แสงแดดส่องเข้ามา ฉันลืมตาขึ้นมาช้า ๆ พร้อมกับอาการปวดศีรษะ เมื่อขยับตัวลุกขึ้นนั่งก็พบว่าร่างกายยังคงมึนจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ตกค้าง
“โอ๊ย…ปวดหัวจัง” ฉันพึมพำออกมาก่อนจะสำรวจเสื้อผ้าตัวเอง แล้วพบว่าฉันยังอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมไม่ต่างจากเมื่อวาน สายตาฉันเหลือบไปเห็นกรอบรูปของพี่ศิลาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง จึงพอเดาได้ทันทีว่าตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในห้องของพี่ศิลา
ฉันนวดคลึงศีรษะตัวเองพลางหันมองไปรอบ ๆ ห้อง ก็พบกระป๋องเบียร์หลายกระป๋องวางกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น เมื่อคืนพี่ศิลาคงนั่งดื่มต่ออีกพักใหญ่สินะ ฉันลุกขึ้นจากเตียงพยายามมองหาเ้าของห้องแล้วเรียกชื่อเขาเบา ๆ แต่กลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับ
เมื่อเดินออกไปด้านนอกก็พบว่าประตูอีกห้องหนึ่งถูกแง้มเอาไว้เล็กน้อย ฉันถือวิสาสะผลักมันเข้าไปช้า ๆ อากาศเย็นจัดจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้ากับผิวกายจนฉันเผลอลูบแขนตัวเอง นี่เขาเปิดแอร์กี่องศากันเนี่ย ไม่หนาวบ้างหรือไง
แล้วก็พบว่าพี่ศิลากำลังหลับบนเตียงกว้าง เขาไม่ได้สวมเสื้อท่อนบน เผยให้เห็นแผ่นอกกว้างและมัดกล้ามเนื้อที่ชัดเจน ฉันรีบเบือนหน้าหนี ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาแต่ก็อดหันกลับไปมองอีกครั้งไม่ได้
ตอนหลับเขาดูเหมือนพี่ศิลาคนเดิมที่ฉันเคยรู้จักมากจริง ๆ
พี่ศิลาที่เคยยิ้มให้ฉัน
พี่ศิลาที่เคยปกป้องฉันจากเด็กพวกนั้น
พี่ศิลาที่เคยสัญญาว่าจะไม่ทิ้งฉันไปไหน
ขาฉันก้าวเดินเข้าไปใกล้ ๆ คนตัวสูงที่กำลังหลับสนิท กลิ่นครีมอาบน้ำกับผมที่ยังคงเปียกชื้นจากตัวเขา ทำให้ฉันคิดว่าเขาคงเพิ่งอาบน้ำได้ไม่นาน สายตาฉันเลื่อนไปหยุดที่ริมฝีปากของเขา ความทรงจำเมื่อคืนผุดขึ้นมาทันที ริมฝีปากที่จูบฉันอย่างเร่าร้อน ฉันรู้สึกได้ว่าอุณหภูมิใบหน้าฉันร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้...
“บ้าจริง…” ฉันรีบสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปดึงผ้าห่มขึ้นคลุมแผ่นอกของเขา แต่ปลายนิ้วกลับเผลอแตะโดนผิวเขาเข้าโดยไม่ตั้งใจ ฉันรีบดึงมือกลับทันที แม้จะเป็เพียงเสี้ยววินาที แต่หัวใจของฉันกลับเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“...” เขายังคงหลับอยู่
ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบพาตัวเองเข้าไปในห้องน้ำเพื่อสงบสติอารมณ์ เมื่อส่องกระจกดูก็พบว่าลำคอของฉันเต็มไปด้วยรอยแดงช้ำ เมื่อคืนจำได้ว่าฉันจูบกับพี่ศิลาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
นี่พี่ศิลาทำรอยไว้ขนาดนี้เลยเหรอ…
ถึงฉันจะไม่เคยทำอะไรแบบนี้แต่ก็ไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขั้นจะไม่รู้เื่อะไรพวกนี้ ฉันสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปอีกหน พี่ศิลาเขาไม่สนใจฉันหรอก…
เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยฉันค้นหาชุดของพี่ศิลาที่คิดว่าตัวเองน่าจะใส่ได้แล้วจัดการส่งชุดตัวเองไปซัก ฉันลงมือเก็บกวาดห้องของพี่ศิลาก่อนจะออกไปซื้อของง่าย ๆ เพื่อเตรียมอาหารให้เขา
เมื่อกลับมาก็พบว่าเป็เวลาบ่ายโมงพี่ศิลายังคงไม่ตื่น ฉันเปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือ พี่ศิลายังคงหลับอยู่เช่นเดิม ถึงฉันจะบอกตัวเองว่าเขาไม่ใช่พี่ศิลาในวัยยี่สิบคนนั้นอีกแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดูแลเขาเหมือนที่เคยทำ
ฉันมองคนตัวสูงที่นอนหายใจสม่ำเสมอพลางถอนหายใจออกมา ก่อนจะเข้าไปหยิบเอากะละมังกับผ้าขนหนูออกมา ฉันเช็ดไรผมของเขาก่อนจะเลื่อนผ้ามาถึงสันกรามคมเข้ม เคราบาง ๆ ที่เพิ่งขึ้นใหม่ทำให้ปลายนิ้วฉันสะดุ้งเล็กน้อย
หมับ!
ฉันสะดุ้งจนผ้าขนหนูหล่นจากมือ ข้อมือถูกมือหนารวบไว้แน่น ก่อนที่โลกทั้งใบจะหมุนเคว้งไปชั่วขณะ เมื่อเขาพลิกตัวฉันลงไปใต้ร่างเขา
“อยากต่อจากเมื่อคืน?”
“เปล่านะคะ แพรแค่…” ฉันกลืนคำพูดลงไปในลำคอทันที เมื่อพี่ศิลาลืมตาขึ้นช้า ๆ ใบหน้าเขากลับมาเรียบเฉยอีกครั้ง
“้าอะไรจากฉัน?” แววตาของพี่ศิลายังคงนิ่งสนิทไม่เปลี่ยนแปลง
“แพรแค่…เป็ห่วงพี่ศิลา”
“...” เขามองหน้าฉันอยู่นานโดยไม่พูดอะไร
“แพร…” ฉันยังพูดไม่จบพี่ศิลาก็ประกบริมฝีปากลงมา ราวกับไม่้าจะได้ยิน ริมฝีปากของเรากระแทกกันทำให้หัวสมองฉันขาวโพลนไปชั่วขณะ
เขาบดขยี้ริมฝีปากของฉันราวกับ้าย้ำให้ฉันรู้ว่าการเข้ามาใกล้เขาต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง ฉันแทบไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว ลมหายใจถูก่ชิงไปทีละนิด ฉันพยายามเม้มริมฝีปากแน่น
พี่ศิลากัดเบา ๆ ที่ริมฝีปากของฉันให้อ้าออก แล้วเรียวลิ้นอุ่นของเขาก็สอดแทรกเข้ามาในริมฝีปากของฉัน
มันเป็จูบที่ไม่มีความอ่อนโยนเลยสักนิด…
ฉันทุบคนตรงหน้าเพราะเริ่มหายใจไม่ทัน ร่างสูงก็ปล่อยให้ฉันได้เป็อิสระ พี่ศิลาถอนริมฝีปากออก ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมา มันเป็รอยยิ้มที่ดูร้ายกาจสุด ๆ
“เป็ห่วงมากก็ย้ายมาอยู่ที่นี่เลยสิ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“...” ถ้าพี่ศิลาพูดประโยคนี้เมื่อหกปีก่อน ฉันคงตอบตกลงโดยไม่ลังเล ฉันเงยหน้ามองเขา ประโยคประชดประชันพวกนี้ เขาจงใจพูดเพื่อท้าทายฉันชัด ๆ
“ถ้าไม่…ก็ออกไปจากห้องฉันสักที” เขาผุดลุกขึ้นแล้วทิ้งฉันไว้ ให้นิ่งงันอยู่บนเตียงของเขา
หลังจากนั้นพี่ศิลาก็พาฉันกลับมาส่งที่บ้านโดยที่เราไม่ได้พูดอะไรกันอีก เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าบ้าน คุณพ่อการันต์ดูดีใจมากที่เห็นพี่ศิลา พี่ศิลามองคุณพ่อการันต์นิ่ง ๆ ก่อนจะขับรถออกไปทันที
ฉันบอกคุณพ่อว่าไปทำรายงานที่คอนโดของเพื่อนแล้วบังเอิญเจอพี่ศิลาตอนขากลับเลยติดรถเขามา
“แกไปหามันงั้นเหรอ” พี่พีมพูดขึ้นก่อนจะก้มมองที่ลำคอของฉัน ฉันเบี่ยงตัวหนีอย่างร้อนตัวพลางกระชับชุดเดรสชุดเดิมให้แนบกลับลำคอ ตอนเข้าไปในห้องน้ำฉันมั่นใจว่ากลบรอยดีแล้วแถมยังปล่อยผมมาปิดรอยพวกนี้อีก
“พี่พีมสนใจตัวเองเถอะ อย่าสนใจแพรเลย” ทว่าเสี้ยววินาทีที่เดินผ่านพี่แอมมองลำคอฉันก่อนจะกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคนว่า
“อย่างแกศิก็แค่เล่น ๆ เท่านั้นแหละ” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะเดินหนีเพราะไม่อยากต่อปากต่อคำกับคู่รักจอมปลอมสองคนนี้อีก
หลังจากกลับมาที่ประเทศไทย เขายังคงไปปาร์ตี้เช่นเคยและยังคงเปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า จะมีก็เพียงแค่ พรีน ผู้หญิงที่พี่ศิลาควงออกงานและดูให้ความสำคัญมากกว่าคนไหน ๆ จนสื่อต่าง ๆ เริ่มจับตามองถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคน
“ทายาทตระกูลดัง 2 พยางค์ ศ. ควงไฮโซสาว พ. ออกงานเป็ว่าเล่น หรือว่าจะมีข่าวดีเร็ว ๆ นี้”
พรีน เธอเป็เพื่อนร่วมชั้นเรียนของฉันสมัยมัธยม เธอหน้าตาสะสวยแถมยังเกิดมาในชาติตระกูลที่ดี เธอเหมาะสมกับพี่ศิลาอยู่ไม่น้อย
ฉันอ่านข่าวจากในโทรศัพท์มือถือพลางถอนหายใจออกมาเบา ๆ เผลอยกมือขึ้นแตะลำคอตัวเองช้า ๆ แล้วพยายามบอกตัวเองว่า เื่ของเขาไม่เกี่ยวอะไรกับฉันสักนิด
ดึกคืนนั้น...
ติ้ง
เสียงแจ้งเตือนจากไลน์กลุ่มสมัยมัธยมดังขึ้น
Preen : เพื่อน ๆ อย่าลืมงานเลี้ยงรุ่นวันเสาร์หน้านะ ใครไม่ไปเตรียมจ่ายเยอะกว่าเ้าภาพได้เลยยย
นิ้วของฉันเลื่อนไปกดที่โปรไฟล์ของเธอโดยไม่รู้ตัวแล้วก็ต้องนิ่งไป เพราะรูปโปรไฟล์ของเธอคือรูปที่เธอยืนข้างพี่ศิลา พรีนยิ้มอย่างสดใส ส่วนพี่ศิลาก็มองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน จนทำให้ฉันเผลอคิดว่า...เขาคงชอบเธอมากจริง ๆ
ฉันกดปิดหน้าจอลงทันที ทั้งที่พร่ำบอกตัวเองมาตลอดว่าเื่ของเขาไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน แต่หัวใจกลับเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างดื้อ ๆ