**รายได้ทั้งหมดจากนิยายเื่นี้ในช่องทางนี้..นำไปมอบให้มูลนิธิที่ดูแลเด็กๆ ค่ะ**
เปลือกตาอ่อนบางเริ่มไหวขยับเ้าของดวงตาคู่สวยแม้จะพยายามเบิกมันให้กว้าง หากทำได้ไม่เต็มที่นักราวกับว่ามันถูกปิดพักไว้ยาวนานเหลือเกิน
นาตาลีค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า แสงแดดจ้าเล็ดลอดผ่านช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆสามสี่ช่องทำให้พอเดาได้ว่าคงเป็่เวลากลางวัน แต่นั่นยังไม่น่าฉงนใจเท่าผนังที่บุด้วยผ้าหนาสีน้ำตาลอ่อนแปลกตานี่สิ
“ตื่นแล้วหรือพี่สาว”เรียกสายตางุนงงไปอยู่ที่เด็กชายต้นเสียง
“ที่นี่..?”
“บ้านข้าเองเมื่อเช้าข้ากับแม่ไปซักผ้าที่ริมน้ำด้านโน้น เห็นพี่สาวลอยตามน้ำมาตอนแรกนึกว่าตายแล้ว” เด็กชายอายุราวสิบสองปีอธิบายพร้อมชี้มือประกอบด้วยสีหน้าระรื่นแต่สำหรับคนฟังอึ้งไปในทันที
ผลที่ตามมาคือหลากคำถามเริ่มถาโถมเข้าใส่ไม่ยั้งทำไมถึงเป็บ้าน..ทำไมไม่ใช่โรงพยาบาล?แล้วนี่อะไร..แน่ใจนะว่า ‘บ้าน’ ถึงมันจะดูโปร่งกว้างน่าสบายแต่ก็คล้ายเป็ที่พักแรมตอนเที่ยวป่ามากกว่า
แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
เกิดอะไรขึ้น!
นาตาลีรู้สึกสับสนราวสมองรวนไปชั่วขณะริมฝีปากบางขยับทวนคำที่ได้ยินเมื่อครู่ “ลอยตามน้ำมาล่ะ ลอยยังไง”
“ข้าชื่อ ‘มาคิน’ พี่สาวชื่ออะไร” เด็กชายแนะนำตัวโดยไม่สนใจเสียงบ่นพึมพำคล้ายคนละเมอของอีกฝ่าย
“นาตาลี” แม้คำตอบจะฟังดูเลื่อนลอยแต่นั่นเ้าหล่อนก็ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะรวบรวมสติกลับคืน
สูดลมหายใจลึกๆ เข้าไว้
แล้วค่อยๆ ผ่อนออกเบาๆ ...
อย่างนั้นล่ะนาตาลี
เอาล่ะ..
“มาคิน..ที่ว่าแม่น้ำน่ะแม่น้ำอะไร”
“แม่น้ำจากูเานำโชค”คนฟังย่นคิ้ว
งงเข้าไปอีก
“ูเานำโชคอยู่จังหวัดอะไร”
“จังหวัดคืออะไร” มาคินกลับย้อนถามแทนที่จะตอบ
ดวงตาใสแป๋วของเด็กชายบอกชัดว่า‘ไม่รู้จัก’ ได้ดียิ่งกว่าคำพูดเสียอีก หญิงสาวลอบระบายลมหายใจ
อะไรกันโตจนป่านนี้ยังไม่รู้อีกขืนซักต่อคงไม่ได้เื่ ยิ่งช้ายิ่งเสียเวลาเดี๋ยวไปส่งงานด่วนให้คุณป้าไม่ทัน
‘งานด่วน!’
พอฉุกคิดได้ก็หันซ้ายขวาพัลวัน
“เป้พี่ล่ะ เห็นเป้พี่ไหมกระเป๋าสีดำใบใหญ่ๆ น่ะ ในนั้นมีงานสำคัญด้วย โอย! แล้วมอร์เตอร์ไซค์ฉันอยู่ไหนเนี่ย”เมื่อไม่ได้รับคำตอบใดหญิงสาวก็ยิ่งร้อนใจหนัก ถลันลุกจากที่นอนจนหล่นตุ๊บลงกองกับพื้นมาคินรีบเข้าช่วยพยุงพร้อมติงว่าทำไมรีบร้อนนัก
เธอต้องตั้งสติอีกรอบก่อนกลั้นใจถาม
“ที่นี่มีโทรศัพท์ไหม?”
“...?...”
“พี่จะโทรศัพท์ได้ที่ไหน?”
“...?...”
“ไม่มีเรอะ!”
เอาล่ะซิ
“นี่ไม่ตลกเลยอะไรกันในกรุงเทพฯ นี่นะไม่มีโทรศัพท์” คนถูกซักเป็ชุดย่นคิ้ว
“ข้าไม่รู้ต่างหากว่าพี่พูดถึงอะไร”
“ตามพ่อแม่มาจากพม่าสิท่าพวกเขาไม่ได้บอกหรือว่าที่นี่น่ะกรุงเทพฯ มันมีทั้งไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์แล้วก็อีกเพียบ” คราวนี้คิ้วของเด็กชายกลายเป็ดับเบิ้ลขมวด
“ข้าอยู่ที่นี่ั้แ่เกิดที่นี่ไม่ใช่กรุเทบ”
“ไม่ใช่กรุเทบ กรุงเทพ..กรุง-เทบจ้ะ” หญิงสาวพยายามอธิบาย
“...???...”
“เรียนหนังสือชั้นไหนหรือว่าไม่ได้เรียน” คนสุดงงกับคำถามผ่อนลมหายใจแรงลงจมูก
“พี่สาวพูดจาแปลกๆ สงสัยแช่น้ำนาน กินน้ำมากเลยเพี้ยนที่นี่หมู่บ้านริมน้ำ อยู่ตีนเขานำโชคเป็เขตของแผ่นดินคนูเาข้าว่าพี่พักต่อเถอะ ท่าทางยังเหนื่อยอยู่ อีกเดี๋ยวพ่อกับแม่ข้าก็จะกลับมาแล้ว”
เด็กชายตัดบทเอาดื้อๆ เพราะั้แ่คุยกันมาสรุปความโดยรวมแล้ว ‘ง๊ง งง!’
เช่นเดียวกับอีกฝ่าย
‘พูดจาแปลกๆ’ เธอต่างหากที่น่าจะเป็ฝ่ายพูดคำนั้น แทนตัวว่า ‘ข้า’เดี๋ยวนี้เขาเลิกใช้กันแล้ว การแต่งตัวก็ดูประหลาดพิลึกถึงจะสะอาดสะอ้านแต่เชยสุดๆ เหมือนหลุดมาจากยุคหินอย่างไรอย่างนั้น และยัง ‘ูเานำโชค’ นั่นอีก ไม่เคยได้ยินมาก่อน
เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกันรู้สึกงงเหลือเกิน..พักสักหน่อยคงดี ไว้รอคุยกับพ่อแม่ของเด็กคนนี้น่าจะได้เื่กว่า
นี่คงเป็ผลพวงจากอะไรสักอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอ..มันคงแค่ฝันไป
หญิงสาวล้มตัวลงนอนช้าๆพยายามข่มตาลง หวังเพียงว่าเมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งทุกอย่างจะกลับไปเป็เหมือนเดิม
ในความมืดอันแสนเงียบสงัด ปกคลุมด้วยริ้วหมอกบางเบา ระไอเย็นะเืจับใจยามต้องผิวกาย
~นัท~
นั่นเสียงพี่ยุทธนี่นา “พี่ยุทธ! นัทอยู่นี่”
~นัท~
“หยาด! เธอใช่ไหม”
~นัท~
“พ่อ! พ่ออยู่ไหนคะ หนูมองไม่เห็นเลย”
~Nut~
“Mom! I’m here ใครก็ได้เปิดไฟทีสิ ฉันมองอะไรไม่เห็นเลยทุกคนอย่าเพิ่งไปนะ นัทอยู่นี่!”
พลันแลเห็นแสงสีทองเรืองรองแม้เป็เพียงความสว่างไสวเล็กน้อยแต่กลับเด่นชัดท่ามกลางความมืดมิดความอบอุ่นอ่อนไหวเข้ามาเยี่ยมเยียนหัวใจอย่างประหลาด จุดประกายความหวังอันริบหรี่ของหญิงสาวให้กลับคืนมาอีกครั้ง
ทว่า..ชายหนุ่มเ้าของแสงเทียนทำหัวใจเธอกระตุกวาบ
“เป็ไปไม่ได้ คุณมาทำอะไรที่นี่?”เขาไม่ตอบคำถามเธอในทันที ดวงตาคมนิ่งได้แต่จับจ้องมายังเธอไม่ต่างจากครั้งแรกที่ได้เห็น
“ข้าควรต้องถามเ้ามากกว่าเพราะนี่เป็ที่ของข้า”
“แต่ฉันไม่ได้มาหาคุณขอเทียนฉันเถอะ ฉันจะไปหาคนของฉัน” เ้าของดวงตาคมนิ่งงัน..ไร้คำพูดจาไม่ช้าก็ค่อยๆ เลื่อนถอยออกไป เธอจึงค่อยๆ ก้าวตาม
“เดี๋ยวสิ! ขอเทียนให้ฉันเถอะ”
เขากลับยิ่งห่างออกไป
“นี่คุณ!”
...ห่างออกไป
พลัน! ความมืดและระไออันหนาวเย็นก็กลับเข้ามาโอบล้อมรอบกายอีกครั้ง
“นี่คุณ อย่าไป!”นาตาลีสะดุ้งตื่นมานั่งหายใจกระหืดกระหอบราวกับวิ่งรอบสนามหลวงมาหลายรอบสองมือยังไขว่คว้าไปมาเหมือนว่าเขามีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่แค่ฝัน
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง”เสียงนุ่มๆ ของหญิงวัยกลางคนเอ่ยถาม
“…แค่…ฝัน…เท่านั้น…” เธอครางเสียงแ่กับตัวเองมากกว่าจะเป็คำตอบความงุนงงทำให้ไม่ได้ใส่ใจว่าคนถามเป็ใคร
‘แค่ฝัน’ เท่านั้น แต่ทำไมมันช่างเหมือนจริงนัก..ท่ามกลางความมืดอันหนาวเหน็บและมีเพียงแสงสว่างน้อยนิดแต่กลับจดจำใบหน้าคมคายนั้นได้แม่นยำ
ต้องใช่เขาแน่ๆ
“ทำใจให้สบายนะ” หญิงสาวท่าทางอารีในชุดกระโปรงสีน้ำตาลปนเทารุ่มร่ามเอ่ยปลอบทำให้นาตาลีผุดยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก
“มาคินเอาผลไม้มาให้พี่สาวกินเร็ว”นางหันไปบอกบุตรชาย แล้วเบือนใบหน้าอิ่มยิ้มกลับมามอง “ข้าชื่อพันนา สามีข้า..เชนส่วนเ้าตัวโตนี่ลูกชายข้าเอง” นาตาลีไล่ดวงตามองตามคำแนะนำ
แม่ของมาคินนั่นเอง
ไม่นานเด็กชายก็เข้ามาพร้อมผลไม้ในมือรายงานเสียงแจ้วว่าได้เล่าให้พ่อกับแม่ฟังไปบ้างแล้ว
นาตาลีโปรยยิ้มเอ็นดู หากจู่ๆ ก็เกิดฉุกคิดบางอย่างได้รอยยิ้มพลันเหือดหาย
“แล้วทำไมฉันยังอยู่ที่นี่”
“ก็พี่สาวนอนอยู่ตรงนี้ตลอด..ยังไม่ได้ลุกไปไหนตื่นมาก็ต้องอยู่ที่เดิมสิ..แปลกจริง” เป็คำตอบที่ยากจะยอมรับได้
ก็คนแปลกหน้ากับสิ่งแวดล้อมแปลกตายังคงอยู่นี่นา
“เสื้อผ้า รองเท้า พร้อมถุงใส่ของของเ้าข้าจัดไว้ให้อยู่ใต้ที่นอน”
ทันทีที่พันนาพูดจบนาตาลีก็รีบก้มลงดูเธอคว้ากระเป๋าเป้มากอดไว้แน่น
เรียกว่าถุงใส่ของมิน่ามาคินถึงไม่รู้จัก
เด็กชายปรี่เข้ามานั่งใกล้ๆ ด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นจนทำให้นาตาลีไม่คิดจะเปิดตรวจตราดูของข้างในเพราะไม่อยากนั่งตอบข้อสงสัยทั้งคืนจึงเสมาคุยกับพันนาแทน
“ขอบคุณมากนะคะ อุตส่าห์เก็บไว้ให้อย่างดี”
“ไม่เป็ไร”พันนาชะงักคำชั่วอึดใจก่อนพูดต่อ “ดูจากการแต่งกายของเ้าคงมาจากเมืองหลวงที่ไหนสักแห่ง เอ่อ..ที่ไม่ใช่ที่นี่” คนฟังกะพริบตาถี่
อ้าว! แล้วที่ไหนล่ะ?
“คนเมืองหลวงจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีเช่นเดียวกับของเ้านั่นล่ะแต่สีสันสว่างตากว่านี้มาก แปลกหน้าแปลกถิ่นซ้ำยังแปลกสำเนียง” เชนเสริมภรรยาด้วยน้ำเสียงไม่เป็มิตรเท่าไหร่นัก
นาตาลีเริ่มงง
แปลกงั้นหรือ? เสื้อยืดกางเกงยีนสีกรมท่า สวมทับด้วยแจ็คเก็ตหนังสีน้ำเงินอีกทีก็มันเป็สีโปรดของฉัน แปลกตรงไหน..ไม่เข้าใจ แล้วฉันก็พูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำออกปานนี้
ทำไปทำมาไอ้การได้คุยกับพ่อแม่ของเด็กกลับยิ่งไม่รู้เื่หนักกว่าเดิม
“เ้ามาจากแผ่นดินไหน”
เชนถามให้คนฟังยิ่งอึ้ง
ยังไง! แล้วนี่ไม่ใช่...
“แผ่นดินไทยค่ะ” เธอตอบแบบฝืนความรู้สึกสุดๆ เพราะข้องใจเหลือเกินว่าต้องมาทบทวนเชื้อชาติสัญชาติอะไรกันตอนนี้ไม่ต่างจากอีกฝ่ายที่ตีหน้ายุ่งจัดจนเห็นได้ชัด
“ข้าไม่เคยได้ยินเ้าพูดจาให้รู้เื่กว่านี้หน่อยได้ไหม”
แน่ะ!
“จะเป็ไปได้ยังไง คุณไม่รู้จักประเทศไทยหรือคะก็ยืนเหยียบกันอยู่ทนโท่เนี่ย” เชนชักสีหน้าตึงอย่างไม่ปิดบังความรู้สึกจนพันนาต้องเข้ามาแตะหลังมือสามีเบาๆ ส่วนนาตาลีก็เริ่มปรับอารมณ์ตัวเองลงด้วยเช่นกัน
“ขอโทษค่ะแต่ก็ขอร้องล่ะเลิกล้อเล่นกันได้แล้ว ฉันแค่อยากรู้ว่าตอนนี้ฉันอยู่ตรงไหนของกรุงเทพฯแล้วจะติดต่อกับทางบ้านได้ยังไง เพราะมือถือฉันแบ็ตหมดพอดี”
คราวนี้เชนออกอาการยัวะอย่างที่สุด มือหนาโบกโบ้ยมาทางภรรยา“เ้าพูดกับนางละกัน ข้าฟังไม่รู้เื่”
นาตาลีเริ่มเหลืออดแล้วเหมือนกันทำไมนะกะอีแค่เื่ง่ายๆ ต้องทำให้มันยาก เธอถลันลุกจากที่นอนตรงไปแหวกผ้ากั้นประตูพร้อมชี้มือ
“ทุกตารางนิ้วของกรุงเทพฯมีแต่สิ่งปลูกสร้าง ตึกรามบ้านช่องมากมาย รถงี้วิ่งกันให้เต็มถนนไปหมด ถ้าบ้านคุณไม่มีโทรศัพท์ก็ไม่เป็ไรค่ะ ฉันไปโทร.ข้างนอกก็ได้”
เงียบ! งง!
“พวกคุณไม่เห็นหรือไงคะ”นาตาลีย้อนถามเสียงหลง พลางสะบัดหน้าไปมอง แต่กลับเป็ฝ่ายต้องงงเสียยิ่งกว่า! เพราะสิ่งที่เห็นเบื้องหน้าคือลักษณะของูเาลูกน้อยใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้หนาทึบ
แทบไม่เชื่อสายตา
อะไรกัน!
“นี่มันที่ไหนเนี่ย”
“จะให้ข้าไปรายงานผู้นำหมู่บ้านว่าอย่างไรนางหลงทางมาจากแผ่นดินไร้ตัวตนที่ไหนก็ไม่รู้ ข้าว่านางแกล้งพูดจาเลอะเทอะหวังหลอกให้เราตายใจมากกว่าแท้จริงก็เป็พวกสอดแนม ขืนไปรายงานก็มีแต่จะเดือดร้อน” เชนเตือนเพราะหนักใจที่ภรรยาขอร้องให้ช่วยเหลือหญิงแปลกหน้าผู้อ้างว่า‘พลัดถิ่น’
‘หมู่บ้านริมน้ำ’ เป็หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีไม่กี่ครัวเรือนดำเนินชีวิตกันอย่างเรียบง่ายและสงบสุขมาเป็เวลานานแต่เหตุการณ์น่าประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ทำให้หมู่บ้านที่เคยเงียบสงบแห่งนี้เปลี่ยนไปเมื่อเพชรแห่งอำนาจเปิดตำนานขึ้นอีกครั้ง..ที่นี่!
ไม่ว่าใครก็ไม่ควรไว้ใจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘คนแปลกหน้า’ หากย่างกรายเข้ามาต้องรายงานให้ผู้นำรู้
“แล้วถ้านางไม่ได้เป็อย่างนั้นล่ะน่าสงสารออก”
“งั้นเ้าจะให้ข้าทำอย่างไร”
“บอกว่านางเป็ญาติข้ามารับข้าไปหมู่บ้านป่าไผ่”
“แล้วเราเชื่อนางได้หรือนี่ไม่ใช่เื่เล็กๆ นะ”
เพราะการให้ความช่วยเหลือใครสักคนในยามนี้อาจนำหายนะมาสู่ครอบครัวที่เขารัก
พันนากระชับมือสามีแ่เบา
“ข้ารู้ว่าพี่ลำบากใจเป็ใครก็คงต้องคิดหนัก แต่ถ้าพี่ไม่เชื่อนางก็ให้พี่เชื่อข้าข้าว่านางไม่เกี่ยวอะไรกับเื่นี้หรอก ข้ารู้สึกได้ถึงบางอย่างในตัวนางความน่าเชื่อถือ ความจริงใจ แววตาอ่อนโยน แต่กลับมาดมั่นอย่างน่าประหลาดข้าว่านางไม่ได้โกหก”
เชนจำใจรับคำเพราะเห็นแก่ภรรยาที่รักเขายอมไปพบ ‘อาทีผู้นำหมู่บ้าน’ เพื่อรายงานว่ามีญาติของพันนาชื่อนาตาลีมาคอยช่วยเหลือ่ใกล้คลอดแต่หยั่งเชิงไปว่าญาติผู้นี้เป็คนสติไม่ค่อยดี ชอบพูดจาเพ้อเจ้อไม่รู้เื่หากมีโอกาสพบเจอขออย่าได้ถือสา
“ขอบคุณนะคะคุณพันนาที่เมตตาให้ฉันอยู่ที่นี่ทั้งที่คุณเชนไม่เห็นด้วยฉันยอมรับว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของฉัน แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“เ้าไม่ต้องพยายามอธิบายอะไรหรอกข้าเชื่อ” นาตาลีรู้สึกตื้นตันใจจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
“แต่..ฉันไม่อยากเป็ต้นเหตุให้พวกคุณมีปัญหากัน”
“เ้าคิดมากตามสามีข้าไปอีกคนแล้วเขาเกรงว่าจะเกิดเื่วุ่นวายเพราะเ้าอาจเป็พวกสอดแนมหาเพชรตามตำนาน แต่ข้ากลับไม่คิดอย่างนั้นตำนานก็ส่วนตำนานแค่ถูกเล่าขานกันมา เ้าก็ส่วนเ้าแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง..จริงไหมและที่สำคัญดวงตาเ้ามันเปิดเผยออกอย่างนี้..จะไปโกหกใครได้”พันนาละสายตาไปทางบุตรชาย คล้ายจะบอกว่าไม่แผกกัน
“ทบซ้ายก่อนแล้วค่อยทบขวา” มาคินสะดุ้งตัวโยนก่อนหันมาหัวเราะแฮะๆเหตุจากตั้งใจฟังมากกว่าตั้งใจทำสิ่งตรงหน้า ผลจึงออกมายุ่งเหยิงอย่างที่เห็น
พันนาลากสายตากลับคืนเพื่อพบว่าอีกคนกำลังพิศวงงงงวยอยู่นั่น
“อย่าบอกนะว่าเ้าไม่รู้เื่นี้”
เดาถูกด้วย
“เขาว่ากันว่าที่แผ่นดินคนูเามีเพชรแห่งอำนาจซ่อนอยู่ เคยเห็นกันรึก็ไม่เป็เื่จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ได้แต่ตามหากันลมๆ แล้งๆหวังจะอำนาจอันยิ่งใหญ่ ช่างโลภมากกันเสียจริง โชคดีที่ท่านแม่ทัพปราบโจรพวกนั้นเสียอยู่หมัดก็ท่านเก่งกาจปานนั้นใครจะไม่ขยาดกลัว”
คนฟังเผลออ้าปากค้างให้อีกฝ่ายหลุดหัวเราะชอบใจ
“ดูเ้าสิ ทำหน้าเหมือนลูกชายข้าไม่มีผิด”คนถูกแซวแก้เขินด้วยการหันไปยิ้มให้มาคินแท้จริงแล้วเธอไม่ได้อยากรู้เื่ราวเหล่านี้ แต่แปลกใจที่ได้ยินเื่ทำนองนี้มากกว่า
“ยามใดที่ท้องฟ้าปรากฏคลื่นแห่งเมฆเป็สีเทาอมเขียวสลับแทรกสีแสดแดง มีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้างเหนือยอดเขานำโชคโดยที่ไม่มีฝนตกสักเม็ดนั่นล่ะบอกถึงเพชรจะมีผู้” นาตาลีหันขวับมาเสียั้แ่ยังฟังความไม่ทันจบ
“เมฆ..สีเขียว..สีแดง” เธอครางแ่ๆอยู่ที่ริมฝีปาก อาการปวดหัวจี๊ดแล่นปราดเข้ามาทันที เหมือนมีเค้าบางอย่างติดอยู่ที่ปลายสมองนี่เอง!
นึกไม่ออก
“และคนผู้นั้นจะได้มาซึ่งอำนาจเหนือสิ่งใดทั้งปวง”
“เลยพากันมาที่นี่เพื่อหามันหรือคะ”เธอเดาบทสรุปได้อย่างไม่ยากเย็น แน่นอนว่าสิ่งที่รับฟังช่างเหมือนนิยายโบราณที่เคยดูในทีวีประมาณว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ทำนองนั้น
แต่พันนากลับส่ายหน้า
“ถ้าเป็เมื่อก่อนคงเป็อย่างที่เ้าว่าแต่ตอนนี้ไม่ใช่..มาเพื่อ่ชิงไปต่างหาก เพชรน่ะถูกกำหนดผู้ไว้แล้วนั่นคือท่านแม่ทัพผู้ปกครองแผ่นดินนี้”
“แม่ทัพผู้ปกครองแผ่นดิน”เป็อีกครั้งที่เธอต้องทวนคำเบาๆ คราวนี้รู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขามและยิ่งใหญ่เหลือคณาจนทำให้ขนลุกชันสิ่งเดียวที่นึกได้คือภาพของนักรบโบราณหน้าตาเหี้ยมเกรียมดุดัน ตัวหนาดำใหญ่ผู้รักการรบเป็ชีวิตจิตใจ
“แล้วพวกคุณรู้ได้ยังไงคะว่าตำนานปรากฏขึ้นแล้วหรือว่า..เหตุการณ์ที่ท้องฟ้า..”
“ใช่มันเกิดขึ้น่สายเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เมื่อหลายชั่วอายุคนก็เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้เพชรเลือกผู้เอง แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แค่เล่ากันต่อมา” สิ่งที่พันนาเล่าเป็ตำนานที่ถูกเล่าขานกันมา แต่อีกฝ่ายกลับรู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้ฟังนิทานก่อนนอนเื่หนึ่งเท่านั้นออกจะตลกด้วยซ้ำ เพราะข้อสันนิษฐานเดียวที่นึกได้คือเหตุการณ์นั้นเป็ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่บังเอิญไปตรงกันมากกว่า
เชนกลับมาด้วยใบหน้าที่ดูตึงเครียดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตอนแรก แม้เขาจะไม่พูดอะไรให้นาตาลีรู้สึกแย่ไปกว่าเดิมแต่ด้วยท่าทีไม่พอใจที่แสดงให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เธอรู้สึกผิดที่เหมือนบังคับให้พวกเขาต้องมารับภาระเื่ของเธอจึงได้แต่เจียมเนื้อเจียมตัวยอมรับความเป็ไปที่เกิดขึ้น
หญิงสาวนั่งทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาท่ามกลางความเงียบเป็อีกครั้งในวันเดียวกันที่คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัว
ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
ที่นี่ที่ไหนกัน?
แล้วเธอจะทำอย่างไรต่อไป?
จำได้ลางๆ ว่าครั้งสุดท้ายเธอกำลัง..ใช่แล้ว! เธอกำลังซิ่งรถด้วยความเร็วสี่แยกข้างหน้ากำลังชุลมุนเพราะอีกฟากเกิดไฟไหม้ แล้วพอจะออกถนนใหญ่ก็มีรถ..รถอะไรนะ
รถบรรทุก!
มันพุ่งตรงมา แล้ว..
นี่ฉันตายแล้วเรอะ!
ลองหยิกแขนตัวเองก็ยังรู้สึกเจ็บ
ยังไม่ตายนี่!
นึกเจ็บใจตัวเองที่มัวแต่พะวงเื่อื่นจนเกิดอุบัติเหตุเข้าจนได้ แต่เอ๊ะ!
“ยามใดที่ท้องฟ้าปรากฏคลื่นแห่งเมฆเป็สีเทาอมเขียวสลับแทรกสีแสดแดง มีสายฟ้า..”
ภาพกลุ่มควันหลากสีบริเวณสี่แยกปรากฏชัดราวเล่นเทปมันจะเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า?
โธ่! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
คนสับสนเหลือคณาได้แต่นั่งถอนหายใจทิ้งเหลือบมองแสงเทียนริบหรี่ๆ ที่ใกล้หมดเล่ม..หดหู่จับใจเหลือเกิน ไม่รู้ว่าป่านนี้ทางบ้านจะเป็อย่างไรบ้างยิ่งคิดถึงทุกคนมากก็ยิ่งเก็บมาฝัน แต่จะฝันเหมือนตอนนั้นหรือเปล่านะ แล้วนายคนนั้นไม่ได้คิดถึงสักหน่อยทำไมยังฝันเห็นด้วยล่ะหรือเป็เพราะภาพวาดนั่น!
พอนึกได้จึงค่อยๆหยิบออกมาจากกระเป๋าเพื่อคลี่ดูอย่างเบามือ เธอจ้องลึกยังดวงตาคมจัดของชายหนุ่มในภาพประหนึ่งว่าสามารถสื่อสารถึงกันได้
“นายบอกฉันได้ไหมว่าจะพานายไปส่งให้ถึงที่ได้ยังไง” แต่คงทำได้แค่พึมพำอยู่คนเดียวสุดท้ายไม่วายต้องถอนหายใจอีกครา แล้วกรอกตามองสูงเพื่อกลบน้ำใสๆ ที่มันรื้นขึ้นมาจากความรู้สึกข้างใน
โดยไม่อาจล่วงรู้เลยว่า..มีสายตาอบอุ่นและอ่อนโยนคู่เดิมทอดมองมาด้วยความห่วงหาอาทร