคะ”
“ค่าแรงของเ้าแต่ละเดือนจะมากเท่าไหร่กัน ถ้าเ้าเอาค่าจ้างชดใช้ให้เถ้าแก่เนี้ยไปแล้วครอบครัวของเ้าจะเอาอะไรกิน”
“เกิดอะไรขึ้นหรือป้าเป่า” จูจื้อโหยวเดินเข้าห้องครัวมาก็เห็นเป่าซื่อกับจูเอ๋อยืนหน้าเครียดกันอยู่
“เอ่อ...คือ...” ป้าเป่าไม่กล้าพูดเพราะสงสารจูเอ๋อ
“เถ้าแก่เนี้ย...ข้า...ข้าทำตะกร้าไข่หลุดมือ ไข่ทั้งตะกร้าก็เลยเป็แบบนี้เ้าค่ะ” จูเอ๋อชี้ไปที่ตะกร้าไข่ที่วางอยู่บนพื้น
จูจื้อโหยวมองตามก็เห็นไข่ตะกร้าใหญ่วางอยู่กับพื้นในสภาพแตกกระจาย แต่ยังดีที่บางส่วนแค่เปลือกร้าวเท่านั้น
“เถ้าแก่เนี้ยโปรดหักค่าแรงของข้าเพื่อชดใช้ค่าไข่ด้วยเถิดเ้าค่ะ แต่ท่านอย่าไล่ข้าออกเลยนะเ้าคะ” จูเอ๋อพูดขอร้อง
“ใครจะไล่เ้าออกหรือ ข้ายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ แล้วครั้งนี้ข้าก็จะไม่หักค่าแรงของเ้าด้วย เพราะข้ารู้ว่าเ้าไม่ได้ตั้งใจ แต่ต่อไปเ้าต้องระวังให้มากกว่านี้นะ แล้วไข่พวกนี้เ้าล้างทำความสะอาดมาก่อนหรือยัง”
“ข้าล้างเปลือกไข่จนสะอาดแล้วเ้าค่ะ จากนั้นก็ตั้งใจจะยกมาเก็บ แต่ข้าเผลอทำตะกร้าไข่หลุดมือไข่ก็เลยแตกแบนนี้”
“ล้างเปลือกไข่แล้วก็ดี” จูจื้อโหยวหันไปพูดกับเป่าซื่อ “ป้าเป่าช่วยเรียกคนงานหญิงมาอีกสักสองคนเถิดเ้าค่ะ ไข่บางส่วนแตกไปแล้วก็ใช้ไม่ได้ ส่วนใบที่เปลือกร้าวยังใช้ได้อยู่”
เป่าซื่อไปเรียกคนงานหญิงมาตามคำสั่งทันที
“พวกเ้าแยกไข่ที่แตกจนใช้ไม่ได้แล้วออกไว้ด้านหนึ่ง ส่วนไข่ที่เปลือกร้าวหรือไข่ที่ยังพอจะแยกไข่ขาวกับไข่แดงออกจากกันได้ พวกเ้าก็ใช้ตะแกรงแยกมันออก ทำเสร็จแล้วค่อยให้คนไปเรียกข้า วันนี้ข้าจะทำขนมชนิดใหม่ไว้ขายพรุ่งนี้” จูจื้อโหยวสั่งงาน
“แต่เถ้าแก่เนี้ยไม่เคยให้เราอบขนมไว้ค้างคืนไม่ใช่หรือเ้าคะ ทำอย่างนี้จะไม่ผิด เอ่อ...ไม่ผิดมาตรฐานที่วางไว้หรือ” เป่าซื่อถาม
“ขนมที่ข้าจะทำเป็ขนมอบแห้งที่สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน ไม่เหมือนกับขนมปังอบที่ต้องทานวันต่อวัน เอาไว้ข้าทำออกมาแล้วจะแบ่งให้พวกเ้าได้ลองชิม รับรองว่าขนมสองอย่างนี้ต้องขายดีแน่นอน ยิ่งตอนนี้เป็ฤดูหนาว ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะสั่งเครื่องดื่มร้อน ถ้าลูกค้าได้ทานขนมสองอย่างนี้คู่กับเครื่องดื่มอุ่นๆ ยิ่งจะเพิ่มความอร่อยขึ้นไปอีก หรือถ้าเป็เด็กที่ชอบทานขนมหวาน หรือสาวๆ ที่ชอบทานผลไม้ ขนมชนิดนี้ทานคู่กับแยมผลไม้ก็รสชาติดีไม่แพ้กัน”
“แค่ได้ฟังเถ้าแก่เนี้ยพูดมา ข้าก็ชักอยากจะลองชิมขนมชนิดใหม่นี้บ้างแล้วเ้าค่ะ” เป่าซื่อพูดยิ้ม “ความจริงแล้วข้ากับคนงานในห้องครัวกำลังปรึกษากันว่าจะช่วยกันออกเงินชดใช้ค่าไข่ไก่ให้เถ้าแก่เนี้ยอยู่เหมือนกันเ้าค่ะ แต่ไม่นึกว่าเถ้าแก่เนี้ยจะคิดสูตรขนมชนิดใหม่ขึ้นมาได้เสียก่อน”
“ทีหลังถ้ามีปัญหาอะไรก็ให้รีบมาบอก ข้าไม่ใช่คนใจร้ายที่เอะอะอะไรก็จะเอาแต่หักเงิน ค่าจ้างพวกเ้ามากมายขนาดนั้นเลยหรือไง” จูจื้อโหยวแกล้งทำท่าดุ
“พวกเรารู้ว่าเถ้าแก่เนี้ยใจดี แต่เราก็ไม่อยากให้ท่านต้องมาสูญเสียกับเื่ที่ไม่ควรนี่เ้าคะ” เป่าซื่อพูดยิ้ม ั้แ่วันที่จูจื้อโหยวรับนางกับลูกชายให้เข้ามาทำงาน นางก็รู้แล้วว่าเ้านายของตนเองนั้นเป็คนดีขนาดไหน และที่ทำท่าดุเมื่อกี้ก็คงแค่แกล้งทำเท่านั้น “จูเอ๋อ ยังไม่รีบขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยอีก”
“ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยที่เมตตา และขอโทษที่ข้าสร้างปัญหาให้ท่านด้วยนะเ้าคะ” จูเอ๋อคุกเข่าร้องไห้
“รีบลุกขึ้นเถอะจูเอ๋อ มันไม่ใช่เื่ใหญ่โตขนาดนั้นหรอก และที่ข้าไม่เอาผิดเ้าก็เพราะข้ารู้ว่าเ้าเป็คนตั้งใจและขยันทำงานมาก แต่เ้าต้องจำเื่นี้ไว้เป็บทเรียน ข้าเคยได้ยินป้าเป่าพูดเตือนทุกคนในห้องครัวอยู่แล้วว่าเวลาทำงานให้รู้จักระมัดระวัง ครั้งนี้คงเป็เ้าที่ดื้อรั้นและคิดว่าตัวเองสามารถยกของหนักได้ใช่ไหม แต่อะไรที่มันเกินกำลังมันก็มักจะผิดพลาด เช่นนั้นต่อไปเ้าต้องระวังให้มาก เข้าใจไหม” จูจื้อโหยวตั้งใจกล่าวเตือนทุกคน
“พวกเราทราบแล้วเ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย” ลูกจ้างในห้องครัวขานรับเสียงดัง
จากนั้นทุกคนก็เริ่มแยกไข่ขาวกับไข่แดงออกจากกันอย่างระมัดระวัง จากเดิมที่ต้องแยกไข่ไก่แค่สองตะกร้า แต่จูจื้อโหยวเห็นว่าไหนๆ พรุ่งนี้จะเปิดตัวขนมชนิดใหม่แล้ว ทำไว้มากหน่อยจะดีกว่า นางจึงสั่งให้คนงานนำไข่มาแยกเพิ่มอีกสองตะกร้าใหญ่ เพียงแต่เวลานี้เป็เวลาปิดร้านแล้ว
ดังนั้นลูกจ้างที่อยู่ช่วยงานต่อ จูจื้อโหยวจึงเพิ่มเงินพิเศษให้อีกคนละสิบอีแปะ ลูกจ้างหญิงต่างก็ยิ้มอย่างเบิกบาน ั้แ่ที่พวกนางมาทำงานกับเถ้าแก่เนี้ย ความเป็อยู่ในครอบครัวของพวกนางดีขึ้นมาก ยิ่งลูกจ้างหญิงคนใดที่อาศัยอยู่กับครอบครัวของสามี ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแม่สามีจะดีกับพวกนางมากขนาดไหน ผู้หญิงที่ทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้ มีแม่สามีคนไหนที่ไม่ชอบกัน
“นี่คือขนมอบชนิดใหม่ที่พี่สะใภ้พูดถึงหรือเ้าคะ มันเรียกว่าอะไรหรือ” ซ่งจินเยว่ถาม
“ขนมสองอย่างนี้ดินแดนตะวันตกจะเรียกว่าคุกกี้ ที่เป็แผ่นวงกลมเล็กๆ สีเหลืองนั่นคือบิสกิตไข่แดง ทำมาจากไข่แดง น้ำตาลทราย แล้วก็นมผง ส่วนขนมสีขาวรูปทรงเกลียวคล้ายหยดน้ำ เรียกว่าเมอแร็งก์ ทำมาจากไข่ขาวตีกับน้ำตาลทรายจนขึ้นฟู จากนั้นก็ใส่อัลมอนด์แล้วก็แต่งกลิ่นนิดหน่อย เ้าลองชิมดูสิ” จูจื้อโหยวคีบขนมใส่จานใบเล็กให้ซ่งจินเยว่ “ทานคู่กับชาพีชที่เ้าชอบก็ได้ สองอย่างนี้ทานคู่กันแล้วจะอร่อยลงตัวมาก หรือไม่ก็ลองทานคู่กับแยมผลไม้ดู”
ซ่งจินเยว่ลองกินขนมและจิบชาตามไปด้วย “ขนมสองอย่างนี้จะมีรสชาติหวาน แต่ไม่ได้หวานมาก ทานคู่กับแยมผลไม้ก็ไม่หวานเลี่ยน ส่วนชาพืชที่มีรสชาติอมเปรี้ยวนิดๆ พอได้ทานคู่กับคุกกี้สองอย่างนี้แล้วรสชาติเข้ากันได้ดีเหมือนที่พี่สะใภ้พูดเลยเ้าค่ะ ถ้าข้ามาหาพี่สะใภ้บ่อยๆ มีหวังข้าต้องกลายเป็หมูแน่ๆ”
“ตัวเ้าเล็กแค่นี้ยังกินได้อีกเยอะ แต่ถ้าเ้าชอบก็ห่อกลับไปด้วยนะ ่บ่ายเ้ามีซ้อมดนตรีเพื่อเตรียมตัวสอบไม่ใช่หรือ”
“ถึงพี่สะใภ้ไม่บอก ข้าก็ตั้งใจว่าจะเอาคุกกี้สองอย่างนี้กลับไปอยู่แล้วเ้าค่ะ ข้าจะเอากลับไปฝากอาจารย์เจินด้วย อาจารย์เจินชอบทานขนมปังอบของเรามากเลยนะเ้าคะ”
“อาจารย์เจินหรือ? เหมือนจะเคยได้ยินชื่อนี้อยู่เหมือนกันนะ” จูจื้อโหยวทำท่าคิด
“อาจารย์เจินเป็ยอดฝีมือด้านการเล่นกู่เจิง[1] เ้าค่ะ นางรับข้าเป็ศิษย์เพราะเห็นพร์ด้านดนตรีของข้า การสอบเลื่อนชั้นครั้งนี้ข้าคิดจะใช้กู่เจิงในการสอบ อาจารย์เจินก็เลยช่วยฝึกซ้อมให้ข้าทุกเย็น”
“แล้วกู่เจิงกับกู่ฉินอันไหนเล่นยากกว่ากัน”
“เครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันเ้าค่ะ อยู่ที่ว่าใครชอบเล่นหรือถนัดแบบไหน พี่สะใภ้ถามทำไมหรือเ้าคะ”
“ก็ไม่ใช่ว่าวันนั้นฉินซีหลินกับฟู่เซียงหรูมาที่จวนของเราเพราะอยากให้เ้ากับพี่ใหญ่ช่วยสอนกู่ฉินให้หรือ นางบอกว่านางเพิ่งซ้อมเล่นได้ไม่นาน แต่พวกนางกลับจะเล่นกู่ฉินเพื่อสอบเลื่อนชั้น ข้าก็เลยนึกว่ากู่ฉินเล่นง่ายกว่าน่ะสิ”
“พี่สะใภ้อย่าเก็บเอาคำพูดของพวกนางมาใส่ใจเลยเ้าค่ะ ที่พวกนางไปหาข้าก็เพราะอยากหาโอกาสได้ใกล้ชิดพี่ใหญ่เท่านั้น”
สองสาวคุยกันอยู่อีกสักพัก จากนั้นจูจื้อโหยวก็เดินออกไปส่งซ่งจินเยว่ขึ้นรถม้าที่หน้าโรงน้ำชา ขณะที่นางกำลังจะเดินเข้าร้าน เสียงของระบบก็ดังขึ้น
‘ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด’
‘เ้านายขอรับเ้านาย ระบบมีการแจ้งเตือนอีกแล้วขอรับ’ เสียงหงหลินดังขึ้น
จูจื้อโหยวรีบนึกภาพในหัวขึ้นทันที จากนั้นก็ปรากฏข้อความแจ้งเตือนของภารกิจที่สองขึ้น นางอ่านภารกิจช้าๆ ‘ให้ทำบิสกิตไข่แดงกับเมอแร็งก์ขายให้ได้วันละหนึ่งร้อยกล่องเป็เวลาสิบวัน หากทำภารกิจสำเร็จ จะได้รับเครื่องนวดแป้งขนมปังฟรีสองเครื่อง’
‘เ้านาย! ภารกิจนี้ง่ายมากเลยขอรับ ถ้าได้เครื่องนวดแป้งขนมปังนี้มา เ้านายจะได้ไม่เหนื่อยและจะทำขนมอบได้ปริมาณมากขึ้นอีกด้วยนะขอรับ’
‘เ้าไม่ต้องยกเหตุผลมาอ้างหรอก ไม่ว่าภารกิจจะยากหรือง่าย ข้าก็ต้องทำให้สำเร็จอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เพราะถ้าข้าทำภารกิจไม่สำเร็จ เผลอๆ บางทีเ้าอาจจะถูกเรียกให้ไปรับใช้เ้านายคนใหม่ก็ได้ ถ้าเป็แบบนั้นข้าก็แย่น่ะสิ แต่ว่านะหงหลิน ข้ารู้สึกว่าภารกิจนี้มันดูจะง่ายเกินไป ขนมสองอย่างนี้ขายดีขนาดไหนเ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ ไม่ต้องบอกเลยว่าขายให้ได้หนึ่งร้อยกล่องน่ะมันเื่เล็ก จะให้ข้าขายสักวันละสามร้อยกล่องก็ไม่มีปัญหา’
‘แต่ภารกิจบอกให้เ้านายขายคุกกี้แค่วันละหนึ่งร้อยกล่องก็ถือว่าบรรลุเป้าหมาย ถึงขายได้มากกว่านี้ก็ไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว ส่วนเื่ที่เ้านายกังวล เอาไว้เรามาคอยดูว่าใน่สิบวันนี้ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้น เราค่อยหาทางแก้ไขดีไหมขอรับ’
‘นั่นสินะ ปัญหามันยังไม่เกิดเสียหน่อย แล้วข้าจะกังวลไปทำไม เช่นนั้นเรามาตั้งใจทำขนมออกขายให้ได้ตามเป้าก่อนดีกว่า’
____________________
[1] กู่เจิงเป็เครื่องดนตรีดั้งเดิมของจีน เป็ประเภทเครื่องสาย ที่มีสายถึง 21 สาย กู่เจิงจะคล้ายกับกู่ฉินแต่มีขนาดใหญ่กว่าและมีสายเสียงมากกว่า โดยกู่เจิงมีความยาว 10 ซม. ส่วนกู่ฉินจะมีความยาวเพียง 120 ซม. และกู่เจิงจะมีสายเสียงอยู่ 21 สาย ส่วนกู่ฉินจะมีสายเสียงเพียง 7 สายเท่านั้น