เมื่อชายทั้งสามอยู่ในห้องทำงานที่ปิดลงเรียบร้อยแล้ว ก็พลันเกิดความเงียบที่น่าอึดอัดขึ้นในทันใด ผู้นำสกุลกงที่ได้รับข่าวการหายตัวไปขององค์ชายรอง แม้จะโล่งใจแต่ก็เป็กังวลด้วยเช่นกัน
“ข้าอยากร้องขอให้ท่านรับสตรีด้านนอกเป็บุตรบุญธรรม นางคือผู้ที่ช่วยเหลือข้าในยามที่หนีตายไปยังภพมนุษย์”
“ท่านจะให้สกุลกงของเรารับมนุษย์เป็บุตรบุญธรรม นี่ออกจะ…” สีหน้าตึงเครียดฉายแววออกมา แม้จะมีคำพูดมากมายที่อยากกล่าว หากแต่บุตรชายของเขาก็ยังคงต้องทำงานให้คนผู้นี้อยู่
“ท่านไม่ต้องกลัวว่านางจะทำให้สกุลของท่านเสื่อมบารมีลง เพราะข้าจะรับนางเข้าไปเป็ชายาเอก”
“สิ้นคิด!” กงมู่จ่ายทุบโต๊ะพร้อมกับตะคอกอย่างแรง เหตุที่เขากล้าขึ้นเสียงกับจอมมารที่ทุกคนหวาดกลัวนั้นเป็เพราะองค์ชายรองเฟยเทียนเข้าออกบ้านสกุลกงมาั้แ่ยังเป็เด็ก ใช้เวลาในจวนแห่งนี้มากกว่าในวังของตนเองเสียอีก หากจะนับไปแล้วมู่จ่ายก็เปรียบเสมือนบิดาผู้หนึ่ง
“ทำเช่นนี้คิดจะสละตำแหน่งองค์มารไปให้พี่ชายน้องชายของเ้าแล้วหรือ”
“แต่นางคือผู้มีบุญคุณ หากข้าทอดทิ้งนางไว้ยังโลกมนุษย์ ข้าก็ไม่สมควรเป็ประมุขดินแดนใด”
“ก็ให้เงินทองไปเสียจะเป็อะไร เหตุใดต้องนำมาที่นี่ หากนางเป็เซียนก็ยังพอจะอนุโลมได้ แต่นี่นางเป็มนุษย์ที่ไม่บรรลุเซียนเลยด้วยซ้ำ เ้าคิดอันใดอยู่” กงมู่จ่ายเอือมระอาในความคิดตื้นเขินของชายหนุ่มตรงหน้า
“องค์ชายเพียงแค่คิดว่าสตรีที่มีเืสีน้ำเงินไม่ควรตกอยู่ในมือของผู้อื่น” กงต้าต้าที่ไม่้าให้บิดาของตนผิดใจกับจอมมารผู้โเี้ไปมากกว่านี้กล่าวแทรกแซงขึ้น แม้ว่าครอบครัวของตนจะมีสิทธิ์ที่พิเศษเหนือผู้อื่นในใจขององค์ชาย แต่การท้าทายอย่างเปิดเผยเช่นนี้ก็มิใช่ทางเลือกที่หลักแหลมนัก
“เฮ้อ ข้าเพียงหวังว่าครอบครัวของท่าน จะเห็นความดีของนางจากใจจริง แต่เห็นทีเื่เช่นนี้คงบังคับให้ทำใจยอมรับได้ยาก เช่นนั้นก็ขอให้เห็นประโยชน์ของนางที่จะมีต่อข้าด้วย” ตงเฟยเทียนถอนหายใจก่อนจะกล่าวออกมายืดยาว
สิ้นคำพูดนี้เองจึงทำให้กงมู่จ่ายท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรคนตรงหน้าก็เป็เพียงเด็กหนุ่มที่ถูกลอบปองร้ายจากคนทั้งกองกำลัง หาก้ามียาวิเศษอยู่ติดกายย่อมเป็ความคิดที่สมเหตุผล เกิดเป็การวางแผนรับบุตรบุญธรรม และพูดคุยเื่สินสอดและสินเดิมของลูกสาวที่ได้เข้ามาแล้วต้องส่งออกไปทันที
.
.
.
ทางด้านของหรงลี่ เมื่อได้รับน้ำแกงหอมๆ มารองท้อง เปลือกตาก็เริ่มขยับเปิดอ้าขึ้น นางใช้เวลากะพริบตาถี่ๆ มองเพดานครู่หนึ่งเพราะรู้สึกเคืองตาเล็กร้อยจากการเปิดเปลืองตาไว้นานเกินไป เมื่อหันกลับมามองปกติก็พบกับสตรีหน้าตางดงามผุดผาดยิ้มให้อย่างใจดี ด้านหลังมีสตรีที่หน้าตาคล้ายกัน แต่ดูมีอายุมากกว่ายืนมองด้วยสายตาอ่อนโยน
“เหตุใดไม่กินข้าวเยอะๆ เ้ากลัวอ้วนหรือ” สตรีสูงวัยด้านหลังเอ่ยถาม
“โถ่ท่านแม่เ้าขา สตรีสมัยนี้หากไม่ได้มีตัวผอมเพรียวก็ยากที่จะมีคนมองเ้าค่ะ” สตรีอ่อนวัยหันไปตอบมารดาของนาง
“เด็กสาวสมัยนี้ไม่รู้อย่างไรกัน จะผอมเพรียวข้าก็ไม่ว่าหรอกนะแต่จะให้มาเป็ลมเป็แล้งเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน”
“ขออภัยที่รบกวนเ้าค่ะ ข้าไม่ได้กลัวว่าจะอ้วน แต่เหตุที่ไม่กินเพราะอยู่ในป่ามานาน ไม่มีอันใดดีๆ ให้กินเลยเ้าค่ะ ขนาดกินผลท้อยังต้องทำให้ตนเองร้องไห้ เพื่อให้ความเค็มของน้ำตาไปตัดรสฝาดบ้าง”
“ตายจริง อี้ฉุนไปเตรียมสำรับชุดใหญ่มาให้นาง” กรงหรูอี้กล่าวใช้บ่าวของตนทันใด “ข้ามีนามว่ากงหรูอี้ ส่วนนี้มารดาของข้าจงม่านอี้”
“หากข้าคาดเดาไม่ผิด เ้าคงเป็คนที่ช่วยเหลือท่านจอมมารไว้ใช่หรือไม่” จงม่านอี้เอ่ยถามด้วยความเอ็นดู
“พี่เฟยเทียนน่ะหรือเ้าคะ” หรงลี่ถามพร้อมกับรอยยิ้ม
“เ้าเรียกขานเขาว่าพี่เฟยเทียนหรือ” หรูอี้ถามด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“เ้าค่ะ พี่เฟยเทียนสั่งให้เรียกเช่นนี้” หรงลี่ยิ้มอย่างขัดเขินเล็กน้อยใบหน้าก้มงุด
“เช่นนี้ก็ดีแล้ว ดีแล้วจริงๆ” ฮูหยินเอกสกุลกงพยักหน้าอย่างพอใจ เห็นตงเฟยเทียนมาแต่เล็กชีวิตมีแค่เป้าหมายและราชกิจ หากเขาจะมีความรักและได้ผ่อนคลายลงบ้างตัวนางก็สบายใจ แม้ว่าจะเป็สตรีไร้หัวนอนปลายเท้านางก็ไม่สนใจ ขอแค่ทำให้เด็กหนุ่มที่ไม่ต่างจากบุตรในครรภ์อ่อนโยนกับตนเองลงบ้างก็เพียงพอ
“ท่านน้าคงสบายใจ” หรูอี้เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม ท่านน้าที่นางกล่าวถึงนั้นหมายถึงมารดาขององค์ชายรองผู้เป็หนึ่งในสหายที่พูดคุยกันได้ถูกคอของท่านแม่ แต่ก็สนิทกันได้เพียงไม่นานก็จากไปเสียก่อน
“สำรับอาหารมาแล้วเ้าค่ะ” อี้ฉุนยกอาหารสำรับใหญ่เข้ามา
กลิ่นหอมหวนลอยขึ้นมาเตะจมูกของเสิ่นหรงลี่ เรียกให้เสียงท้องร้องดังขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ‘โครกคราก’
“ขออภัยเ้าค่ะ อาหารจวนท่านกลิ่นหอมเย้ายวนมากจริงๆ” คุณหนูเสิ่นรู้สึกอับอายนักที่ท้องของตนร้องขึ้นมา เมื่อได้รับมาแล้ว นางนั่งกินอย่างสุภาพเรียบร้อย เพื่อไม่ให้ผู้ที่เพิ่งรู้จักกันคิดว่านางเป็คนป่าเถื่อน
ในระหว่างที่นั่งเพลิดเพลินกับอาหารตรงหน้า สตรีทั้งสองก็นั่งจิบน้ำชาและกินขนมเป็เพื่อนนาง ทั้งยังคอยชวนพูดคุยมิให้รู้สึกประหม่า
นางััได้ว่าทั้งสองมีท่าทีแปลกประหลาดเล็กน้อย ในยามที่รู้ว่านางเป็มนุษย์ แต่เพียงไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็แววตาเห็นใจ
“ทำไมทำสีหน้าเช่นนั้นกันเล่าเ้าคะ” หรงลี่ถามออกไปอย่างอดไม่ได้
“อายุขัยของเ้าสั้นนัก แม้จะสามารถหยุดรูปร่างหน้าตาให้ไม่แก่ลงได้ แต่อายุขัยก็ยังคงคล้ายเดิม ยืดออกได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
“ข้ากลับมองว่านั่นเป็ข้อดีนะเ้าคะ เมื่อชีวิตสั้นหาก้าทำสิ่งใดต้องรีบทำก่อนหมดโอกาส”
“ผู้คนในที่แห่งนี้ มองมนุษย์เป็สิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่า หากเป็เซียนจึงจะพอมองในแง่ดีขึ้นบ้าง เ้าจะทนไหวหรือ” จงม่านอี้เอ่ยอย่างเป็ห่วง
“ข้าก็เพียงต้องหาคนที่ไม่ได้รังเกียจข้า”
“เช่นนั้นหรูอี้ผู้นี้เป็สหายของเ้าเอง มีแค่คนยุคบิดามารดาของเราเท่านั้นที่จะรังเกียจมนุษย์ คนรุ่นข้าส่วนมากก็มิได้คิดอะไรเช่นนั้นแล้ว”
“ถามได้หรือไม่เ้าค่ะ ว่าเป็เพราะเหตุใด”
“เพราะมนุษย์ไม่นับถือมารน่ะสิ นับถือเพียงคนของเผ่า์ แต่ข้าว่าพวกมารทำทีเป็เกลียดชัง เพราะน้อยใจมากกว่า” หรูอี้ตอบอย่างยิ้มๆ
“ใครจะไปน้อยใจมนุษย์กัน มารอย่างเรา แข็งแกร่งกว่าเป็ไหนๆ ยังกล้าพากันก่นด่าเหล่ามาร”
“มนุษย์เพียงแค่ไม่เข้าใจเ้าค่ะ ว่าเหตุใดเหล่ามารต้องคอยทำลาย ขออภัยแทนมนุษย์ทั้งหลายด้วยนะเ้าคะ” หรงลี่เอ่ยจากสิ่งที่รับรู้
“คนรุ่นข้าก็เข้าใจเช่นนี้แหละ ผู้ใดจะชอบกัน จู่ๆ ก็เกิดภัยพิบัติ จู่ๆ ก็เกิดโรคระบาด จะไม่ถูกบูชาก็สมควรแล้ว” หรูอี้เอ่ยพลางส่ายหัวไปด้วย
สิ้นคำของหรูอี้ก็บังเกิดเสียงหัวเราะอย่างขบขันดังขึ้น แต่สนุกกันได้เพียงเท่านี้ก็ถูกขัดจังหวะโดยชายทั้งสามที่เดินออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ตามบ่าวที่เกี่ยวข้องมาที่โถงนี้” กงมู่จ่ายเอ่ยสั่งการกับพ่อบ้านของตน