บทที่01
บ้านสุรีย์ฉาย
13 ปีก่อน...
บ้านสุรีย์ฉายเป็คฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่เงียบสงบรอบด้วยรั้วปูนสีขาวที่ตัดกับแนวต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มดูสง่างามซึ่งภายในรั้วเดียวกันนั้น อนงค์ สุรีย์ฉาย ผู้เป็เ้าของบ้านได้สร้างบ้านแยกไว้อีกสามหลัง มอบให้ลูกทั้งสามคนของเธอ โดยจัดวางตำแหน่งอย่างเป็สัดส่วนโดยมีจุดศูนย์กลางคือเรือนใหญ่ที่เธออาศัยอยู่นั่นเอง
เสียงรถมอเตอร์ไซค์สามล้อมาหยุดที่บ้านสุรีย์ฉายเด็กหญิงวัยสิบขวบก้าวลงจากรถตามหลังแม่ สองมือเล็ก ๆ กำชายกระโปรงตัวเองแน่นดวงตากลมโตมองบ้านหลังใหญ่อย่างตื่นเต้น เกิดมาสิบปีนี่เป็ครั้งแรกที่มาลารินได้เห็นบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ด้วยตาของตัวเอง
“เราจะมาอยู่ที่นี่กันเหรอแม่?”เด็กหญิงเงยหน้าถามแม่
ขวัญเรือนพยักหน้า ดวงตาของหญิงสาวยังมีร่องรอยเศร้าเพราะเพิ่งจะสูญเสียแม่ไปไม่นาน สามีก็มาด่วนจากไปเพราะอุบัติเหตุแต่ยังโชคดีที่เพื่อนเก่าของแม่ อย่างสมจิตรได้ชักชวนให้เธอมาทำงานเป็แม่บ้านด้วยกันที่นี่
“จำไว้นะลาริน อย่าซนแม่บอกอะไรต้องเชื่อฟัง เข้าใจมั้ย” เสียงของแม่ที่ดังขึ้นทำให้เด็กหญิงพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ
ประตูรั้วลายวิจิตรเปิดออกช้า ๆพร้อมกับเสียงฝีเท้าของหญิงวัยกลางคนในชุดแม่บ้านสีเรียบดูสะอาดสะอ้านเดินออกมาท่าทางคล่องแคล่วและดูใจดี
“มากันแล้วเหรอ”
เสียงของสมจิตรดังขึ้นหล่อนเป็แม่บ้านคนเก่าแก่ ทำงานที่บ้านหลังนี้มาั้แ่ผมสีดำจนตอนนี้ผมกลายเป็สองสีแล้ว
“สวัสดีจ้ะป้าจิตร”ขวัญเรือนยกมือไหว้อย่างสุภาพ
“ไหว้พระเถอะลูก” สมจิตรพูดอย่างใจดีมองเด็กหญิงที่อยู่ข้างกายขวัญเรือน “นี่ลูกสาวเอ็งใช่มั้ย ไม่เจอกันนานโตขนาดนี้แล้ว ชื่ออะไรนะ ยายลืมซะแล้ว”
“สวัสดีค่ะยายจิตร “หนูชื่อลารินอยู่ปอสี่ค่ะ” มาลารินยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อมแม้จะเจอสมจิตรเพียงไม่กี่ครั้งตอนอีกฝ่ายกลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัดแต่เธอก็จำอีกฝ่ายได้ขึ้นใจ
สมจิตรยิ้มให้เด็กหญิงอย่างเอ็นดูก่อนจะพาสองแม่ลูกเข้าไปข้างใน เพื่อแนะนำตัวกับเ้าของบ้าน ซึ่งก็คืออนงค์
ภายในห้องนั่งเล่นโปร่งโล่งด้วยเพดานสุงและหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติได้เต็มที่หญิงสูงวัยในชุดผ้าไหมสีอ่อนนั่งอยู่บนโซฟา หันมามองแขกใหม่ด้วยสีหน้าราบเรียบ
“คุณท่านคะ นี่ขวัญเรือนกับลูกสาวคนที่ดิฉันเรียนเสนอไว้ให้มาทำงานค่ะ” สมจิตรกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ขวัญเรือนยกมือไหว้อนงค์อย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะคุณท่าน ดิฉันชื่อขวัญเรือนนี่ลูกสาวของดิฉัน ชื่อมาลารินค่ะ ต้องขอบพระคุณคุณท่านมากนะคะที่เมตตาให้โอกาสลารินไหว้คุณท่านสิลูก” ขวัญเรือนสะกิดลูกสาวเบา ๆ
มาลารินรีบยกมือไหว้ดวงตากลมใสสบกับสายตาลึกซึ้งของอนงค์แวบหนึ่งก่อนจะรีบหลบตาด้วยเพราะความเกรง
อนงค์ยิ้มบาง ๆ มองสองแม่ลูกอย่างพินิจ“ขวัญเรือน หน้าตาสะสวยดีนะ”
“ขอบพระคุณค่ะคุณท่าน”ขวัญเรือนยกมือไหว้ ก้มหน้าอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
อนงค์พยักหน้าเบา ๆแล้วหันมายิ้มให้เด็กหญิงอย่างเอ็นดู “ชื่อมาลารินใช่มั้ย?”
มาลารินเงยหน้าขึ้นสบตากับอนงค์เด็กหญิงยังรู้สึกเกร็ง ๆ
“คุณท่านถามก็ตอบสิลาริน”สมจิตรสะกิดบอกมาลาริน
“หนูชื่อมาลารินค่ะ” เด็กหญิงตอบเสียงแ่อย่างไม่มั่นใจ
“หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มเชียวโตขึ้นคงจะสวยเหมือนแม่ อายุเท่าไหร่ล่ะ เรียนอยู่ชั้นอะไรแล้ว” อนงค์ถามเสียงนุ่มนวล
“สิบขวบค่ะ อยู่ปอสี่ กำลังจะขึ้นปอห้า”
อนงค์ยิ้มอย่างเอ็นดู เธอมีหลานสาวคนหนึ่งที่อายุเท่ากับมาลาริน คิดว่าคงจะเป็เพื่อนเล่นกันได้
“เอาล่ะสมจิตร พาพวกเค้าไปดูห้องพักแล้ววันพรุ่งนี้ก็เริ่มงานได้เลย”
ขวัญเรือนยิ้มออกมาด้วยความดีใจที่อนงค์รับเธอเข้าทำงานเธอรีบก้มกราบขอบคุณอนงค์ทั้งน้ำตา มาลารินเห็นก็รีบทำตามแม่ของเธอ
สมจิตรพาสองแม่ลูกเดินออกมาแต่ยังไม่ทันพ้นมุมโถงกลางบ้าน เสียงสดใสของชลธิชา หลานสาวคนเล็กของบ้านสุรีย์ฉายที่เพิ่งกลับมาจากเรียนพิเศษก็ดังขึ้น
“กลับมาแล้วค่า”
ชลธิชาหยุดชะงักมองคนแปลกหน้าทั้งสองคน แต่ก่อนที่เธอจะเอ่ยถามอะไร เสียงฝีเท้าของชวลิตเด็กหนุ่มวัยสิบห้า ผู้เป็พี่ชายของเธอก็เดินมาข้างหลัง
“แม่บ้านคนใหม่เหรอครับป้าจิตร?”เด็กหนุ่มถามขึ้น ดวงตาคู่คมของเขามองสองแม่ลูกแล้วก็สบเข้ากับดวงตากลมโตของมาลารินที่มองมาที่เขาพอดี
“ใช่ค่ะคุณต้น” สมจิตรตอบ“นี่ขวัญเรือนกับลูกสาวค่ะ ชื่อมาลาริน พึ่งมาถึงวันนี้ค่ะ”
ขวัญเรือนยิ้มบาง ๆให้กับเด็กหนุ่มและเด็กหญิงวัยสิบขวบ ผู้เป็เ้านายของเธอทั้งสอง
ชลธิชายกแขนขึ้นกอดอก หรี่ตามองสองแม่ลูกอย่างระแวงเพราะแม่บ้านคนก่อนหน้านี้ถูกไล่ออกไปเพราะขโมยของ
“หวังว่าจะไม่ขี้ขโมยเหมือนป้าตุ๊กหรอกนะถ้าขโมยของแม่เรา เราจะแจ้งตำรวจจับให้หมดเลยคอยดู”
“เต้ย”ชวลิตปรามน้องสาวเบา ๆ
ขวัญเรือนได้แต่ยิ้มเจื่อนแต่มาลารินรู้สึกไม่พอใจ
“พวกเราไม่ใช่ขี้ขโมยสักหน่อย”
สายตาทุกคู่หันไปมองมาลารินไม่มีคาดคิดว่าเด็กหญิงท่าทางซื่อ ๆ จะกล้าพูดแบบนั้น
“ลาริน” ขวัญเรือนแตะแขนลูกสาวเบา ๆเป็เชิงปราม “ไม่เอาลูก”
“ถ้าไม่ใช่จะร้อนตัวทำไม!” ชลธิชาใช้เสียงที่ดังขึ้นข่ม “เธอสองคนเป็พวกขี้ขโมยใช่มั้ยเราจะแจ้งจำตัวจับเข้าคุกให้เข็ดเลย!”
มาลารินทำท่าจะเถียงกลับแต่เห็นสายตาตำหนิของแม่เธอก็เงียบปากลงทันที
“ขอโทษคุณหนูเดี๋ยวนี้”ขวัญเรือนออกคำสั่งเสียงเข้ม ดันหลังลูกสาวไปตรงหน้าชลธิชา
มาลารินทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แต่ขณะที่เธอกำลังจะยกมือไหว้ เสียงของชวลิตก็ดังขึ้น
“ไม่ต้องหรอก” เด็กหนุ่มเอ่ย ก่อนจะหันทางน้องสาว“เราน่ะ มานี่เลย ว่าคนอื่นได้ยังไง”
เด็กหนุ่มดึงหูกระเป๋าสะพายลากชลธิชาออกไปเธอหันมามองมาลารินอย่างคาดโทษ
“ทีหลังอย่าเป็แบบนี้นะลาริน”ขวัญเรือนเอ่ยกับลูกสาวอย่างจริงจัง
มาลารินเม้มปากแน่นกระบอกตาร้อนผ่าวเหมือนจะร้องไห้ออกมา
“ลารินเอ๊ย ฟังยายนะ ทุกคนที่นี่คือเ้านายของเราจะเถียงไม่ได้ ถ้าเอ็งรักแม่ ไม่อยากให้แม่เอ็งไม่สบายใจ ต้องเชื่อฟังยายนะ”สมจิตรเอ่ยอย่างหวังดี เพราะอยากให้สองแม่ลูกอยู่ที่นี่ได้อย่างราบรื่น
มาลารินเหลือบมองเธอเห็นร่องรอยความอ่อนล้าที่สะสมเธอก็พยักหน้าและรับปากกับแม่และสมจิตรว่าตนเองจะเป็เด็กดี
สมจิตรพาสองแม่ลูกมายังบ้านหลังเล็กที่อยู่ด้านในสุดตรงนี้ค่อนข้างเงียบสงบ เพราะแม่บ้านคนอื่น ๆรวมถึงสมจิตรจะพักอยู่เรือนพักด้านหน้ากันหมด
“ทำไมเงียบจังล่ะป้า” ขวัญเรือนเอ่ยขึ้น
“คุณท่านเห็นว่าเอ็งมีลูกมาด้วยก็เลยให้มาอยู่ที่นี่ เรือนข้างหน้าห้องมันแคบกว่า”
“คุณท่านเมตตาจริง ๆ”ขวัญเรือนเอ่ยอย่างซึ้งใจ
สมจิตรเปิดประตูไม้สีอ่อนที่มีรอยถลอกบางๆ ตรงขอบบาน กลิ่นสะอาดของผ้าปูที่นอนลอยแตะจมูก
“เข้ามาสิ เอ็งสองคนพักห้องนี้ป้าทำความสะอดาไว้แล้ว เข้าอยู่ได้เลย”
ขวัญเรือนจูงมือลูกสาวเข้ามาในบ้านหลังเล็กมีห้องน้ำในตัว มีเตียงกว้างวางชิดผนัง พร้อมกับตู้เสื้อผ้า โต๊ะหนังสือทั้งหมดถูกทำความสะอาดไว้อย่างเรียบร้อย
“เตียงนุ่มมากเลยแม่”มาลารินะโขึ้นไปบนเตียงอย่างมีความสุข
“เอาเลยลูก ห้องนี้เป็ของเอ็งแล้ว”สมจิตรเอ่ยอย่างเอ็นดู แล้วหันมาหาขวัญเรือน “เอ็งกับลูกพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้จะได้เริ่มงานตั้งใจล่ะ อีกสามเดือนมาดูกันว่าคุณท่านจะให้เอ็งอยู่ยาวหรือเปล่า”
“จ้ะป้า ฉันจะตั้งใจทำงานทำหน้าที่ของตัวเอง จะไม่ให้เสียถึงป้าเลย”
เมื่อสมจิตรออกไปขวัญเรือนก็หันมามทางลูกสาวของเธอเผลอหลับไปแล้ว เพราะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
หน้าต่างบานเล็กถูกเปิดออกขวัญเรือนสูดหายใจลึก สายลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามาทำให้เธอรู้สึกและมีกำลังใจราวกับว่ามันกำลังนำความหวังมาสู่ชีวิตของเธอกับลูก...