ลูกสวาทบำเรอรัก (จบแล้ว)

    ตอนที่ 45 พบกันอีกครั้ง

    “เจ้านั่นเป็นใครกันแน่? เหตุใดต้องแฝงตัวเข้ามาแทบทุกวัน”

    บนเรือนไม้ชั้นสอง ฐานฟ้ายืนมองเจ้าอินปลอมตัวเข้ามาในสำนัก เขาพยายามจับสังเกตอีกฝ่ายว่ามาดีหรือว่ามาร้าย

    นับตั้งแต่วันนั้นที่เขาโดนอีกฝ่ายปลุกปล้ำเกลือกกลิ้งบนพื้นหญ้า จิตใจของเขาก็เริ่มไม่อยู่สุข แม้นว่าความทรงจำดั้งเดิมจะไม่ย้อนกลับคืนมาอีกแล้ว ทว่าใครที่โดนกระทำเช่นนั้น ถ้าหากไม่คิดอะไรเลยก็คงเป็นแค่รูปปั้นหินแกะสลัก แน่นอนว่าฐานฟ้าไม่ใช่รูปปั้น เขามีชีวิต และมีจิตใจ เพียงแต่ว่าความทรงจำบางส่วนขาดหายไปก็เท่านั้น

    ช่วงระยะเวลาสามวันที่เจ้าอินแอบแฝงตัวเข้ามา แม้นว่าคนอื่น ๆ จะไม่ทันสังเกตเห็นนั่นก็เพราะภายในสำนักตาคลีมีผู้คนเดินพลุกพล่านไปมาไม่เหมือนกับสำนักวิมานสวรรค์ที่แทบไร้ผู้คนอยู่อาศัย ทว่าฐานฟ้ากลับจำอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่เห็นชายชุดคลุมดำเดินด้อม ๆ มอง ๆ เขาก็รู้ได้เลยว่านั่นย่อมต้องเป็นเจ้าอิน

    “ข้าจะบอกเรื่องนี้กับไอ้หมอกดีหรือไม่!” แม้นว่าจะคิดเช่นนั้น แต่ฐานฟ้ากลับไม่ทำ เขาอยากรู้ความจริง และอีกอย่างคนในสำนักยังพลุกพล่านวุ่นวาย เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายไม่กล้ากระทำการเกินเลยอย่างแน่นอน

    บริเวณรถม้าของเมฆหมอก

    เจ้าอินกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ตรวจดูดินโคลนตรงล้อวงกลมที่ทำด้วยไม้แล้วตีปิดด้วยโลหะอย่างดี เขาเอามือหยิบก้อนดินที่ติดตรงล้อขึ้นมาเพื่อพิจารณาดู เพียงแค่กวาดตามองเจ้าอินก็นึกสงสัยทันใด “ดินพวกนี้เหตุใดจึงมีขี้เลื่อยแล้วก็เถ้าถ่านติดมาด้วย” ว่าแล้วเขาก็เก็บเศษดินในมือเข้าย่ามผ้าแล้วผละเดินจากไป

    ในระหว่างทางที่กำลังลัดเลาะออกไปทางสระน้ำด้านหลังสำนัก เขาก็พบเข้ากับฐานฟ้าอีกครั้ง

    “เจ้ามีจุดประสงค์ใดกันแน่? เข้ามาเพื่ออะไร? แล้วทำไมต้องทำกับข้าเช่นนั้น? ข้อความที่เจ้าเขียนมันคืออะไร? บอกข้ามา…” ฐานฟ้าพยายามยืนขวางทาง คำพูดของเขาเต็มไปด้วยคำถาม เขาอยากรู้ต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้

    “อาจารย์ ท่านจำข้าไม่ได้จริงหรือ? ข้าคือเจ้าอิน คนที่คอยอยู่เคียงข้างท่านมาหลายปีก่อนที่ท่านจะความจำเสื่อมเช่นนี้” เมื่อเห็นว่าบริเวณนี้ปลอดผู้คน เจ้าอินจึงได้ทีเดินเข้าไปหาเขาพยายามจะสวมกอดชายหนุ่มทว่ากลับโดนอีกฝ่ายปฏิเสธ

    “อย่ามายุ่งกับข้า ข้ามีคนรักอยู่แล้ว!” ฐานฟ้าออกแรงสะบัดแขน “คนรักเช่นนั้นหรือ?” เจ้าอินเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับทำหน้าบูดบึ้ง ท่าทีโมโหของเขาแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด “ท่านอาจารย์ ท่านกับไอ้ชั่วนั่นคบหาเป็นสหายกันมานานก็จริง แต่จู่ ๆ ท่านก็เกิดรักมัน ท่านไม่คิดหรือว่ามันออกจะแปลกไปหน่อย” เขาพยายามพูดให้ ฐานฟ้าคิดอะไรบางอย่างได้

    “…”

    “เฮ้อ…” เจ้าอินพยายามปรับลมหายใจ เขาใช้สายตาจ้องมองไปที่ใบหน้าอันคุ้นเคยตรงหน้าแล้วเดินเข้าไปสวมกอดอีกครั้ง “ปล่อย!” แม้นว่าฐานฟ้าจะขัดขืน แต่ว่าสุดท้ายเขากลับยินยอมให้ เจ้าอินโอบกอดได้สำเร็จ

    ในระหว่างที่ใบหน้าของทั้งสองอยู่ใกล้ในระยะประชิด ประโยคคำถามก็ออกจากปากของฐานฟ้าอีกครั้ง “สรุปเจ้าคือ แอล หรือ อิน? แล้วเข้ามาที่นี่เพื่อเหตุ…” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ริมฝีปากนิ่ม ๆ ของชายหนุ่มก็ประทับเข้าที่แก้มของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว

    “นี่เจ้า!” ฐานฟ้ารีบเอามือจับแก้มด้านซ้ายด้วยความตกใจ ใบหน้าของเขาค่อย ๆ แดงก่ำขึ้นมาจนสังเกตเห็นได้ชัด

    “ยังหอมอยู่เหมือนเดิม ขาดแค่เพียงความมีชีวิตชีวา” เจ้าอินทำสายตาหวานเยิ้มแล้วส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ฐานฟ้า ท่าทางยียวนของเขาทำให้ฐานฟ้ามึนงงอย่างแท้จริง

    “ท่านอาจารย์ ท่านโดนไอ้ชั่วนั่นทำเสน่ห์ยาแฝดใส่ ที่ท่านจำข้าไม่ได้ก็คงไม่แปลก อย่าเอาเรื่องข้าไปบอกไอ้ชั่วนั่นก็พอ แล้วรออีกไม่นานข้าจะพาท่านกลับสำนักวิมานสวรรค์ของเรา” เสียงของเจ้าอินดังแผ่วอยู่ข้างหู แม้นว่าฐานฟ้าจะได้ยินคำพูดทุกคำที่ชายหนุ่มพูดออกมา ทว่าจิตใจของเขากลับไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

    หัวใจของเขากำลังเต้นผิดจังหวะ ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวในตอนแรกมาบัดนี้ก็เริ่มอ่อนระทวยลง ก่อนที่เขาจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ ริมฝีปากบางของชายหนุ่มก็ได้ประทับไปที่หน้าผากของเขาอีกครั้ง ก่อนที่ร่างนั้นจะหนีหายลับไปแล้วปล่อยให้เขายืนงงอยู่ในดงป่าคนเดียวตามลำพัง…

    “สิ่งที่เจ้านั่นพูดฟังดูก็รู้ไม่ใช่การโกหก ทว่าเหตุใดข้าถึงนึกเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้านั่นไม่ได้?” ฐานฟ้ามองตามร่างนั้นหายลับไปในป่าโดยไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา

    …

    เมืองนครสวรรค์

    จวนเจ้าเมือง

    แม้นว่าจะเป็นบ้านพักของเจ้าเมือง ทว่าจวนหลังนี้กลับถูกจัดไว้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ดังนั้นในระหว่างออกปฏิบัติการที่มณฑลนครสวรรค์ แสนหวานจึงได้รับให้พักอาศัยอยู่ที่นี่เป็นการชั่วคราว

    “พ่อแสน” ชายชราผู้ติดตามส่งเสียงเรียก “เรื่องที่มอบหมายเกี่ยวกับสำนักวิมานสวรรค์ข้าไม่พบเบาะแสใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรมไสยเวทท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่แถว ๆ นั้น ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสำนักวิมานสวรรค์โดนฟ้าลงทัณฑ์!”

    “ฟ้าลงทัณฑ์? ลงทัณฑ์อย่างไร?” แสนหวานทวนประโยคนี้อีกครั้ง ชายชราถอนหายใจเขามองไปที่ชายหนุ่มแล้วพูดต่อ

    “ตามรายงาน… สำนักวิมานสวรรค์ถูกเผาทำลายจนเหลือแต่ซากเจ้าหน้าที่พวกนั้นควานตัวการคนก่อเหตุไม่ได้ อีกทั้งเจ้าสำนักหนุ่มก็หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงศพของเด็กหนุ่มจมน้ำตายที่ชื่อว่า คง เท่านั้นที่เป็นเบาะแสเดียวในตอนนี้” ชายชรารายงานตามที่ตนรู้

    “สำนัก…ถูกเผา… เจ้าคง… ตายแล้ว…?” แสนหวานร้องอุทานออกมา ใบหน้าเขาซีดเผือดในทันใด

    ข่าวที่เขาได้ยินเมื่อครู่เปรียบได้กับสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของเขา ร่างน้อย ๆ ของแสนหวานสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ จู่ ๆ น้ำตาของเขาก็ไหลออกมา

    เรื่องที่สำนักโดนเผาทำลายเขายังพอทำใจได้เพราะว่ามันยังสร้างขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง แต่ว่าข่าวการตายของเจ้าคงมันทำให้ แสนหวานเจ็บปวดหัวใจอย่างแท้จริง อย่าลืมว่าเจ้าคงคือหนึ่งในกลุ่มคนที่เดินทางไปช่วยชีวิตของเขาให้หลุดพ้นจากความตายในครั้งนั้น… แสนหวานรับรู้ถึงความยากลำบากในการเดินทางได้เป็นอย่างดี ยิ่งเป็นคนบังคับรถม้าด้วยแล้วเขายิ่งไม่อยากจะคิดเลยว่าจะต้องใช้แรงมากมายเพียงใดเพื่อให้ผ่านพ้นเนินป่าเขาจนไปถึงเมืองตากอันแสนทุรกันดารได้

    “ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าตายเปล่าแน่ เจ้าคง…” แสนหวานฟุบลงไปกับพื้นโต๊ะพร้อมกับปล่อยโฮออกมาอย่างหยุดไม่อยู่

    “พ่อแสน…” เมื่อเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับชายหนุ่มตรงหน้าชายชราก็ตะโกนร้องอย่างตกใจ

    “มีอะไรหรือครับ?” ทันทีที่ได้ยินเสียงร้องโวยวายของชายชรา ตรีเกษมก็รีบวิ่งเข้ามาแล้วตรงไปประคองร่างของแสนหวานทันที

    “คุณ ไม่เป็นไรนะ?” แม้นว่าเขาจะไม่เข้าใจเรื่องราวเมื่อครู่ ทว่าตรีเกษมก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างแสนหวานเสมอ เขาเฝ้ารออีกฝ่ายอย่างเจ็บปวดหัวใจจนกระทั่งอาการของแสนหวานค่อย ๆ ดีขึ้น

    “…”

    “ผมไม่เป็นอะไรแล้วขอบใจนะ” แสนหวานปรับร่างกายแล้วฟังรายงานจากชายชราต่อ…

    เมื่อฟังรายงานจากจบ เขาถึงกับกุมขมับเพราะความเคร่งเครียดที่เกิดขึ้น…

    นี่เป็นงานแรกของเขานับตั้งแต่ได้รับตำแหน่ง และยังเป็นการออกปฏิบัติการนอกพื้นที่เป็นครั้งแรก อีกทั้งสำนักวิมานสวรรค์ก็คือชีวิตของเขา แสนหวานต้องหาทางแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ ทว่าในตอนนี้เขากลับมืดแปดด้านไม่สามารถหาทางออกได้เลย

    “ข้าจะไปหาท่านอาจารย์ที่สำนักตาคลีก็คงไม่ได้…” เขาพึมพำกับตัวเอง แน่นอนว่าแสนหวานก็สงสัยเมฆหมอกด้วยเช่นกัน แต่เขาไม่อยากให้การเคลื่อนไหวนี้ส่งผลกระทบจนศัตรูไหวตัวทัน

    ในขณะที่เขากำลังมืดแปดด้าน ทันใดนั้น… ด้านนอกจวนพักก็เกิดเสียงร้องเอะอะโวยวายดังขึ้น

    “ปล่อยให้ข้าเข้าไป!!” เสียงร้องนั้นดังมากจนทำให้ทั้งสามคนสบตากันด้วยความตื่นตกใจ

    “เกิดอะไรขึ้น?” แสนหวานอุทานออกมา นั่นเพราะว่าพวกเขาอยู่ในห้องด้านในจึงไม่สามารถเห็นเหตุการณ์ข้างนอกได้

    “เดี๋ยวผมออกไปดูให้เอง” ตรีเกษมพูดพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วรีบสืบเท้าเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

    “เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อมาถึงด้านนอกตรีเกษมก็รีบสอบถามชายวัยสามสิบกว่า ๆ ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่บนตัวเรือน “นายท่าน ชายคนนั้นจู่ ๆ ก็โผล่เข้ามา แล้วบอกว่าอยากเข้าพบท่านผู้ตรวจการมีเรื่องสำคัญจะรายงาน” เขาค้อมตัวเล็กน้อยแล้วพูดรายงานให้ตรีเกษมได้ฟัง

    “เรื่องสำคัญ? แล้วเหตุใดไม่ถามไถ่ก่อนเผื่อว่าเป็นเหตุเร่งด่วน” ตรีเกษมพูดเชิงต่อว่าเล็กน้อย “คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ คนของเราตรวจพบว่าบนตัวเจ้านั่นมีกลิ่นดินปืนซึ่งอาจเป็นระเบิด พวกเราจึงไม่อาจปล่อยให้เข้ามาได้ แล้วก็อีกอย่าง…” เขาพูดแล้วหยุดชะงักไป

    “พูดออกมาเถอะ!” ตรีเกษมมุ่นคิ้วแล้วมองไปทางชายหนุ่มร่างสูงมีเคราดกที่กำลังขัดขืนการจับกุมอยู่ด้านหน้าจวนพัก

    “คือว่าบนตัวชายคนนั้น มีกลิ่นอายพลังอำนาจบางอย่างที่สามารถต่อต้านกำแพงมนต์ของเราได้ ท่านก็รู้ว่าเมื่อมีคนบุกเข้ามาภายในบริเวณที่พักจะมีพรายกระซิบบอก ทว่าเมื่อชายหนุ่มคนนี้เข้ามา พรายพวกนั้นกลับพากันหนีกระเจิง อีกทั้งกำแพงแก้วที่ท่าน ‘อวิ๋นซี’ ได้เสกเอาไว้ก็พังทลายลงข้าก็เลยสั่งให้ควบคุมตัวของเขาเอาไว้…” ชายวัยสามสิบกว่า ๆ กล่าวทุกอย่างให้ตรีเกษมได้ฟัง

    “อื้ม!” ตรีเกษมพยักหน้าเป็นการตอบรับเขาดูตกใจเล็กน้อยกับรายงานเมื่อครู่ การแสดงออกของเขากำลังจมดิ่งอยู่ในความคิด ใช่แล้วเขาก็คิดสงสัยเหมือนกับชายหนุ่มตรงหน้าเช่นกัน

    “หายากนักที่จะมีคนทำลายอาคมของกรมไสยเวทได้…” เขาพูดพึมพำกับตัวเองก่อนออกคำสั่ง “เช่นนั้นก็ควบคุมตัวไว้ เสร็จธุระข้างบนผมจะลงไปสอบสวนด้วยตัวเอง” ตรีเกษมออกคำสั่งแล้วเดินกลับเข้าไปที่ห้องด้านใน

    ในระหว่างนี้เสียงร้องโวยวายของชายหนุ่มด้านล่างยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เขาต้องการให้เสียงนี้ดังไปจนถึงหูของท่านผู้ตรวจการคนใหม่

    “ปล่อยข้า! ไอ้พวกสารเลว!!”

    ผลัก!

    “โอ๊ย!!”

    เมื่อร่างนั้นดิ้นขัดขืนมาก ๆ เข้า เขาจึงโดนด้ามปืนซัดไปที่ต้นคอ แรงกระแทกนั้นทำให้ร่างสูงโปร่งทรุดลงไปกองที่พื้น “พวกเจ้าทำงานกันอย่างไร? ในเมื่อข้ามีเรื่องเดือดร้อนจะขอร้องจากท่านผู้ตรวจการ เหตุใดถึงทำกับข้าเช่นนี้?” ชายหนุ่มกัดกรามพูดเพราะความเจ็บปวดบริเวณต้นคอ อารมณ์ของเขาตอนนี้นับได้ว่ากำลังถึงจุดเดือดพล่านสูงสุด

    เมื่อเสียงร้องโวยวายกระโชกโฮกฮากแปรเปลี่ยนมาเป็นเสียงพูดอันดุดัน ทันใดนั้นชายหนุ่มสองคนที่อยู่ในเรือนไม้ถึงกับดวงตาเบิกโพลงในทันใด “เจ้าอิน!!” แสนหวานจำเสียงนี้ได้ดี เจ้าจันทร์ที่อยู่ในครัวก็เช่นกัน เขารีบทิ้งการทำครัวแล้ววิ่งออกมาด้านนอกอย่างรวดเร็ว

    “กรมไสยเวทของเรามีระบบเป็นขั้นเป็นตอน… เจ้าหนุ่ม! เอ็งต้องไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่กรมไสยเวทท้องถิ่นเสียก่อน เมื่อเรื่องที่เอ็งร้องเรียนถูกตรวจสอบดีแล้ว ถ้าหากคนพวกนั้นจัดการไม่ได้ เรื่องจึงจะถูกส่งไปยังบางกอกเพื่อให้นายท่านขึ้นมาจัดการด้วยตัวเอง…” ชายวัยสามสิบกว่า ๆ เดินออกมาพลางพูดอธิบาย “ควบคุมตัวเอาไว้!!” เขากำชับชายหนุ่มทั้งสองที่กำลังหิ้วปีกร่างสูงโปร่งที่อยู่ตรงกลาง

    ในขณะที่เจ้าอินถูกควบคุมตัวแล้วลากออกไปนอกรั้ว

    จังหวะนี้เองที่แสนหวานโผล่หน้าออกมาพอดี!

    “หยุดก่อน!!” เขารีบตะโกนห้ามปราม

    “เจ้าอิน! เป็นเจ้าใช่เจ้าหรือไม่?” แสนหวานตะโกนไปทางชายหนุ่มที่อยู่ในสภาพอิดโรย เจ้าจันทร์ก็ยืนรอลุ้นอยู่ด้านล่างเช่นกัน นั่นเพราะว่าพวกเขาเห็นหน้าอีกฝ่ายไม่ถนัด “หือ? ใครกันที่เรียกชื่อข้า?” เจ้าอินที่กำลังโมโหเมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงรีบหันขวับไปทางต้นเสียง สมองของเขายังคงมึนงงจากการโดนทุบตี

    “หืม?”

    “เจ้า… เจ้าแสน?”

    “เจ้าจันทร์?”

    แม้นว่าใบหน้าของเขาจะแสดงออกถึงความดีใจ ทว่ายังคงมีความสับสนปะปนอยู่ในนั้น

    “พวกเจ้ามาได้อย่างไร?” เสียงพูดของเจ้าอินเริ่มสั่นเครือเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ ก็ได้พบกับคนคุ้นเคยที่ห่างหายไปนาน จากที่เคร่งเครียดมานานหลายปีในตอนนี้ดูเหมือนว่าภูเขาบนบ่าลูกนั้นได้ถูกยกให้สูงขึ้นเล็กน้อย เจ้าอินคลายใจลงมากที่ได้เห็นสหายทั้งสองยังอยู่ดี ร่างกำยำของเขากำลังสั่นสะท้านเพราะความดีใจ…

    “รอช้าอะไร รีบพาเขาเข้ามา เขาคือสหายรักของข้า!” เจ้าแสนรีบออกคำสั่งพร้อมกับวิ่งลงบันไดอย่างรีบร้อนเพื่อมาหาเจ้าอินด้านล่าง “เอ่อ.. ท่านผู้ตรวจการ บนตัวชายคนนี้มีกลิ่นดินปืน… แล้วก็…” ชายวัยสามสิบกว่า ๆ พยายามเอ่ยเตือน

    “คนที่เคยช่วยชีวิตผมออกมาจากความตายไม่มีทางคิดร้ายกับผมหรอก” เจ้าแสนมองไปที่ชายคนนั้นพร้อมทั้งรีบสืบเท้าไปทางเจ้าอินด้วยความเร่งรีบ

    “เจ้าอิน!”

    “เจ้าแสน…”

    ทั้งสองสบตากันไปมาแล้วโอบกอดกันแน่น ขอบตาของทั้งคู่ชื้นแฉะเต็มไปด้วยน้ำตาที่กำลังหลั่งริน ร่างน้อย ๆ ของแสนหวานสั่นสะท้านจนควบคุมไม่อยู่

    แสนหวานยังคงกอดเจ้าอินไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขาดีใจมากที่ได้พบเจอกันอีกครั้งในเวลาเคร่งเครียดเช่นนี้ ในหัวของเขาเจ้าอินไม่ต่างไปจากฐานฟ้า ชายหนุ่มคนนี้คือคนที่คอยปลอบประโลมเขาเมื่อพบเจอกับความยากลำบาก แม้นว่าอายุของพวกเขาจะพอ ๆ กัน ทว่าเมื่อแสนหวานได้หลบอยู่หลังเจ้าอินเขาก็อุ่นใจขึ้นมาทันที

    มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

    “เจ้าเป็นไงมาไง เหตุใดถึงได้…” เมื่อผละออกจากกัน เจ้าอินก็รีบสำรวจร่างกายของแสนหวานสายตาของเขากวาดผ่านร่างขนาดเล็กตรงหน้าด้วยความรวดเร็ว เขาสังเกตเห็นความแปลกใหม่ที่ดูแตกต่างไปจากเดิม ทั้งผิวพรรณการแต่งกายของชายหนุ่มตรงหน้าดูราวกับผู้ลากมากดี แม้นว่าคำตอบของเขาจะมีอยู่ในใจอยู่แล้ว แต่ เจ้าอินก็อดถามอีกฝ่ายไม่ได้

    “เอ่อ… คือว่าข้าจับพลัดจับผลู… จนได้เป็นผู้ตรวจการน่ะ!” แสนหวานใช้มือลูบหัวตัวเองป้อย ๆ เขารู้ดีว่าหนุ่มน้อยเช่นเขาหากบอกใครไปก็คงไม่มีใครเชื่อ นั่นก็เพราะภาพลักษณ์ของผู้ตรวจการแห่งกรมไสยเวทนั้นจะต้องเป็นผู้เฒ่ามีหนวดเคราสายตาเจนต่อโลก ทว่าภาพลักษณ์แบบนั้นกลับไม่มีในตัวของเขาเลยสักนิด

    “หืม! ผู้ตรวจการ?” เสียงของเจ้าจันทร์กับเจ้าอินร้องขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน

    “เจ้าจันทร์!” เจ้าอินหันไปทางชายหนุ่มร่างบาง “เจ้าก็ไม่รู้หรือว่าเจ้าแสนเป็นผู้ตรวจการของกรมไสยเวท?” เขาพูดพลางเดินเข้าไปกอดอีกฝ่ายแน่น แล้วใช้มือปัดเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยเศษเครื่องเทศ

    แม้นว่าเขาจะเคยสนิทกับเจ้าจันทร์มาก่อน ทว่าเมื่อห่างหายไปหลายปีความรู้สึกนั้นกลับไม่มากล้นเท่ากับแสนหวาน

    “เอ่อ… ข้าก็พึ่งเจอกับเจ้านี่เช่นกัน” เจ้าจันทร์ยังคงตะลึงในใจไม่หาย เขามองไปที่แสนหวานแล้วก็ตรีเกษมสลับกันไปมา เมื่อคิดอะไรบางอย่างได้เจ้าจันทร์จึงได้แต่ถอนหายใจ

    …

    ห้องครัวด้านล่าง

    หลังจากพบเจอแสนหวานกับตรีเกษม เจ้าจันทร์ก็ขอติดตามทั้งสองมาอยู่ที่จวนเจ้าเมืองด้วย เขาหวังว่าตรีเกษมจะรับให้เขาไปอยู่ด้วยที่บางกอก ดังนั้นช่วงเวลานี้เจ้าจันทร์จึงอาสาทำกับข้าวให้คนในจวนได้กินแน่นอนว่าฝีมือปรุงอาหารของเจ้าจันทร์สามารถเทียบเคียงได้กับพ่อครัวใหญ่ตามร้านอาหารดัง ๆ ได้เลย

    แม้นว่าเจ้าจันทร์จะรู้ว่าแสนหวานเป็นผู้ตรวจการแล้วก็เถอะ แต่จากการสอบถามคนอื่น ๆ เขาจึงรู้ว่าตรีเกษมเป็นถึงบุตรชายคนใหญ่คนโตในกรมไสยเวท อีกทั้งยังเป็นว่าที่พี่เขยของแสนหวาน เมื่อเขารู้เช่นนั้นแผนการในใจของเขาก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

    “ถ้าหากข้าได้ไปอยู่ที่บางกอก ข้ามั่นใจว่า…” เขาหันไปทาง ตรีเกษมที่กำลังเดินเข้ามา

    “คุณจันทร์ คุณไม่ต้องลำบากทำถึงขนาดขั้นนี้ก็ได้ อย่างไรเสียคุณก็เป็นสหายเจ้านั่น” แม้นว่าตรีเกษมจะพยายามรักษาระยะห่างจากเจ้าจันทร์ นั่นก็เพราะเขามองความทะเยอทะยานของอีกฝ่ายออก แต่เมื่อเจ้าอินเข้ามาในช่วงเวลานี้เขาจึงต้องการสอบถามข้อมูลบางอย่างจากเจ้าจันทร์ จึงทำให้เขาต้องเข้าหาอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “ไม่เป็นไรครับท่าน… เอ่อไม่ใช่สิข้าต้องเรียกว่า คุณตรี ถึงจะถูก” เจ้าจันทร์ตอบกลับตะกุกตะกัก เขาพยายามเรียนแบบสำเนียงการพูดตามฉบับชาวกรุงดังเช่นแสนหวาน

    “เอ่อ… ถ้าเช่นนั้นให้ผมช่วยคุณแล้วกัน” ตรีเกษมเดินเข้ามาแล้วทำทีช่วยหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ “ผมถามอะไรหน่อยสิ สหายที่ชื่อ อิน คนนั้นเป็นอะไรกับเจ้าแสน พวกคุณทั้งสามคนเคยอยู่ที่เดียวกันมาก่อนใช่หรือไม่?” เขาอยากรู้สาเหตุที่เจ้าอินสนิทกับ แสนหวานมากจนน่าสงสัย จึงเอ่ยถามเจ้าจันทร์เพื่อหาข้อมูล

    เดิมทีตรีเกษมพอรู้มาบ้างว่าแสนหวานกำลังสืบสวนเกี่ยวกับสำนักวิมานสวรรค์ ทว่าเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเคยอาศัยอยู่ที่นั่นมาก่อน

    “เรื่องมันเป็นอย่างนี้เดี๋ยวข้าเล่าให้ฟัง…”

    เจ้าจันทร์ค่อย ๆ สาธยายเรื่องของแสนหวานเท่าที่ตนรู้ให้ ชายหนุ่มได้ฟัง เขาเริ่มเล่าตั้งแต่ฐานฟ้าไปช่วยชีวิตอีกฝ่ายมาจากเมืองตาก แล้วก็สถานะภายในสำนัก…

    ระหว่างนี้ตรีเกษมยิ่งมุ่นคิ้วมากขึ้นเรื่อย ๆ

    เขาไม่สนเรื่องที่อีกฝ่ายเคยเป็นลูกศิษย์ของฐานฟ้าหรือว่าถิ่นกำเนิดที่ทุรกันดาร และห่างไกล ทว่าเขากำลังคิดถึงเรื่องที่เจ้าอินกับ แสนหวานเคยพักอาศัยอยู่ในเรือนหลังเดียวกันตอนอยู่ที่สำนักวิมานสวรรค์… บวกกับความสนิทสนมที่ทั้งสองแสดงออกมาในตอนนี้ มันทำให้ตรีเกษมคิดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    ‘เรากำลังหึงหวงเจ้านั่น ทั้ง ๆ ที่เคยตัดใจยกให้น้องสาวมาก่อนเช่นนั้นหรือ?’ จู่ ๆ ตรีเกษมก็ได้สติขึ้นมา แน่นอนว่าเขากำลังสับสนตัวเอง ‘ไม่สิเจ้านั่นจะต้องหมั้นหมายกับยัยรัศมี อย่างน้อยเราก็สามารถขัดขวางความสัมพันธ์บางอย่างจากเจ้านั่นได้’ เขากำลังใช้ฐานะพี่ชายเพื่อสอดส่องความสัมพันธ์ของแสนหวานกับเจ้าอิน

    “คุณชาย… อย่าคิดมากเลย อย่างไรเสียสองคนนั้นก็สนิทสนมกันอยู่นานแล้ว” เจ้าจันทร์เห็นท่าทางของตรีเกษมจึงเดินเข้าไปกุมมืออีกฝ่ายไว้พร้อมกับพูดปลอบประโลม แม้นว่ารูปร่างหน้าตาของ ตรีเกษมจะถูกใจเขายิ่งนัก ทว่าสถานะทางสังคมของอีกฝ่ายนั้นถูกใจเขายิ่งกว่า

    เจ้าจันทร์จึงรีบใช้โอกาสที่พวกเขาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ตีสนิทกับอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด…

    …

    บนเรือนไม้ชั้นสอง

    “ที่เจ้าว่าไอ้เมฆหมอกนั่นคือตัวการของเรื่องทั้งหมด? อีกทั้งเรื่องที่เกิดในงานชุมนุมเมื่อปีนั้น… ก็เป็นฝีมือของมันที่สั่งให้เจ้ามั่นทำ?” แสนหวานยิงคำถามใส่เจ้าอินเป็นชุด แม้นว่าในตอนนี้จะโกรธขึ้งทว่าท่าทางกับน้ำเสียงของเขายังคงดูสุภาพน่ารักไม่ต่างไปจากเมื่อก่อน เมื่อได้เห็นเช่นนั้นเจ้าอินจึงได้แต่จ้องใบหน้าตรงหน้าด้วยความคิดถึง

    ‘นานเท่าใดแล้วที่ข้าไม่ได้เจอเจ้านี่ เปลี่ยนไปมากขนาดนี้เชียว…’ เจ้าอินได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจ

    “เจ้าฟังข้าอยู่หรือไม่?” แสนหวานเห็นอีกฝ่ายกำลังเหม่อลอยจึงเอื้อมมือไปเขกหน้าผากเจ้าอินหนึ่งทีเพื่อเรียกสติกลับคืนมา

    “โอ๊ย… เจ้าเอาคืนข้างั้นหรือ?” เจ้าอินลูบหน้าผากพลางตอบคำถามเมื่อครู่นี้ของแสนหวาน “ใช่แล้ว… ข้าเคยบุกไปรังมันมา และได้พบเจอกับท่านอาจารย์ ทว่า… ท่านอาจารย์กลับจำข้าไม่ได้!” เจ้าอินเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาเฝ้าดูสำนักตาคลีให้แสนหวานได้ฟัง

    “…”

    “เป็นไปตามที่ข้าคิดไว้ไม่ผิด ตอนนั้นที่ข้าพบพี่ฐานฟ้าที่งานชุมนุมแต่ว่าพี่ฐานฟ้ากลับจำข้าไม่ได้” แสนหวานพึมพำเสียงเบา

    “เจ้าเคยพบท่านอาจารย์กับไอ้ชั่วนั่นที่งานชุมนุมอย่างนั้นหรือ?” เมื่อได้รู้จากปากแสนหวานเจ้าอินก็ยิ่งมั่นใจว่าฐานฟ้าจะต้องโดนคุณไสยบางอย่างอย่างแน่นอน “แล้วมีแผนอะไรหรือไม่?” เขารีบถามกลับ

    “เฮ้อ… ข้าก็มืดแปดด้าน ก่อนหน้านี้ข้าเคยส่งคนออกไปสืบหาทว่ากลับไร้เบาะแสเอาผิด” แสนหวานทำหน้ามุ่ยตอบกลับ

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นมุมปากของเจ้าอินก็ยกขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์

    ปัก! เขาวางก้อนดินขนาดเท่ากำปั้นลงบนโต๊ะไม้ พร้อมกับจ้องมองใบหน้าขนาดเล็กของแสนหวานเพื่อรอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย “นี่คือ…” แสนหวานพึมพำทำหน้าสงสัยเมื่อได้เห็นสิ่งของที่อีกฝ่ายเอาออกมาจากย่ามผ้า

    “นี่ก็คือเบาะแสเอาผิดทางกฎหมายอย่างไรเล่า! ส่วนเรื่องเอาผิดทางกฎของกรมไสยเวทก็คือการทำเสน่ห์ยาแฝด!” เมื่อพูดจบเขาก็มองไปทางชายหนุ่มพร้อมกับอธิบายที่มาของก้อนดินก้อนนี้

    “…”

    “ถ้าตามที่เจ้าพูดมามันคือเรื่องจริงเช่นนั้น… ก่อนที่เราจะบุกเข้าไปตรวจค้น เราก็ต้องเอาผิดทางกฎหมายเสียก่อนแล้วหลังจากนั้นจึงค่อยตรวจค้นดูว่ามันทำเสน่ห์ใส่พี่ฐานฟ้าจริงหรือไม่ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที” เมื่อมีสาเหตุในการขอกำลังเจ้าหน้าที่บุกค้นสำนักตาคลีแล้วแสนหวานจึงรีบพูดแผนการคร่าว ๆ ให้เจ้าอินได้ฟัง

    ก๊อก ๆ ๆ ในตอนนี้เองจู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

    หลังจากเสียงนั้นหยุดลงทันใดนั้นร่างของตรีเกษมกับ เจ้าจันทร์ก็พากันเดินเข้ามา

    ชายหนุ่มทั้งสองกำลังช่วยกันยกอาหารคาวหวานเข้ามา ทว่าจู่ ๆ เจ้าจันทร์ก็เอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้ตรีเกษมรู้สึกอึดอัด “ต้องขอบคุณพี่ตรีที่ช่วยข้าจัดแจงของต่าง ๆ จนแล้วเสร็จ มิเช่นนั้นข้าคงเหนื่อยแย่” เจ้าจันทร์พูดพลางมองไปที่ตรีเกษมแล้วละสายตาไปทางแสนหวาน เดิมทีเขาไม่รู้ว่าคนทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ทว่าจากที่ดูภายนอกแล้วเจ้าจันทร์สามารถบอกได้ว่ามันมีอะไรลึกซึ้งมากกว่านั้น

    “เอ่อ…” ตรีเกษมรีบหันไปทางแสนหวานพร้อมกับเอ่ยพูดแก้ตัว “ขอบคุณอะไรกัน สหายกันทั้งนั้น! นี่คุณ ผมเตรียมของที่คุณชอบมาให้ด้วย” ว่าแล้วตรีเกษมก็แทรกตัวเข้าไปนั่งใกล้กับแสนหวานพร้อมกับยกอาหารต่าง ๆ มาวางให้

    “เจ้าแสน เรื่องแผนการถ้าหากข้าช่วยได้ก็บอกข้าได้เลย ความแค้นที่ข้ามีต่อเจ้ามั่นมันมากล้นจนข้าเก็บเอาไว้ไม่ไหว!” เจ้าจันทร์รีบพูดแทรก เขาทำตัวเรียบเฉยต่อหน้าทุกคน ทว่าในระหว่างที่รับประทานอาหารอยู่นี้ภายใต้ชายผ้าคลุมโต๊ะด้านล่างเจ้าจันทร์ได้เอาหัวเข่าของเขาสะกิดไปโดนหัวเข่าของตรีเกษมอย่างตั้งใจอยู่หลายที สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มหน้าตาเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดถึงกับขมวดคิ้วมุ่น

    “นี่…” ตรีเกษมชำเลืองมองอีกฝ่ายแล้วส่ายหัว เขาพอรู้ว่า เจ้าจันทร์คิดอะไรอยู่ ทว่าด้วยนิสัยของเขาเขาจึงไม่พูดอะไรออกมา

    …

    เจ็ดวันหลังจากรวบรวมหลักฐานที่มาของเศษดินติดล้อรถม้า

    สำนักตาคลี

    ช่วงสายของวันนั้น ในขณะที่ลูกศิษย์ และคนงานต่างทำหน้าที่ของตน ในระหว่างที่เมฆหมอกกำลังจะเคลื่อนรถม้าออกจากสำนัก ตอนนี้เองได้มีกองกำลังปราบปรามท้องถิ่นผสมกับกองกำลังระดับภูมิภาคแสดงตัวปิดล้อมสำนักตาคลีเอาไว้

    “นี่… นี่มันเรื่องอะไรกัน?” เมฆหมอกใบหน้าซีดเผือด เขากวาดตามองคนนับสิบที่ยืนขวางทางอยู่ด้านหน้า เมื่อเห็นว่ามีคนรู้จักยืนร่วมอยู่ในนั้นเขาจึงรีบออกปากถามไถ่ทันที

    “มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น? หมวดดำ! เหตุใดคนพวกนี้ถึงบุกมาที่นี่ได้?” เมฆหมอกพยายามเค้นถาม ทว่าหมวดดำกับส่ายหน้าเป็นสัญญาณว่าอย่าพูดอะไรมากกว่านี้

    “ท่านเมฆหมอก ท่านถูกกล่าวหาว่าลักลอบตัดไม้ในเขตสัมปทานของชาวจีน ท่านมีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่?”

    คล้ายกับเรื่องลูกสวาทบำเรอรัก (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577