“ฟู่..” ตะวันวาดเป่าลมออกจากริมฝีปาก มือเล็กยกแนบออกเป็นเชิงปลอบประโลมตัวเอง
“ใจเย็นตะวัน นิ่งไว้ตะวัน นั่นพี่เขยตะวัน” เธอกระซิบกระซาบบอกตัวเอง ก่อนจะหันไปเห็นร่างสูงที่เดินตามเธอออกมาแทบจะในทันที
อันธกานต์อมยิ้มเล็กน้อยมองเธอ.. รอยยิ้มหุบหายไปในทันทีที่สายตาของทั้งสองประสานกัน
ทั้งคู่เดินกลับไปที่ลิฟต์ ระหว่างทางอันธกานต์ยกมือกุมหน้าท้อง ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวไปชั่วเสี้ยววินาที แม้จะเพียงแค่แวบเดียวแต่กลับไม่พ้นสายตาตะวันวาด
“ปวดท้องเหรอคะ” ตะวันวาดถามอย่างตรงประเด็น
ร่างสูงทำท่าปฏิเสธ
“กินข้าวเย็นหรือยังคะ” เธอถามต่อ
อันธกานต์หน้าเจื่อนเล็กหน่อย ก่อนจะส่ายหน้าตอบเธอ
ตะวันวาดส่ายหน้าให้เขาเช่นกัน
“ต้องเป็นเพราะดื่มกาแฟแต่ยังไม่ได้ทานข้าวแน่ ๆ ” เสียงเล็กกึ่งบอกกึ่งบ่น
ลิฟต์ตรงหน้าเปิดขึ้นพอดี
“ขึ้นไปก่อนนะคะ ฉันจะไปซื้ออะไรให้กินรองท้อง” ตะวันวาดสั่งอีกฝ่ายเสร็จสรรพไม่ยอมให้อันธกานต์เอ่ยปากปฏิเสธด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มได้แต่มองแผ่นหลังเล็กที่เดินจากไป ก่อนจะยอมกดลิฟต์และขึ้นไปรอเธออย่างเสียไม่ได้..
ไม่นานหลังจากนั้น ตะวันวาดปรากฏตัวขึ้นภายในห้องผู้ป่วยของวาเลนไทน์ ตอนนี้สาวน้อยถูกย้ายจากห้องไอซียูมาเป็นห้องพักส่วนตัวปกติแต่ก็ยังมีทีมพยาบาลและแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด อันธกานต์นั่งกุมมือลูกสาวอยู่ เขาผงกศีรษะขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู
ใบหน้าหล่อเหลาดูซึมลงไปขณะที่จ้องมองสาวน้อยที่ยังคงนอนอยู่บนเตียง ตะวันวาดยิ้มให้เขาเท่าที่เธอจะทำได้.. สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เธอยิ้มได้ไม่กว้างเท่าที่เคยนัก
“ลุงสินธพกลับไปแล้วเหรอคะ” เธอเอ่ยถาม เพราะช่วงกลางวันสินธพจะเป็นคนช่วยดูแล.. เขาเดินเข้าเดินออกทั้งทางฝั่งพี่สาวเธอและทางวาเลนไทน์ พ่อกับแม่ของเธอตัดสินใจเช่าห้องอยู่ระยะสั้นเพื่อสลับกันดูแลบุหลันรังสรรค์
อันธกานต์พยักหน้ารับ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทอดมองไปยังวาเลนไทน์
“วันนี้เลิฟตื่นขึ้นมาแล้ว” เสียงทุ้มกล่าว
ตะวันวาดมองเขาด้วยความดีใจ
“จริงเหรอคะ อาการแกดีขึ้นใช่ไหม” เธอถามขณะที่รีบหยิบอาหารที่ซื้อมาและเดินไปยังอันธกานต์
“อืม” เสียงทุ้มตอบ
“หมอบอกว่ายังมีเลือดออกในสมอง แต่ไม่เยอะมาก คงไม่ต้องผ่าตัด” เขาบอกต่อ
ตะวันวาดพยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะส่งกล่องข้าวให้เขา
“ยังปวดท้องอยู่หรือเปล่าคะ?” เธอบอก ก่อนจะหันไปยกเก้าอี้อีกตัวมานั่งใกล้เขา
อันธกานต์มองกล่องข้าวที่เธอยื่นให้ มือใหญ่เอื้อมไปรับสัมผัสได้ถึงความร้อนในอุ้งมือ นัยน์ตาสีน้ำตาลตวัดขึ้นมามองตะวันวาดที่ตอนนี้ห่างจากเขาไปไม่ถึงศอก..
ตะวันวาดตอบรับสายตานั้นด้วยเครื่องหมายคำถามบนใบหน้า
อันธกานต์เปิดกล่องข้าว เริ่มตักมันเข้าปาก
ตะวันวาดมองเขากินข้าว ก่อนจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
ฉันมานั่งมองเข้ากินข้าวทำไมเนี่ย.. คำถามผุดขึ้นภายในจิตใจ
คนตัวเล็กลุกขึ้นยืนพรวดพราด อันธกานต์มองเธอ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะลุกขึ้น ตะวันวาดกะพริบตาปริบ ๆ มองเขา.. มือเล็กยกขึ้นปาดใบหน้าด้านข้าง จับคอระหง
“เอ่อ..” เธอกัดริมฝีปากอีกครั้ง
“ฉันตั้งใจจะเอาข้าวมาให้.. ข้าวก็ให้แล้ว.. งั้นฉันกลับไปที่ห้องพี่บุหลันนะคะ” เธอกล่าวบอกด้วยความตะกุกตะกัก
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสบเข้ากับดวงตากลมโตของคนที่ยืนอยู่
เขาทำท่าจะพูดแต่ก็เปลี่ยนใจ เขาพยักหน้าให้เธอก่อนจะค่อย ๆ ตักข้าวในกล่องเข้าปากอีกครั้ง
ตะวันวาดทำท่าจะเดินไปที่ประตู แต่กลับเดินวกกลับไปยังโต๊ะที่เธอวางของเอาไว้ ร่างบางหยิบขวดยาธาตุน้ำขาวออกมาวาง และหันไปหาอันธกานต์
“ฉันซื้อยาธาตุเอาไว้ให้ ถ้าปวดท้องก็ดื่มนะคะ” เธอกล่าว ร่างสูงเงยศีรษะขึ้นจากกล่องอาหารมองเธอ
เป็นอีกครั้งที่นัยน์ตาสีน้ำตาลตรึงเธอไว้กับที่..
“Thank you (ขอบคุณนะ)” เขาเอ่ย ก่อนจะก้มกลับไปตักอาหารอีกครั้ง
เช้าวันจันทร์.. ตะวันวาดเปิดประตูออกมาจากห้องพักของพี่สาว ก่อนจะรีบเดินกลับเข้าห้องทันทีเมื่อเห็นร่างสูงของบุคคลที่เธอคุ้นเคยปรากฏตัวขึ้น
“พี่ภู” เสียงหวานอุทานด้วยความตกใจ ภูธเรศปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่คาดคิด..
ร่างบางพิงแผ่นหลังกับประตูห้อง ก่อนจะรีบกดเบอร์โทรศัพท์หาภูจินดา
เธอกับภูจินดาตกลงกันไว้ว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับภูธเรศเพราะรู้ว่าอาการชายหนุ่มจะต้องแย่ลงกว่าเดิมอย่างแน่นอน ตะวันวาดตั้งใจจะบอกอีกฝ่ายเมื่อบุหลันรังสรรค์ใกล้จะหายดี.. แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดกลับตาลปัตร เธอจึงยังไม่ได้ตั้งตัวตั้งรับกับการมาถึงของผู้ที่เปรียบเสมือนพี่ชาย
ร่างสูงเดินตรงเข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะผลักประตู เขาสบตามองกับหญิงสาวที่เหมือนน้องสาวแท้ ๆ .. ภูธเรศไม่เอ่ยอะไร.. เขาละสายตาจากตะวันวาด ตรงดิ่งเข้าไปหาร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง.. ตะวันวาดเห็นว่าร่างสูงนั้นนิ่งไป ริมฝีปากสั่นระริก ภูธเรศยกมือขึ้นป้องหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เขากำลังเห็นอยู่ตรงหน้า
ตะวันวาดวางมือจากโทรศัพท์ ภูจินดาไม่รับสาย..
ภูธเรศส่ายศีรษะไปมา เสียงทุ้มพึมพำบางอย่างกับตัวเอง ตะวันวาดได้ยินมันไม่ชัด เธอรีบเดินเข้าไปหาภูธเรศ มือบางจับแขนใหญ่เชิงปลอดประโลม
“พี่ภู..ใจเย็นนะคะ” เสียงเล็กกล่าวอย่างลังเล.. เธอเดาไม่ได้ว่าภูธเรศจะมีอาการเป็นอย่างไร.. ชายหนุ่มดูช็อกมาก
ภูธเรศหันมาสบตากับเธอ เขาใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะเอ่ยปากขึ้นอย่างยากลำบาก
“นี่.. มัน..อะไรตะวัน.. เกิดอะไรขึ้น..” เขาพยายามปะติดปะต่อคำพูด
ตะวันวาดไม่รู้จริง ๆ ว่าจะตอบเขาอย่างไร.. เธอใช้เวลาอีกหลายวินาทีเช่นกัน
“อุบัติเหตุค่ะ” เธอตอบเขาในที่สุด
ภูธเรศส่ายศีรษะ
“ทำไมไม่มีใครบอกอะไรพี่เลย” เสียงทุ้มถามเข้มขึ้น เขาเปลี่ยนน้ำเสียงจากความงุนงงเป็นฉุนเฉียวภายในเสี้ยววินาที
“พี่ภูฟังตะวันก่อนนะคะ คือว่า..”
“จินก็รู้เรื่องใช่ไหม!? ” เขาถามต่อก่อนเธอจะกล่าวจบ
สีหน้าของตะวันวาดตอบเขา โดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยปาก..
ร่างสูงอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ..
“นี่ถ้าพี่ไม่ได้ยินยายจินคุยโทรศัพท์กับเธอ.. คงจะไม่มีใครบอกอะไรพี่เลยใช่ไหม? ”
“พวกเธอเห็นพี่เป็นอะไร!? ” เสียงทุ้มตะคอก
ตะวันวาดมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าตกใจ ภูธเรศเป็นผู้ชายที่แสนอ่อนโยน และสุภาพ.. เธอคาดว่าตอนนี้เขาคงอยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคงมากจึงใช้ความโมโหกลบเกลื่อนความเศร้าและระบายอารมณ์ใส่เธอ แต่แม้หญิงสาวจะเข้าใจเช่นนั้น เธอก็ยังไม่รู้จะตอบรับพฤติกรรมของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไร
“เรา.. พี่จิน.. ตะวันหมายความว่า..” เสียงเล็กสั่นกระตุก
“เธอเห็นฉันเป็นพี่จริง ๆ หรือเปล่า” เสียงทุ้มตะคอกซ้ำไม่วายจับบ่าเล็กเขย่า ตะวันวาดจ้องหน้าเขาอย่างทำอะไรไม่ถูก
“พี่ภู.. พี่ภูฟังตะวันก่อน” เธอกล่าวน้ำเสียงขอร้อง
ภูธเรศมือสั่น เขากดบ่าเล็กหนักอย่างไม่รู้ตัว สายตาสลับมองหญิงสาวบนเตียง ศีรษะส่ายไปมา
“พวกเธอเล่นตลกอะไรกัน” เสียงทุ้มกล่าว หันกลับมาจ้องตะวันวาดที่ตอนนี้มีสีหน้าเจ็บปวดจากแรงบีบของอีกฝ่าย
“พี่ภู ตะวันเจ็บ” เสียงเล็กสั่น ภูธเรศปล่อยมือจากบ่าเธอ เขามีสีหน้ารู้สึกผิดทันควัน
“ขอโทษ” ชายหนุ่มกล่าวสีเบาหวิว เขายกมือกุมศีรษะ ท่าทางสับสน
“พี่จินกับตะวันเป็นห่วงพี่ภูนะคะ” ตะวันวาดเข้าประชิดตัวชายหนุ่ม เธอยกมือจับแขนใหญ่อย่างเบามือ
“ไม่ต้องมาห่วงฉัน!!!!” เสียงทุ้มตะคอกอีกครั้ง ร่างบางผงะ! ตะวันวาดหลีกถอยห่างจากเขา คนตัวเล็กมือสั่น เธอทั้งตกใจ ทั้งเริ่มกลัวภูธเรศ
ภูธเรศเหลือบไปเห็นบุคคลใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้นภายในห้อง ร่างสูงก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าใกล้ทั้งคู่ มือใหญ่ของคนมาใหม่วางรับแผ่นหลังตะวันวาดที่ถอยห่างออกมา สัมผัสอุ่นที่ได้รับทำให้ตะวันวาดชะงักงัน
“ไอ้ธัน” ภูธเรศคำรามเรียกอีกฝ่ายด้วยความไม่เป็นมิตรอย่างเปิดเผย
“ไปทำงานกันเถอะ” เสียงทุ้มกล่าวนิ่งราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกชื่อจากภูธเรศ
ตะวันวาดกะพริบตาปริบ ๆ เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงตั้งใจมาหาเพื่อจะให้เธอนั่งรถไปออฟฟิคพร้อมกับเขาตามปกติที่เธอทำมากว่าหนึ่งอาทิตย์แล้ว
“แก..” ภูธเรศเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง