หลิ่งซานลุกขึ้นยืนเมื่ออีกฝ่ายรับปากจะสอนตนเอง เขารีบเดินไปนั่งเก้าอี้สำหรับลูกศิษย์เพื่อรอฟังการชี้แนะจากอีกฝ่าย
“พื้นฐานการฝึกตน เริ่มจากการปรับสภาพจิตให้สงบ ััลมหายใจ ใช้จิตมองหาทางเดินลมปราณภายในกาย............” หนิงหลงยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายตั้งใจจะเรียนรู้จริงๆ เขาจึงได้สอนอย่างละเอียด ความรู้มากมายที่เขามี หนิงหลงได้กลั่นกรองเรียบเรียงใหม่จนสามารถเข้าใจได้ง่ายแม้แต่กับเด็ก 8 ขวบ
ทางฝ่ายหลิ่งซานเพียงฟังประโยคแรกเขาก็จมดิ่งราวกับอยู่ในภวังค์ ปราณธรรมชาติรอบๆตัวเริ่มถูกดูดกลืนอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้าหลิ่งซานไม่เคยััถึงลมปราณภายในร่างกายตัวเองมาก่อนเพราะเขาไม่มีพื้นฐาน แต่ตอนนี้หลังจากฟังการชี้แนะไม่กี่ประโยคจากหนิงหลง ไม่เพียงแต่เขาจะััถึงปราณภายในร่างกายได้ทั้งยังสำเร็จพื้นฐานการฝึกตน ก้าวย่างเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกยุทธขั้น 1 อย่างเต็มตัว
จากการฟังคำชี้แนะหลิ่งซานยังสามารถััปราณธรรมชาติรอบๆตัวเขาได้อย่างชัดเจน เป็เหตุให้เขาดูดกลืนปราณธรรมชาติได้ง่ายดายขึ้นไปอีก
“ไม่เลว ดูแล้วคงตั้งใจฟังข้าจริงๆ” หนิงหลงพยักหน้าพอใจ เมื่อััถึงการดูดกลืนปราณธรรมชาติที่รวดเร็วของหลิ่งซาน ถึงแม้หนิงหลงจะฝึกยุทธไม่ได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะััไม่ได้ถึงการมีอยู่ของลมปราณ
ความจริงเพราะการมีอยู่ของจิตแห่งปราชญ์ทำให้เขามีััเฉียบคมยิ่งกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ
ถ้าหากไม่ใช่เพราะร่างกายเขาดูดซับลมปราณไม่ได้ เวลานี้หนิงหลงคงกลายเป็อัจฉริยะแถวหน้าของอาณาจักรไปนานแล้ว มีทั้งััที่เฉียบคม และความรู้ที่ลึกล้ำคงยากจะหาใครมาเทียบเคียง
นานหลายชั่วโมงหลังจากหลิ่งซานจมอยู่ในภวังค์คำสอนที่ลึกซึ้งของหนิงหลงผู้เป็อาจารย์ จากเด็กหนุ่มธรรมดาจากตระกูลชาวไร่ก็พลันกลายเป็ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว เขาฝ่าทะลวงด่านลมปราณกลายเป็ผู้ฝึกยุทธได้ในที่สุด
“พร์ในการดูดกลืนปราณธรรมชาติไม่เลวเลยทีเดียว” หนิงหลงแอบอิจฉาอยู่ในใจ หากเขาฝึกยุทธได้คงดีไม่น้อย
เมื่อพูดถึงพลังยุทธใครบ้างไม่อยากมี มันไม่ใช่แค่การมีพลังเหนือธรรมชาติ หนทางการฝึกยุทธยังคือเส้นทางการมีชีวิตยืนยาว ทุกคนต่างก็ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ไปนานๆ นั่นรวมถึงหนิงหลงเช่นเดียวกัน
ทันทีที่ฝ่าด่านกลายเป็ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว หลิ่งซานก็ะโลุกขึ้นก่อนจะเหวี่ยงหมัดออกไปหลายชุด หมัดแต่ละหมัดของหลิ่งซานก่อให้เกิดคลื่นลมบางๆอยู่หลายระลอกตามจำนวนหมัดที่ถูกเหวี่ยงออกไป
หลิ่งซานรู้สึกถึงพลังลมปราณวิ่งพล่านไปทั่วร่างกาย ััได้ถึงพลังทำลายที่มนุษย์ทั่วไปไม่ควรจะมี
“อาจารย์ได้โปรดเป็คู่มือได้ข้าที” หลิ่งซานตื่นเต้นดีใจจนอยากจะลองดูฝีมือตัวเองเต็มแก่ ท่าทางของเขาตอนนี้ดูราวกับม้าศึกที่คึกคะนองอยากโชว์กำลังของตัวเอง
คำขอร้องของหลิ่งซานทำเอาหนิงหลงสะดุ้งจนหนังสือในมือแทบตกพื้น
“ข้าไม่มีวรยุทธคงเป็คู่มือให้เ้าไม่ได้ เมื่อฝึกสำเร็จแล้วก็ไปเถอะ” หนิงหลงตอบด้วยท่าทีไม่สนใจก่อนจะยกหนังสือเล่มเดิมขึ้นมาอ่านอีกครั้ง เขาคาดเดาปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไว้แล้ว จึงไม่คาดหวังว่าหลิ่งซานจะสำนึกบุญคุณในครั้งนี้ ใครมันจะยอมรับอาจารย์ที่ไร้วรยุทธ ศิษย์ทุกคนต่างก็้าอาจารย์ผู้เก่งกาจเป็ธรรมดา
ปึง.... หลิ่งซานทรุดตัวลงคุกเข่า
“ศิษย์หลิ่งซานโง่เขลา ลบหลู่อาจารย์ ขออาจารย์ได้โปรดลงโทษศิษย์ด้วย” เมื่อได้ฟังคำพูดของหนิงหลง เขาก็รู้สึกว่าตัวเองเผลอไปลบหลู่อาจารย์ จึงได้รีบโขกหัวลงพื้นแสดงความขอโทษต่อหนิงหลงผู้เป็อาจารย์
หนิงหลงตะลึงกับท่าทีของอีกฝ่ายเป็อย่างมาก เขาไม่คิดว่าภาพมันจะออกมาเป็แบบนี้
“เขาควรจะเมินใส่ข้า แล้วเดินหนีไปสิ ไม่ใช่ลงไปโขกหัวขอโทษแบบนี้” หนิงหลงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสำนึกในบุญคุณจริงๆ หากเป็ผู้ฝึกยุทธคนอื่นคงไม่มีทางโขกหัวให้คนไร้วรยุทธแน่ๆ
หลิ่งซานแม้จะเป็เด็กหนุ่มจากตระกูลยากจน แต่เขาก็เป็คนที่รู้คุณคน ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้มีบุญคุณ
เขาเองก็เป็อีกคนที่ถูกคนอื่นๆดูถูกเหยียดหยามเพราะยากจน เข้าเรียนที่สถาบันมาก็หลายเดือน แต่ก็ไม่เคยมีอาจารย์คนไหนยอมสอน จนมาเจอกับอาจารย์หนุ่มหนิงหลง ไม่เพียงไม่ดูถูกเขา ทั้งยังชี้แนะจนสำเร็จยุทธขั้นพื้นฐานกลายเป็ผู้ฝึกยุทธขั้น 1 อย่างเต็มตัว หลิ่งซานผู้ยึดมั่นในความกตัญญูจะไม่สำนึกในบุญคุณนี้ได้อย่างไร
ครั้นเมื่อหนิงหลงหายใเขาก็รีบพยุงเด็กหนุ่มตรงหน้าให้หยุดโขกหัว
“เหตุใดเ้าต้องโขกหัวขอโทษ ?” หนิงหลงยังคงไม่ปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกผิดเพราะเื่ขอร้องอาจารย์ให้เป็คู่มือทั้งที่อาจารย์ไม่มีวรยุทธ
“ข้าไม่ทราบมาก่อนว่าอาจารย์ไร้พลังยุทธ หากรู้คงไม่พลั้งปากขอร้องเช่นนั้น” หลิ่งซานก้มหน้าสำนึกผิด
เขาไม่เคยคิดว่าอาจารย์ที่อยู่หน้ามีค่าด้อยกว่าตนเอง ถึงแม้ไม่มีวรยุทธก็ตาม ในใจหลิ่งซานมีแต่ความเคารพบูชากับคำสอนของอีกฝ่ายอย่างสุดหัวใจ เขารู้ตัวดีหากไม่ใช่เพราะคำชี้แนะของหนิงหลง ย่อมไม่มีทางก้าวหน้าได้รวดเร็วเช่นนี้
“เ้าเด็กบ้านี่ กำลังรู้สึกผิดจริงๆ” ความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจพลันเกิดขึ้นเมื่อความคิดหนิงหลงได้รับการยืนยัน การถูกให้เกียรติในฐานะอาจารย์ทำให้เขารู้สึกดีมากจนอดยิ้มน้อยๆไม่ได้
“ข้าภูมิใจที่ได้ชี้แนะเด็กเช่นเ้า” หนิงหลงตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ เห็นอีกฝ่ายมีความจริงใจ เขาจึงไม่รังเกียจเลยที่จะสอนเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างจริงจัง
ทั้งคู่ทำความรู้จักกันอยู่พักใหญ่จนเย็นวัน จึงได้แยกย้ายกันกลับไป
“ขอบคุณอาจารย์หนิงหลงที่ชี้แนะ” หลิ่งซานประสานมือคารวะ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ทางฝ่ายหนิงหลงเองเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยจึงได้เดินทางกลับบ้านของตน เขายังคงเดินไปอ่านหนังสือไปเหมือนเช่นเคย โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเขากลายเป็จุดสนใจของสายตาลูกศิษย์ทุกคนที่กำลังเดินทางกลับบ้าน และมันไม่ใช่เพราะเขามีรูปลักษณ์เหมือนคนขี้โรค แต่เป็เพราะเสื้อคลุมอาจารย์สถาบันต่างหากที่ทำให้ศิษย์ทุกคนประหลาดใจ
“นั่นใช่อาจารย์ใหม่ที่ทุกคนพูดถึงหรือเปล่า ?”
“ดูสภาพนั่นสิ ราวกับคนขี้โรคเหตุใดถึงมาเป็อาจารย์ได้”
“ข้าััลมปราณเขาไม่ได้เลย มาเป็อาจารย์ได้อย่างไร”
“ดูอายุคงไม่ห่างจากเราเท่าไร ใครมันจะไปเคารพได้ลงกัน”
เสียงซุบซิบของเหล่าลูกศิษย์ของสถาบันต่างก็กล่าวถึงหนิงหลงผู้เป็อาจารย์ใหม่
สายตาไร้ซึ่งความเคารพล้วนแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
ลูกศิษย์แทบทุกคนต่างมองหนิงหลงในฐานะคนธรรมดาไร้วรยุทธ ไม่มีเกียรติพอให้พวกเขาเคารพนับถือ
เป็ธรรมดาที่ทุกคนต่างรู้สึกว่าผู้ฝึกยุทธย่อมมีค่ากว่าคนไร้วรยุทธ การจะให้คนฝึกยุทธเคารพคนไร้วรยุทธเช่นหนิงหลงในฐานะอาจารย์ มันช่างเป็เื่ตลก
หนิงหลงยังเดินตรงออกหน้าประตูสถาบันอย่างใจเย็น
“ใช่ มันต้องสายตาแบบนี้ เ้าเด็กหลิ่งซานควรจะมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ถึงจะถูก” หนิงหลงบ่นพึมพำกับตัวเอง ไม่คิดว่าจะเจอเด็กหนุ่มซื่อตรงเช่นหลิ่งซาน ตลอดเวลาเจอแต่สายตาเหยียดหยาม จะให้ชินกับการถูกเคารพ และให้เกียรติง่ายๆได้อย่างไร ถึงกระนั้นหนิงหลงก็รู้สึกโชคดีไม่น้อยที่ได้มาเจอกับเด็กหนุ่มนิสัยซื่อตรงเช่นนั้น
“ดูแล้วคงยังไม่มีทักษะยุทธ ข้าควรใส่ใจเ้าเด็กหลิ่งซานให้มากๆ” หนิงหลงเริ่มนึกหาทักษะยุทธที่เหมาะสมกับหลิ่งซานในใจ