“คนแรก มู่เสียง อายุ 17 ปี ” ทันทีที่หนุ่มสาวจากตระกูลมู่ทั้งห้าคนก้าวออกมายืนอยู่ด้านนอกกระโจมนั้น มู่เสียงผู้เป็พี่ใหญ่ก็ถูกขานชื่อทันที ร่างสมส่วนของเขาก้าวเดินอย่างมั่นใจไปที่แท่นทดสอบสีดำสนิทขนาดใหญ่ ดวงตาของมู่เสียงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและปรารถนาจะพิสูจน์ตนเองอย่างยิ่ง
‘วันนี้แหละทุกคนต้องรู้ว่า ข้าเองมีพร์ก็ไม่ด้อยกว่ามู่เฉิงหลิน !’
ทันทีที่มือของชายหนุ่มทาบไปบนแท่นหินขนาดใหญ่นั้น ไอปราณแดงสลับขาว ก็ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะรวมตัวกันเป็ก้อนกลมอยู่้า หนึ่งดวง สองดวง สามดวง.
“ปราณธาตุไฟคู่ธาตุลม นักยุทธ์สามดาว” ตัวแทนตำหนักเซียนอัคคีเอ่ยด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ หม่าเหยียนเพ่งมองชายหนุ่มตรงหน้า พลางลูบเคราไปมา ปราณธาตุและพร์ของมู่เสียงถือว่าไม่เลวทีเดียวสำหรับสำนักของตน
นักยุทธ์สามดาว ธาตุคู่ วัย 17 ปี นี่นับเป็ผลงานอันไม่ธรรมดา
“เ้าก้าวสู่ขั้นสามดาวั้แ่เมื่อไหร่ ?” มู่จงผู้เป็ปู่เอ่ยสอบถามหลานชายอย่างอ่อนโยน ใบหน้าชราปรากฏรอยยิ้มร่วมยินดีกับความสำเร็จของเขา
“เรียนท่านปู่เมื่อครึ่งเดือนที่แล้วขอรับ” เมื่อััได้ถึงความตื่นตะลึงของคนรอบข้าง รวมถึงความภาคภูมิใจของท่านปู่ ชายหนุ่มจึงยืดตัวตรงขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ความรู้สึกเช่นนี้จางหายไปสามปีแล้ว นับแต่วันที่ปราณธาตุของมู่เฉิงหลินปรากฏขึ้น
“เ้าทำได้ดีมาก” ผู้เป็ปู่เอ่ยชม ถึงแม้นักยุทธ์สามดาว วัย 17 ไม่นับว่าหายาก เมื่อครู่ตัวแทนจากสามตระกูลก็มีหลายคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน ทว่าอย่างน้อยวันนี้มู่เสียงก็ไม่ได้ทำให้ตระกูลมู่ขายหน้า
“คนที่สอง มู่ฉือ อายุ 16 ปี”
“ปราณธาตุลมคู่ธาตุมืด นักยุทธ์สองดาว !”
‘เหมาะแก่การฝึกศาสตร์การต่อสู้ยิ่ง’ หม่าเหยียนคิด เขาลูบเครายาวขณะพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้า แม้ระดับยุทธ์ของเขายังไม่ก้าวหน้าเท่าพี่ชาย แต่ปราณธาตุของเขาเป็ปราณธาตุส่งเสริมคู่ธาตุโจมตี ทั้งอายุยังน้อยกว่าถึงหนึ่งปี นับได้ว่าเป็ต้นกล้าที่ดีอีกหนึ่งต้น
“คนที่สาม มู่เชี.... มู่เฉิงหลิน อายุ 15 ปี”
พ่อบ้านกำลังจะกล่าวชื่อมู่เชียนไปตามลำดับที่ควรจะเป็ กลับได้รับสัญญาณจากมู่จงให้ข้ามไปก่อน เพื่อไม่ให้ตระกูลมู่ขายหน้า เขาจึงย้ายการทดสอบของมู่เชียนไปไว้อันดับสุดท้าย
หวังว่าเมื่อทุกคนเห็นความสามารถของมู่เฉิงหลิน และมู่เยว่แล้ว ความสามารถอันต่ำต้อยมู่เชียนอาจจะถูกมองข้ามไป
แท้จริงแล้วมู่จงเป็ห่วงมู่เชียนไม่น้อย … เดิมทีคิดอยากจะขอสำนักทั้งเจ็ดทดสอบนางเป็การส่วนตัว ทว่านางกลับยืนกรานที่จะทำการทดสอบอย่างเปิดเผย ชายชราจึงได้แต่จำใจต้องทำตาม…
มู่เฉิงหลินหันมองพี่สาวฝาแฝดด้วยดวงตาให้กำลังใจก่อนจะก้าวออกมา ที่ ‘รออีกนิดนะพี่สาว ข้าจะ่ชิงเกียรติยศนี้มาให้พวกเราให้ได้’ ผู้เป็น้องตั้งปณิธานในใจ
ทันทีที่มู่เฉิงหลินวางมือลง แสงสีแดงจัดจ้าก็พุ่งขึ้นฟ้า อาจเพราะไม่มีแสงสีอื่นปะปน ความเข้มข้นของสีปราณที่ปรากฏนั้นจึงเกินหน้ากว่าพี่น้องคนอื่นๆนับสิบเท่า.. ไอปราณเ่าั้ค่อยๆหลอมรวมเป็ลูกพลังงาน 3 ดวงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเห็นดวงที่ 4 ปรากฏขึ้นรางๆแล้ว
“ปราณธาตุไฟบริสุทธิ์ นักยุทธ์สี่ดาว !! ” หม่าเหยียนดีดลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ชายชราเพ่งมองผลตรงหน้าด้วยความแตกตื่นและยินดี สีหน้าและท่าทางของเขาคล้ายอยากจะโบยบินลงไปชิงตัวมู่เฉิงหลินกลับสำนักเสียแต่วันนี้
สายตาทุกคู่ในที่นั้นฉายแววตกตะลึง นักยุทธ์สี่ดาว วัยเพียง 15 ปี ปราณธาตุไฟบริสุทธิ์ นี่พวกเขาฝันไปหรือเปล่า ?
ข่าวเื่การบรรลุนักยุทธ์สามดาว ก่อนอายุ 15 ของมู่เฉิงหลิน เป็ที่รู้กันอย่างลับๆในตระกูลผู้พิทักษ์ เดิมทีพวกเขาก็รู้สึกริษยาอย่างมาก ทว่าผลทดสอบครั้งนี้ทำให้พวกเขานึกหวาดกลัวไปแล้ว
ควรทราบว่าแม้แต่องค์ชายใหญ่ หนานจงชิ่ง อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแคว้น เมื่อครั้งอายุ 15 ปียังไม่มีความสำเร็จถึงขั้นนี้ ความสามารถของมู่เฉิงหลินโดดเด่นเป็หนึ่งอย่างแท้จริง
มู่จงมีรอยยิ้มปลาบปลื้มเต็มใบหน้า ส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความภาคภูมิใจ “ทำดีมากเฉิงหลิน ในวัยเท่านี้ แม้แต่พ่อของเ้าก็ยังไม่อาจเทียบเ้าได้ !”
องค์รัชทายาทบนแท่นสูงหรี่ตาลงเล็กน้อยยามมองมาที่มู่เฉิงหลิน เด็กหนุ่มผู้นี้อนาคตไร้ที่สิ้นสุด ต้องดึงตัวมาไว้ข้างกายโดยเร็ว หาไม่แล้วหากพี่ชายใหญ่ของเขาได้ตัวคนผู้นี้ไป อาจกลายเป็อุปสรรคขวางทางเขาและราชบัลลังก์
“เฉิงหลิน ขอบคุณท่านปู่ที่ชื่นชม” บุคลิกสุภาพอ่อนน้อม ทำให้มู่เฉิงหลินดูเป็ชายหนุ่มที่น่าคบหา ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่ง ราวกับความตื่นเต้นและเสียงชื่นชมจากคนรอบข้างมิอาจส่งผลใดกับเขาได้ พร์และบุคลิกเช่นนี้ อนาคตของเขาย่อมไปได้ไกลเกินกว่าผู้ใดจะคาดคิด
“ลำดับที่สี่ มู่เยว่ อายุ 13 ปี”
เด็กสาวรูปร่างแบบบาง เครื่องหน้างดงามน่าทะนุถนอมก้าวออกมา มือเล็กวางลงบนแท่นหินอย่างมุ่งมั่น ‘พร์ของข้าไม่แพ้ผู้ใด !’
พลังงานสีแดงสลับเขียวจำนวนหนึ่งดวงปรากฏขึ้นทันที อีกทั้งยังมีดาวดวงที่สองปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง
“ปราณธาตุไฟคู่ธาตุไม้ นักยุทธ์สองดาว”
ปราณธาตุไฟคู่ธาตุไม้ เป็ธาตุส่งเสริมที่เหมาะสมยิ่งสำหรับศาสตร์ปรุงยา อีกทั้งนักยุทธ์สองดาวในวัยไม่ถึงสิบห้าปี นับว่าพร์ที่ยอดเยี่ยมมาก อีกไม่ถึงสิบปีตระกูลมู่คงมีอาจารย์ยาถือกำเนิดขึ้นแล้ว
“ไม่เลว ๆ ” หม่าเหยียน ลูบเคราพลางหัวเราะด้วยดวงตาเป็ประกาย
‘ครานี้พบเหตุเกินคาด สามารถเก็บเกี่ยวเอาต้นกล้าที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้กลับไปยังสำนักได้ ไม่เสียทีที่ถ่อมาไกลจริงๆ !’
มู่เยว่หน้าแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น ยิ่งเห็นปฏิกิริยาจากอาจารย์ตำหนักเซียนอัคคีแล้วก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจ เด็กสาวเหลือบตามองคู่หมั้นที่นั่ง อยู่ทางฝั่งของตระกูลซ่างกวน พบวว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองนางอยู่ ประกายตาของซ่างกวนถง เต็มไปด้วยความลุ่มหลง
มู่เยว่ก้มหน้าหลบด้วยความเขินอาย เผยให้เห็นเพียงใบหูแดงก่ำเท่านั้น
หญิงสาวรูปร่างหน้าตางดงาม ยิ่งแสดงท่าทีขัดเขินยิ่งน่ามองนัก ผู้คนส่งสายตามายังตระกูลมู่และตระกูลซ่างกวนด้วยความริษยา
“วาสนาของเ้าดีนัก ถงเอ๋อ นางจะเป็เพชรที่เจิดจรัสอย่างแน่นอน” ผู้าุโตระกูลซ่างกวนหันหน้าไปกล่าวกับซ่างกวนถงที่กำลังมองไปยังคู่หมั้น สายตาของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม และภาคภูมิใจ
ในที่สุดตระกูลมู่ก็เหลือเพียงมู่เชียน บุตรสาวคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้ทดสอบ มู่เยว่เหลือบดวงตางดงามมองพี่สาวด้วยความหยิ่งทะนงปนความสังเวชใจ ‘ช่วยไม่ได้ที่เ้าเกิดมาไร้สามารถ แต่ไรมาโลกนี้ก็เป็โลกของผู้แข็งแกร่ง ข้าจำต้องเหยียบย่ำเ้าขึ้นไป อย่าโทษข้าเลย !’
“ลำดับสุดท้าย มู่เชียน อายุ 15 ปี”
หญิงสาวที่ก้าวออกมานั้นหน้าตาธรรมดา สวมชุดสีเขียวอ่อนดูเรียบง่าย ท่วงท่าเดินสุภาพตามแบบแผน มองแล้วอธิบายได้เพียงว่า.. ‘จืดชืดเหมือนน้ำเปล่า’
‘อย่างไรข้ายังคิดว่า นักยุทธ์ 3 ดาวนั้นยังสะดุดตามากไป … เหลือสัก 2 ดาวดีหรือไม่ จะได้ไม่ดึงดูดความสนใจเกินไปนัก’ เสี่ยวจิ้งพยายามโน้มน้าวเด็กสาวอีกครั้ง ‘เ้าปราณถึง 7 ธาตุ บรรลุระดับ 3 ดาวในวัยเพียงเท่านี้นับว่ามหัศจรรย์เกินไป !’
‘ไม่ได้ !… ข้า้าระดับ 3 ดาว’ มู่เชียนยืนกรานความตั้งใจเดิม ‘หากข้าทำตัวอ่อนแอไม่กล้าสู้หน้าผู้คนเช่นนั้น ผู้ที่ผิดหวังเสียใจย่อมเป็ท่านอาหญิง เฉิงหลินและท่านปู่ของข้า ข้าอยากจะทำให้พวกเขาภาคภูมิใจสักครั้ง !’
แท้จริงแล้วหากไม่เกรงมู่เฉิงหลินจะหมดความมั่นใจ มู่เชียนอยากจะแสดงปราณยุทธ์ระดับ 5 ดาวออกมาเสียเลย
เสี่ยวจิ้งคิดพิจารณาครู่หนึ่งก็ตัดสินใจพยักหน้า ‘ให้นางยอมลดขั้นถึงสองดาวนับว่าไว้หน้าพวกเ้ามากแล้ว ถ้ายังจะขืนวุ่นวายกับนายของข้า ก็อย่าโทษว่าเทพอสูรผู้นี้โหดร้าย !’
ทันใดนั้นเสี่ยวจิ้งที่อยู่ในกายของมู่เชียนพลันอ้าปาก คายดวงปราณพลังงานของนางออกมาสามดวงในคราวเดียว เด็กสาวที่ยืนอยู่ด้านหน้าแท่นทดสอบ ถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลงชั่วขณะ เมื่อต้องรับมือกับกลุ่มปราณมหาศาลที่ไหลบ่าเข้ามาในร่างอย่างรุนแรง
‘ยืนเฉยๆยังหกล้มได้ ช่างอ่อนแอจนน่าขายหน้า’ คนในตระกูลมู่ต่างมองมาที่มู่เชียน สายตาพวกเขานั้นคือความดูิ่ปะปนกับความเวทนา ขณะที่สายตาจากคนตระกูลอื่นนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
มู่เชียนวางมือลงบนแท่นวัดพลังงาน ปราณธาตุในร่างพลันถูกดึงออกมาตีแผ่อยู่เบื้องหน้า แสงหลากสีลอยวนขึ้นช้าๆ หากไม่ตั้งใจคงไม่อาจจำแนกให้ชัดว่าแสงเ่าั้ประกอบขึ้นจากสีใดบ้าง
“ได้ยินว่าบุตรหลานสกุลมู่รุ่นนี้มีผู้หนึ่งที่มีปราณเจ็ดธาตุ เห็นทีคงเป็นาง”
“เจ็ดธาตุ ปราณไร้ประโยชน์เช่นนั้นกลับเป็สมาชิกของตระกูลผู้พิทักษ์หรือ ?”
“เหตุใดพวกเขายังกล้าให้นางออกมาทดสอบกัน ?”
ท่ามกลางเสียงวิพากย์วิจารณ์ถึงปราณในร่างกายของนาง เหล่าสมาชิกตระกูลมู่หลายคนเริ่มเบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย
“ปราณเช่นนี้จะฝึกยุทธ์ได้อย่างไร ให้นางลงไปเถิด..” รัชทายาทหนานจงเยว่ขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจ เศษสวะเช่นนี้ไม่ควรค่าให้เขาเสียเวลามองด้วยซ้ำ
“ช้าก่อนเพคะ !” เสียงอ่อนหวานของสตรีดังขึ้นจากฝั่งของหมู่ตึกพฤกษาเป็ครั้งแรก
ทันใดนั้นแสงหลากสีที่เดิมลอยวนอยู่กับที่พลันะเิออกก่อนจะพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ความสว่างอันเจิดจรัสนั้นแรงกล้าทรงพลังยิ่งกว่าการทดสอบครั้งก่อนๆหลายเท่า !!
ไอปราณหลากสีค่อยๆก่อร่างรวมเป็ก้อนพลังงานสามดวง สีสันพร่างพรายนั้นทำให้บอลพลังปราณทั้งสามดูงดงามไม่ต่างจากดวงดาวที่ร่วงลงมาจากฟ้า เหล่าผู้เฝ้ามองต่างตาค้างไปกับผลการทดสอบของเด็กสาวคนสุดท้ายผู้นี้
“ปะ..ปราณ 7 ธาตุ นักยุทธ์…สามดาว !” เสียงตะกุกตะกักของหม่าเหยียนดังลั่น
“เป็ไปไม่ได้ !” เสียงอุทานเบาๆครั้งหนึ่งดังขึ้นจากฝูงชนเบื้องล่าง จากนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเสียงสอบถามก็ะเิเซ็งแซ่ปนเปกันวุ่นวาย … ผลการทดสอบเช่นนี้ยังจะมีใครกล้าคิดถึงได้
นักยุทธ์สามดาว วัย 15 ปีนั้นน่าตื่นตะลึงยิ่ง ทว่านางกลับมีถึง 7 ปราณธาตุด้วยกัน การจะพัฒนาระดับฝึกตนได้แต่ละขั้น ย่อมเป็ไปด้วยความยากลำบากราวปีนขึ้นฟ้า
แล้วเหตุใดเด็กสาวจึงประสบความสำเร็จถึงขั้นนี้ได้ ?!
ผลการทดสอบของนางล้มล้างทฤษฎีทั้งหมดที่เคยมีมาในแผ่นดิน !!
ขณะที่ฝูงชนมองมาที่ร่างเล็กแสนธรรมดาบนแท่นทดสอบด้วยความชื่นชมและตกตะลึงนั้น สีหน้ามู่เยว่ที่ยืนอยู่ข้างกายมารดากลับซีดเผือดอย่างมาก ส่วนซ่างกวนถงนั้นอ้าปากค้างไปนานแล้ว
มู่จงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้มองมาที่หลานสาวอย่างไม่เชื่อสายตา “เชียนเอ๋อ...เ้าทำได้อย่างไร?” สุ้มเสียงผู้ชราเอ่ยแ่เบา ใจเขาสั่นไหวด้วยความปลื้มปิติ หลานสาวผู้นี้ไม่ใช่เศษสวะ บุตรสาวของอัจฉริยะที่หายสาปสูญไป ยังเป็อัจฉริยะเช่นกัน น้ำตารื้นขึ้นในดวงตาฝ้าฟางเมื่อคิดถึงบุตรชายคนโตที่จากไป
“ข้าเพียงพยายามฝึกฝนไปเรื่อยๆ เ้าค่ะ … ไม่ต่างจากผู้อื่น ” มู่เชียนส่งยิ้มให้ท่านปู่ของตน เห็นสองมือเหี่ยวย่นที่สั่นเทาด้วยความยินดี ก็ยิ่งรู้สึกว่าตนทำถูกแล้วที่ไม่ออมมือเกินไป
จริงสินะ… ผู้ใดบอกว่ามีปราณธาตุหลากหลายจะฝึกตนไม่ได้ หากฝึกไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีสิ่งใดเกินความพยายาม หลายคนได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วย ทั้งยังนึกชื่นชมทัศนคติที่เรียบง่ายเช่นนี้…
หม่าเหยียนพุ่งกายลงจากแท่นสูง ตรงเข้าจับชีพจรของเด็กสาว เมื่อพิจารณาดีแล้วก็ประกาศว่า “ปราณชีพจรของยายหนูนี่มีขนาดใหญ่กว่าผู้ใดที่ข้าเคยพบ ทั้งยังแข็งแกร่งนัก มิน่าจึงสามารถรวบรวมปราณธาตุทั้งเจ็ดได้รวดเร็วเยี่ยงนี้ !”
“แม้ปราณธาตุทั้งเจ็ดของเ้าล้วนอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ปราณธาตุไฟที่แจ่มชัดยิ่งมาจากที่ใด?” มู่จงแม้จะตกตะลึง แต่ก็ยังคงชี้พิรุธที่เด่นชัดออกมาได้อย่างรวดเร็ว
“เรียนท่านปู่ ข้าบังเอิญได้มีโอกาสทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรธาตุไฟตัวหนึ่งเ้าค่ะ” มู่เชียนยิ้มตอบอย่างสุภาพ
“เ้าทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรงั้นรึ ? กล้าเกินไปแล้ว !” หม่าเหยียนตวาดเสียงดัง
การทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรนั้น ยุ่งยากมาก เนื่องจากสัตว์อสูรทั้งปวงล้วนดุร้าย ควบคุมได้ยาก หากมีความไม่ยินยอมแฝงอยู่ในจิตใจเพียงเล็กน้อยขณะทำพันธสัญญา ก็จะเกิดอันตรายต่อผู้สร้างพันธะได้
สถานเบาก็ทำลายรากฐานยุทธ์ สถานหนักนั้น… อาจถึงแก่ชีวิต
แม้การทำพันธสัญญากับสัตว์อสูร จะส่งผลให้ได้ปราณธาตุของมันด้วย แต่อย่างไรควรจะต้องมีความเชื่อมโยงของปราณธาตุที่มากพอ โดยมากมักเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีปราณธาตุบริสุทธิ์ธาตุเดียวกับสัตว์อสูร จึงจะทำพันธสัญญากันได้
การทำพันธสัญญากับผู้ฝึกยุทธ์ธาตุคู่ทำได้ยากมาก และมักต้องมีผู้ฝึกยุทธ์ชั้นสูงคอยช่วยกำกับดูแลจึงจะสำเร็จด้วยดี
กรณีของมู่เชียนที่มีปราณธาตุสะเปะสะปะ อีกทั้งเป็เพียงนักยุทธ์ระดับล่าง การที่นางสามารถทำพันธสัญญาสัตว์อสูรธาตุไฟได้นั้น จึงนับเป็เื่มหัศจรรย์โดยแท้
“ยายหนู…. ผู้ใดช่วยเ้าทำพันธสัญญารึ ?” หม่าเหยียนเอ่ยถามขึ้น เกรงว่ามู่เชียนอาจมีอาจารย์หรือกลุ่มอิทธิพลอื่นตัดหน้าชิงตัวไป
“ไม่มีผู้ใดเ้าค่ะ” เ้าบรรพบุรุษตัวน้อยนั่นเป็ผู้ริเริ่มด้วยซ้ำ มู่เชียนอมยิ้มตอบ
“เช่นนั้นก็ดี วันนี้ข้ารับมู่เชียน มู่เฉิงหลิน และมู่เยว่ เป็ลูกศิษย์ตำหนักเซียนอัคคี เมื่อเข้าตำหนักแล้วค่อยทดสอบเพื่อคัดเลือกอาจารย์อีกครั้ง” หม่าเหยียนประกาศจองตัวผู้มีพร์สูงสุดอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวสิ” เสียงนุ่มอ่อนหวานของตัวแทนจากหมู่ตึกพฤกษาดังขึ้นอีกครั้ง
“มู่เฉิงหลิน และมู่เยว่นั้นเหมาะสมแล้วสำหรับตำหนักเซียนอัคคี แต่ข้าคิดว่ามู่เชียน ควรรับการฝึกฝนที่หมู่ตึกพฤกษามากกว่า นางธาตุทั้งเจ็ด หากนางศึกษาศาสตร์แห่งปราณโอสถ นางจะกลายเป็ผู้เยียวยาที่ยอดเยี่ยมและสมบูรณ์แบบที่สุดในแผ่นดิน”
เช่นที่รู้ ในแผ่นดินต้าหนานนั้น เน้นหนักในเื่สมุนไพร การปรุงยา และการรักษาด้วยปราณโอสถ ซึ่งสำนักศึกษาทั้งสองล้วนศึกษาในแขนงที่ต่างกัน โดยตำหนักอัคคีนั้นให้ความสำคัญด้าน ‘การปรุงยา’ ในขณะที่หมู่ตึกพฤกษาเน้นการรักษาโดยใช้ ‘ปราณโอสถ’ มากกว่า
“แต่นางมีปราณธาตุไฟอันโดดเด่นจากสัตว์อสูรนางย่อมเหมาะสมกับการปรุงยามากกว่า ให้ไปอยู่สำนักของท่านนับว่าเสียของยิ่ง” ต้นกล้าที่แปลกประหลาดอีกทั้งมีความสามารถในการดึงดูดปราณธาตุรุนแรงเช่นนี้ หม่าเหยียนมิอาจทำใจยอมเสียไปโดยง่าย
สตรีผู้นั้นไม่สนใจวาจาของหม่าเหยียน นางหันมากล่าวกับมู่เชียนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เด็กน้อย ข้าชื่อฟ่านจูหลิง ที่หมู่ตึกของเราเ้าย่อมสามารถศึกษาการปรุงยาได้เช่นกัน ขณะเดียวกันเ้ายังจะได้ศึกษาปราณโอสถอีกด้วย”
“อย่างที่เ้ารู้ ปราณธาตุแสงสามารถเยียวยารักษาอาการาเ็ของมนุษย์ทั่วไปได้ ทว่าหากหมายจะเยียวยาผู้ฝึกตนนั้นต้องใช้ปราณโอสถ”
“ปราณโอสถนั้นเหนือกว่าศาสตร์ปรุงยาตรงที่ เ้าไม่จำเป็ต้องมีวัตถุดิบใดก็สามารถรักษาคนผู้หนึ่งได้โดยอาศัยปราณในร่างของตนเท่านั้น นอกจากนั้นระหว่างการเยียวยาเ้าสามารถรักษาทั้งภายนอกภายใน รวมถึงเพิ่มพูนปราณให้ผู้ถูกรักษาได้อีกด้วย... ทั้งที่ยอดเยียมเพียงนี้ ผู้ใช้ปราณโอสถนั้นมีไม่มาก ... เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใด?”
มู่เชียนส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่ทราบ ที่ผ่านมาเสี่ยวจิ้งมักจะสอนเพียงวิธีปฏิบัติกับนาง ทว่าความรู้พื้นฐานกลับมักไม่เอ่ยถึงสักเท่าใด
“ปราณโอสถก็คือ การผสานปราณธาตุแสงเข้ากับปราณธาตุต่างก่อนจะปล่อยออกมารักษาผู้ฝึกตนธาตุนั้นๆ เช่นผู้ฝึกตนธาตุไม้และน้ำ หากได้รับาเ็ ย่อมต้องถูกรักษาโดยปรมาจารย์ผู้ปราณโอสถธาตุแสง ไม้ และน้ำ ทว่าคนเช่นนั้นจะมีสักกี่คนเล่า ... แม้จะมีความพยายามที่จะใช้ความรู้ด้านกายวิภาคเข้าเสริมเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ปราณโอสถต่างธาตุสามารถเยียวยาและช่วยเหลือผู้ป่วยได้ แต่อย่างไรก็ไม่อาจเทียบกับการรักษาโดยใช้ปราณธาตุที่ตรงกันอย่างแท้จริง….. สุดท้ายแล้วศาสตร์แห่งการปรุงยาจึงเป็ที่นิยมมากกว่า”
ได้ยินคู่แข่งเช่นนี้สีหน้าของหม่าเหยียนก็เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและภาคภูมิใจ ทว่าดวงตาของฟ่านจูหลิงกลับมองตรงมาที่เด็กสาวอย่างปลื้มปิติ
“ทว่ากับเ้านั้นต่างออกไป ในร่างของเ้ามีถึงเจ็ดธาตุ…. แผ่นดินนี้ยังจะมีผู้ใดที่เ้าไม่สามารถใช้ปราณโอสถรักษาได้.... อนาคตของเ้าในฐานะผู้ใช้ปราณโอสถนั้นยาวไกลไร้คู่ต่อสู้ หากให้เ้าไปศึกษาศาสตร์ปรุงยานั่นสิจึงจะเรียกว่าเสียของ” กล่าวจบอาจารย์สาวจากหมู่ตึกพฤกษาก็หันมองชายชราจากสำนักคู่แข่งพร้อมคลี่ยิ้มแห่งชัยชนะ
“โอ...” เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังฮือขึ้นในกลุ่มฝูงชน ด้วยปราณโอสถนั้นพวกเขาย่อมรู้จักดี ผู้รักษาปราณโอสถที่สามารถเยียวยาทั้งร่างกายและปราณธาตุนั้นย่อมเป็ที่้ายิ่งกว่าผู้ปรุงยา ทว่าคนกลุ่มนี้กลับหาได้ยากทั้งปราณธาตุยังไม่ค่อยตรงความ้านัก
เจ็บป่วยขึ้นมายังจะมีผู้ใดอยากเสียเวลา สุดท้ายจึงมักเลือกการรักษาด้วยยาอย่างจนใจ ทว่ามู่เชียนผู้นี้กลับแตกต่างออกไป ไม่ว่าผู้นั้นจะมีธาตุใดในร่างนางก็สามารถรักษาได้ นี่ยังไม่นับเป็บุคคลที่มีค่าระดับแว่นแคว้นอีกหรือ !
ยามนี้สายตาที่เคยมองอย่างเวทนาเปลี่ยนเป็ชื่นชม สายตาที่เคยดูถูกก็กลายเป็ความเคารพและหวาดหวั่น ตระกูลต่างๆ ล้วนคิดหาวิธีเกี่ยวดองกับหญิงสาวเปี่ยมพร์ผู้นี้ พร้อมกับนึกยินดีที่ตระกูลซ่างกวนถอนหมั้นได้ถูกเวลา หาไม่พวกเขาคงไม่มีโอกาสแล้ว
“อะแฮ่ม…แม้จะเป็เช่นนั้น ทว่าหมู่ตึกพฤกษาของท่านโดดเด่นเพียงเื่การรักษา ศาสตร์การต่อสู้ของตำหนักเซียนอัคคีนั้นเหนือกว่าตลอดมาหากเพียงรักษาเก่ง แต่ไม่อาจปกป้องตนเองได้ จะมีประโยชน์อันใดเล่า” หม่าเหยียนเริ่มดึงจุดเด่นอื่นของสำนักขึ้นมาอวดโอ้
“หึหึ… แม้หมู่ตึกของเราจะไม่ชำนาญเื่การสู้รบแย่งชิง แต่เื่ศาสตร์แห่งสัตว์อสูรนั้น ผู้อื่นในแคว้นมิอาจเทียบเราได้ นอกจากนั้น ข้ากล้ารับประกันกับเ้าว่า หากเ้าสำเร็จถึงขั้นยอดยุทธ์เมื่อใด ด้วยวิชาปราณโอสถเพียงเอ่ยปาก ย่อมสามารถรวบรวมผู้มีฝีมือมากมายให้มารับใช้ ยังต้องเปลืองแรงต่อสู้อันใดอีก ให้ผู้ไม่มีพร์เ่าั้ใช้แรงแทนเ้าย่อมดีกว่า”
ฟ่านจูหลิงเหยียดยิ้มพลางมองไปทางหม่าเหยียนราวเห็นมดแมลงไม่ปาน ทำให้ท่านผู้เฒ่าโกรธจนหน้าเปลี่ยนเป็สีแดงอมม่วง แต่มิอาจโต้แย้งด้วยสิ่งที่นางพูดล้วนเป็เื่จริงทั้งสิ้น !!
เมื่อได้ยินดังนั้น มู่เชียนก็ตาสว่างวาบด้วยความยินดี ไม่ต้องสู้ก็มีคนสู้แทน เื่ดีเช่นนี้มีด้วยหรือ ที่สำคัญเกี่ยวกับการใช้ปราณโอสถนั้น เสี่ยวจิ้งก็เคยสั่งสอนนางไว้จนชำนาญแล้ว ทว่า …
“แล้ว… เฉิงหลินเล่า ?” มู่เชียนหันมองน้องชายฝาแฝดอย่างลังเล ด้วยปราณธาตุของเขา เขาย่อมเหมาะกับตำหนักเซียนอัคคีมากกว่า
มู่เฉิงหลินยังคงอ้าปากค้างมองมาที่มู่เชียน เขาคิดมาตลอดว่าพี่สาวอ่อนแอกว่า เป็ผู้ที่เขาต้องปกป้องไว้กลางฝ่ามือ จู่ๆกลับพบว่านางมีความสามารถเพียงนี้ ใจเขาทั้งยินดีและโล่งใจ
“อย่ากังวลเลย สำนักทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงกำแพงกั้นเท่านั้น เ้าไปหาเขาได้ตลอด” ฟ่านจูหลิงเอ่ยปลอบ พร้อมส่งสายตาให้มู่เฉิงหลิน ยามนั้นชายหนุ่มจึงค่อยได้สติ เขาพยักหน้าส่งยิ้มให้พี่สาวอย่างยินดี
“ข้าจะไปเยี่ยมเ้าบ่อยๆ เลือกที่ใจเ้าปรารถนาเถิด” พี่สาวของเขามีพร์ยอดเยี่ยมเพียงนี้ เขาไม่ต้องกังวลว่าผู้ใดจะกล้ารังแกนางอีกแล้ว
มู่เชียนมองไปที่มู่เฉิงหลินอย่างพิจารณา ทันใดนั้นเสียงของเสี่ยวจิ้งพลันดังขึ้นในสมอง ‘ข้าััได้ถึงพลังของพี่สามในตัวของสตรีผู้นี้ นางน่าจะเคยัักับพี่สามหรือสมบัติของเขามาก่อน’
‘พี่สามของเ้า เทพอสูรจิติญญาไม้… เขาอยู่ที่หมู่ตึกพฤกษาหรือ ?’
‘ไม่น่าใช่หรอก…. หากพี่สามอยู่ในแคว้นต้าหนานข้าย่อมััได้ อย่างไรก็ตามหมู่ตึกพฤกษาต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับพี่สามเป็แน่’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างมั่นใจ
‘พวกเราก็ควรไปดูที่หมู่ตึกพฤกษาสักครั้ง’ ัน้อยเอ่ยย้ำ ทำให้ทางเลือกของนางชัดเจนขึ้นทันที เด็กสาวแสดงความเคารพผู้เฒ่าหม่าจากตำหนักอัคคีหนึ่งครั้งเป็การขออภัย ก่อนจะหันกายไปกล่าวกับอาจารย์สาวจากหมู่ตึกพฤกษา
“ท่านอาจารย์ฟ่าน มู่เชียนขอฝากตัวกับท่านและหมู่ตึกพฤกษาด้วยเ้าค่ะ ” เด็กสาวส่งรอยยิ้มอ่อนหวาน พร้อมโค้งกายคำนับฟ่านจูหลิงอย่างสุภาพ
“ดีๆ” ฟ่านจูหลิงพอใจในความอ่อนน้อมของมู่เชียนยิ่งนัก มือบางลูบศีรษะเด็กสาวอย่างปราณี ในขณะที่ดวงตาปรากฏแววสาสมใจ
ทุกปีล้วนแย่งชิงแพ้มาตลอด ปีนี้ในที่สุดก็ได้พบผู้มีปัญญาแท้จริงแล้ว…
ในเมื่อศิษย์ที่สำนักทั้งสองพยายามแย่งชิงกันอยู่ ได้ตัดสินใจเลือกแล้ว หม่าเหยียนรู้สึกคับข้องใจเป็อย่างมาก สุดท้าย มู่เยว่ มู่เฉิงหลิน มู่ฉือ และมู่เสียง จึงถูก ‘เหมา’ รับเข้าตำหนักเซียนอัคคีทั้งหมดเพื่อเป็การชดเชย….. ท่ามกลางความยินดีของสมาชิกทุกคนในตระกูลมู่
หลังการทดสอบเสร็จสิ้นหนานจงเยว่ก็จากไป คนจากตระกูลผู้พิทักษ์ทั้งหลายต่างก็เอ่ยปากลากันอย่างสุภาพ ก่อนจากกันพวกเขายังทิ้งดวงตาที่ทั้งชื่นชมและริษยาให้มู่จงอย่างอดไม่ได้
พร์ของทายาทรุ่นต่อไปแห่งตระกูลมู่น่าหวาดหวั่นยิ่ง ตัวแทนทั้งห้าเพียบพร้อมด้วยบุคลิก และความสามารถ ครบครันจนน่าหมั่นไส้ ที่สำคัญพวกเขาทั้งหมดถูกรับไว้โดยสำนักศึกษาหลักอย่างที่อีกสามตระกูลไม่อาจทำได้
‘ต้องรีบกลับไปเคี่ยวเข็ญเ้าพวกลูกลิงทั้งหลายในตระกูลให้เอาอย่างผู้อื่นเสียบ้าง ห้าปีข้างหน้าจะได้ไม่ต้องพบความขายหน้าเช่นนี้’
ซ่างกวนถงเดินจากมาพร้อมความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ ด้วยเหตุที่พร์ของอดีตคู่หมั้นที่ตนเองดูแคลนนั้นสูงกว่ามู่เยว่คู่หมั้นคนปัจจุบันอย่างมาก แต่เมื่อทุกอย่างดำเนินมาขั้นนี้แล้ว ชายหนุ่มก็ทำได้เพียงแต่ปลอบใจตนเองว่ามิได้เลือกผิดไป….
‘อย่างไรเยว่เอ๋อก็งามกว่ามู่เชียนนับร้อยเท่า แม้พร์ของนางจะน่าเสียดายอยู่บ้าง…. แต่ช่างเถอะ….. อย่างไรนางก็ไม่มีวันเป็ธิดาเทพยุทธ์ในตำนาน !!!’