โคโรนาซอมบี้

    บทที่ 5

    “อ่าว..ไหนว่าพวกเธอจะร่วมด้วยยังไงล่ะ เร็วเข้าซิไปหาอะไรมาโยนให้เกิดเสียงเร็วเข้า..” โจไม่สนใจว่าสาวๆจะคิดอย่างไร ตอนนี้สิ่งเดียวที่ต้องมุ่งมั่นนั้นก็คือการทดลอง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง และหาจุดอ่อนของพวกซอมบี้ ส่วนสาวๆก็หมดคำจะพูดกับผู้ชายหน้าด้านที่พูดเรื่องกกน.ของผู้หญิงออกมาได้หน้าตาเฉย พวกเธอก็หยิบเอาทุกอย่างที่คิดว่าสามารถทำให้เกิดเสียงดังได้ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มทดสอบกันในทันที โจและสาวๆต่างก็ทดลองกันไปหลายอย่างจนถึงช่วงเย็นของวัน แน่นอนว่าในตอนกลางคืนเองก็มีอะไรให้ทดสอบอีกหลายอย่าง เรียกได้ว่าวันนี้เป็นวันแห่งการเก็บข้อมูลอย่างแท้จริง ในตอนเย็นพวกเขาทั้งสี่คนก็นั่งล้อมวงทานอาหารกระป๋อง และมาม่าที่โจหยิบมาจากห้องของตัวเองได้ทันก่อนจะเริ่มหนี พวกเขานับว่าโชคดีไม่น้อยเลยที่มีโจ และมีอาหารให้ทานอย่างนี้ ผิดกับคนอีกสองตึกที่ไม่มีอะไรจะกิน ได้แต่นั่งดูพวกเขาทั้งสี่คนทานอาหารอย่างมีความสุขจากระยะไกล เสียงท้องร้องมันดังมาจากผู้คนทั้งแปด ข่าวจากรัฐบาลหรือหน่วยงานทหารเองก็เงียบหายไปหมดแล้วในตอนนี้ แต่พวกเขาก็ยังไม่หมดหวัง และยังรอคอยการช่วยเหลือจากพวกทหารอยู่  โจที่เห็นก็สงสารอยู่ไม่น้อย แต่จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่อเขายังไม่แน่ใจว่าซอมบี้พวกนั้นมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ได้แต่บอกผ่านแผ่นป้ายให้พวกตึกอื่นว่าพรุ่งนี้จะหาวิธีส่งอาหารไปให้เท่านั้นเอง หลังจากที่ทานอาหารกันแล้วเสร็จ พระอาทิตย์ก็ตกดินพอดี ตอนนี้ทุกอย่างนั้นมืดสนิท โจยังบอกพวกตึกอื่นไม่ให้ก่อไฟหรือกองเพลิง เพราะว่าเขายังไม่รู้ว่ามันจะมีผลต่อพวกซอมบี้มากน้อยแค่ไหน พวกเขาอยู่ท่ามกลางความมืดที่มีเหตุการณ์ไร้ความหวังอย่างนี้  และมันทำให้จิตใจของทุกคนเริ่มที่จะอ่อนแออ่อนไหวขึ้นมาอีกครั้ง ความเงียบที่ปราศจากเสียงของมนุษย์ จะมีเพียงก็แต่เสียงของเหล่าซอมบี้ที่ตอนนี้เพียงแค่เกิดเสียงนิดเดียวมันก็เคลื่อนตัวกันไปเป็นฝูงแล้ว โจทดสอบอะไรกับพวกซอมบี้ในหลายรูปแบบจนได้ข้อสรุปเป็นข้อๆดังนี้ หนึ่งพวกซอมบี้มีประสาทรับเสียง และการดมกลิ่นที่ดีเยี่ยม แม้แต่เสียงเล็กๆน้อยๆพวกมันก็จะเดินเข้ามาเช็กให้แน่ใจ แต่ถ้าพวกมันได้กินของที่มันมีกลิ่นได้ผสมมาด้วยกับเสียง มันจะกระโจมพุ่งเข้าใส่ทันที  ข้อสองคือพวกมันนั้นเลี่ยงความร้อนสะสม และกองไฟหรือการเผาพวกมันอาจจะเป็นจุดอ่อนอีกประเภทหนึ่ง ข้อสาม ตาของพวกมันมีปัญหา พวกมันไม่สามารถมองเห็นได้แม้จะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน แสงสว่างจากอุปกรณ์สมัยใหม่อย่างตะเกียงไฟฉายก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆอาจจะเป็นเรื่องของกลิ่นกับเสียงที่พวกเขาต้องระวัง  แต่ข้อสันนิษฐานสุดท้ายมันก็ต้องรอยืนยันในภายหลังเรื่องที่ว่าพวกมันมีสมอง โจคิดอย่างสังหรณ์ใจว่าพวกซอมบี้นั้นอาจจะมีการเรียนด้วยตัวของมันเองผ่านประสบการณ์ที่พวกมันเจอ หรือก็คือ ‘พัฒนาการ และ วิวัฒนาการ’  “..น้องมายด์ทำบันไดกันเสร็จแล้วหรือยัง..” โจที่ยืนคิดอะไรอยู่พวกกับสองสาวที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยการทดลอง ส่วนมายด์ที่เด็กที่สุด เธออาสาช่วยทำบันไดลิงแบบทำเอง โจเสียเชือกที่มีเกือบทั้งหมดเพื่อสร้างมันขึ้นมา แน่นอนว่าสาวๆเองก็ไม่เข้าใจกับเรื่องนี้“เสร็จแล้วค่ะ ว่าแต่ทำแค่นี้จะลงไปถึงข้างล่างได้ยังไงกันคะ..”มายด์กล่าวออกมาด้วยความไม่เข้าใจ เพราะจากที่ดูๆแล้ว มันมีความยาวเพียงแค่ประมาณ 10 เมตรเท่านั้นเอง โจไม่ได้ตอบแต่อย่างใด เขาเดินเข้าไปเช็กบันไดลิงตัวนี้เพื่อความชัวร์อีกครั้ง เพราะมันจะเอาไว้สำหรับให้พวกเขานั้นปีนกลับลงไปพักได้ที่ห้องด้านล่างที่เขาเตรียมเอาไว้“ใช้ได้เลยนี่นา.. วันนี้เราควรพักกันก่อน พรุ่งนี้เช้าเรามีงานตั้งทำกันอีกมากเลยล่ะ..” แม้ทั้งสามจะสงสัยแต่ก็ยังเดินตามโจมาอยู่ดี โจติดตั้งบันไดลิงอย่างมั่นคงก่อนจะปล่อยมันลงไปยังชั้นด้านล่าง จากนั้นเขาก็ใช้เชือกอีกเส้นไต่ตัวลงไปมัดบันไดให้ติดกับราวเหล็ก มันจะได้ทั้งมั่นคง และไร้เสียงปีนในเวลาที่ต้องการใช้มัน“..มาๆพวกเธอปีนลงมาทีละคนนะ ..” หลังจากที่โจเช็กความปลอดภัยหลายๆอย่างใหม่อีกครั้งแล้วก็ปีนขึ้นมาเพื่อบอกให้พวกเธอตามลงมาทีละคน ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถคุ้มกันได้ทันถ้ามีอะไรผิดพลาด“นายจะบ้าเหรอ.. สูงขนาดนี้ใครจะกล้าปีนกันล่ะ..” เมย์กล่าวออกมาอย่างหัวเสีย แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะพูดให้เบาที่สุด เพื่อป้องกันซอมบี้ ส่วนโฟร์สาวแว่นก็ไม่ได้พูดอะไรเธอก้าวเท้ามาที่บันไดเป็นคนแรก ก่อนที่จะทำท่าจะปีนลงไป“..พวกเราต้องฝึกให้ชิน ตอนนี้เราจะกลัวไม่ได้ .. ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ก็ต้องทำนะเมย์” โฟร์กล่าวพร้อมกับทำสีหน้าจริงจัง โจที่เห็นว่าสาวแว่นประจำกลุ่มกลายเป็นคนที่กล้าหาญขึ้นมาก เขาก็ได้พูดต่อทันที“โอ้ๆ ไม่คิดเลยว่าจะใจกล้าขึ้นมาเยอะเลย .. แต่ก่อนนั้นพวกเธอต้องตั้งใจฟังกฎต่างๆให้ดี.. ห้องด้านล่างนับว่ามันปลอดภัย ฉันจัดการทุกอย่างภายในห้องก่อนที่จะขึ้นมายังชั้นดาดฟ้าแล้ว กฎข้อแรกในการใช้ห้องนี้ นั่นก็คือเงียบ เราจะเงียบที่สุด และไม่ทำอะไรให้เกิดเสียง ข้อสองเรื่องขับถ่าย พวกเธอจะต้องทำธุระส่วนตัวที่ระเบียงห้องเท่านั้น ฉันเตรียมถุงดำกับกระดาษทิชชูแล้ว หวังว่าจะเข้าใจนะ.”  ในตอนนี้พวกเขาจะต้องย้อนตัวเองกลับไปยังยุคหินอีกครั้ง การทำธุระในส่วนนี้มันจะต้องใช้ลม และอากาศเป็นตัวช่วย ให้มันระบายกลิ่นออกไปด้วยระบบธรรมชาติ ถ้าใช้ห้องน้ำตอนนี้นับว่าอันตรายอยู่พอสมควร เสี่ยงที่จะเกิดเสียงน้ำตกกระทบกับพื้น ไหนจะยังไม่รวมกับการไหลผ่านท่อลงไปจะมีผลหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยตอนนี้ พวกเขาต้องเซฟที่สุดเท่านั้นในคืนนี้“..ก็ได้..ถึงจะไม่ชอบใจก็เถอะ.. โฟร์แกลงไปก่อนเลย เดี๋ยวเจอกัน..” เมย์กล่าวออกมา“หนูขอเป็นคนต่อไปนะคะ..” มายด์กล่าวเหมือนกับเด็กน้อยที่กำลังจะได้เล่นของเล่น และมันดันเป็นของเล่นที่เธอเป็นคนสร้างด้วยแล้ว มันก็น่าสนุก“ค่อยๆลงมาล่ะ เดี๋ยวฉันให้สัญญาณอีกทีแล้วคนต่อไปก็ตามมาได้เลยนะ... ไม่ต้องห่วงเห็นฉันใช้เชือกเส้นเดียวอย่างนี้แต่มันเป็นอุปกรณ์เซฟตี้นะ ฉันจะคอยระวังให้พวกเธอเอง ไว้ใจได้ โฟร์ลงมาได้..” ในวันแรกนี้ที่ทุกๆอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไปหมด จากหญิงอ่อนหวานจะต้องกลายเป็นหญิงแกร่งขึ้นมาทันที ไม่อย่างนั้นพวกเธออยู่โลกนี้ต่อไม่ได้แล้วถ้าไม่รู้จักปรับตัว ถึงทุกอย่างมันเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะพวกสาวๆต่างก็ทำกันเป็นวันแรก แต่พวกเธอก็ไม่ได้ทำให้เกิดเสียงดังแต่อย่างใด ถึงแม้ในใจอยากจะกรี๊ดลั่นร้องกัน กว่าสิบนาทีในการลงมายังห้องพักผ่อนเป็นคนแรก แน่นอนว่ามันก็ต้องเหนื่อยโจมากเป็นพิเศษ เขาจึงเดินไปมุมมุมหนึ่งก่อนจะหนุนเสื้อผ้าที่เตรียมเอาไว้ให้เป็นหมอนแล้วก็หลับไปในทันทีโดยที่ไม่สนใจพวกสาวๆ ส่วนสามสาวก็มองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจนอนด้วยกันสามคนบนเตียง 6 ฟุต แน่นอนว่ามันไม่มีใครกล้าที่จะหลับตาลง ภายนอกยังแอบมีเสียงกรีดร้องของซอมบี้พวกนี้ แตกต่างกับโจที่ไม่เอาอะไรอีกแล้วหลับไปเป็นตาย เพราะเหนื่อยมากจากการช่วยเหลือให้ทั้งสามคนนั้นปีนลงมา....