“คุณปู่สบายดีกำลังจะออกมาจากการฝึกตนแล้วค่ะ”
หานเซี่ยวยี่อธิบายเรียบๆเธอสามารถทำตัวเย่อหยิ่งขนาดไหนก็ได้ในที่แห่งนี้เพราะมีปู่ที่เป็ตัวตนระดับปรมาจารย์สนับสนุนอยู่ข้างหลัง
ด้านหลังของเธอมีบอดี้การ์ด3 คนที่แต่ละคนล้วนมีพลังในระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งทั้งสิ้น
สำหรับคุณหนูคุณชายจากตระกูลเหล่านี้คงมีแค่เธอและคนอีก 3 ตระกูลเท่านั้นที่จะสามารถมีผู้ติดตามเป็ผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธ์หลายคน
หนึ่งคือตระกูลหานที่อยู่ในภาคตะวันออก
สองคือตระกูลเซี่ยในภาคเหนือ
ส่วนในภาคตะวันตกก็มีตระกูลจู
และสุดท้ายคือตระกูลกัวที่อาศัยอยู่ในภาคใต้
ทั้ง 4ตระกูลนี้มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง ก็คือพวกเขามีผู้ฝึกตนระดับ “ปรมาจารย์”อยู่ในตระกูลทำให้ความแข็งแกร่งและอิทธิพลแผ่กระจายดึงดูดให้ผู้ฝึกตนที่ระดับต่ำลงมาเข้าร่วมหรือสวามิภักดิ์จนได้ชื่อเรียกรวมกันว่าเป็ 4 ตระกูลใหญ่
ถ้าไม่ใช่ตระกูลถังมีอิทธิพลอยู่พอสมควรทั้งยังเป็ตระกูลนักปรุงโอสถหานเซี่ยวยี่ก็คงจะไม่มองตระกูลถังอยู่ในสายตาด้วยซ้ำไป
นั่นคืออิทธิพลของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็“ปรมาจารย์”
และเป็เหตุผลว่าทำไมตระกูลถังถึงปฏิบัติตัวต่อไป่ฟานเซียนอย่างเคารพทั้งยังอยากจะใกล้ชิดกับนางเพิ่มขึ้นสักนิดก็ยังดี
“แล้วเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันครับคุณพ่อ?”
ถังซื่อหยวนหันไปถามบิดาที่แม้แต่ในตอนนี้ก็ยังทำหน้าถมึงทึง
“ไม่มีอะไรแค่พวกนี้มันพูดไร้สาระน่ะ” ถังเทียนจี๋ที่สงบสติอารมณ์ลงมาได้แล้วแต่สายตายังคงจับจ้องไปที่แขกทั้งสามคน
“ไร้สาระที่ไหนกันผู้เฒ่าถัง” อี้ฟานที่อยู่ใกล้สุดหัวเราะร่วน
“พวกเราแค่อยากจะขอชมสมบัติ สักหน่อยแค่นั้นเอง”
“เ้าชิ้นที่แผ่แรงกดดันออกมาเมื่อคืนน่ะนะ...”
ถังซื่อหยวนเข้าใจในทันทีว่าคนพวกนี้มาเพราะเื่อะไร
เป็อย่างที่เขาคาดการะเิพลังของโอสถระดับ 5จนเหล่าผู้ฝึกคนสามารถัักันได้ทั่วทั้งเมืองเมื่อวานนี้คงจะดึงดูดความสนใจของตระกูลใหญ่เหล่านี้
แต่คนพวกนี้นับว่าหูตาไวไม่น้อยเพียงคืนเดียวก็รู้ได้ว่ากลิ่นอายที่ะเิออกไปมีจุดศูนย์กลางมาจากตระกูลถัง
“...พวกเราไม่มีสมบัติอะไรนั่นหรอก”
ถังซื่อหยวนย่อมไม่มีทางบอกแน่ว่าสาเหตุนั้นมาจากไป่ฟานเซียน
“ซื่อหยวนอย่ามาปิดบังกันเลย เมื่อวานตอนที่เกิดเหตุการณ์ไม่ว่าใครก็รู้ตัวกันทั้งนั้น”ติงคังิกดดันต่อ แม้ว่าที่ริมฝีปากจะมีรอยยิ้มแต่สายตาของเขาที่จ้องมามันเต็มไปด้วยความโลภ
“ผมไม่ได้ปิดบังจริงๆตระกูลถังจะไปมีสมบัติหรือของวิเศษที่มีค่าขนาดนั้นได้ยังไง”ถังซื่อหยวนถอนหายใจและทำท่าเป็เชิงยอมแพ้
“นั่นไม่เป็ไรขอให้พวกเราตรวจสอบบ้านตระกูลถังสักหน่อยก็พอ”
หานเซี่ยวยี่พูดออกมาด้วยความถือดีซึ่งประโยคนั้นทำให้ถังซื่อหยวนตากระตุก
“คุณหนูหาน...นั่นออกจะมากเกินไปนะ”
อย่าว่าแต่ตระกูลถังเลยหากเอาประโยคนั้นไปพูดกับคนธรรมดาก็ยังถูกโกรธใครบ้างที่อยู่ๆจะยอมให้คนแปลกหน้าเข้ามารื้อค้นในบ้านตัวเองได้กัน
ทั้งยังรู้แล้วด้วยว่าคนที่มานั้นเจตนาไม่ดีย่อมไม่มีทางที่จะยินยอม
“ลุงถังอย่ามาทำให้เื่นี้มันเสียเวลากันเลยดีกว่าน่า” อี้ฟานอยู่ๆก็เปิดปากพูด
“ยิ่งช้าไปจะยิ่งวุ่นวายนะวันนี้คงจะมีคนมาเยี่ยมบ้านตระกูลถังอีกเยอะเชียวล่ะ”
คำพูดของอี้ฟานคล้ายจะเป็คำขู่กลายๆ
“เพราะงั้นถ้ารู้กันแค่ 4 ฝ่ายตอนนี้ทุกอย่างมันจะจัดการง่ายขึ้นนา...”
คำพูดของเขาสามารถตีความได้อีกอย่าง
นั่นคือถ้ายอมแบ่งสมบัตินั่นให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่เสียั้แ่ตอนนี้จะได้ไม่มีปัญหาทีหลังถ้ามีคนรู้เื่มากขึ้น
“ใช่แล้วตระกูลถังอย่าโลภไปหน่อยเลย สมบัติที่แผ่แรงกดดันออกมาได้แบบนั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็สมบัติระดับ5 ใช่ไหม?”
ติงคังิถามขึ้นมาดื้อๆ
“อย่างที่คุณชายอี้บอกนั่นแหละถ้าตระกูลถังยอมแบ่งปันมันให้พวกเราด้วย รับรองเลยว่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้วตระกูลติงจะถือว่าเป็พันธมิตรของตระกูลถังในอนาคต” เขาเอ่ยข้อเสนอออกมาซึ่งคนหัวธุรกิจอย่างถังซื่อหยวนถึงกับแค่นเสียงดังเหอะออกมา
พันธมิตรในอนาคต?
นั่นไม่ต่างอะไรกับสัญญาปากเปล่ามันเหมือนพวกเขายกสมบัติให้ฟรีๆ!
ตระกูลติงคิดว่าเขาโง่มากกระมัง?
“เช่นเดียวกันตระกูลหานจะถือว่าตระกูลถังเป็สหายที่ดีในอนาคต” หานเซี่ยวยี่เองก็เริ่มกดดันมาเช่นกันเพียงแต่ความกดดันจากตระกูลหานแน่นอนว่ามากกว่าตระกูลติงหลายเท่า
“แน่นอนว่านี่เป็ความประสงค์ของคุณปู่”หานเซี่ยวยี่เผยรอยยิ้มที่มุมปาก“ถ้าตระกูลถังปฏิเสธไม่รู้ว่าคุณปู่จะว่ายังไงบ้างนะ?”
หานเซี่ยวยี่ปล่อยไพ่ตายออกมา!
ความประสงค์ของตัวตนระดับปรมาจารย์!
แค่ชื่อของระดับปรมาจารย์อย่างเดียวอาจจะไม่สามารถกดดันตระกูลถังได้แต่นั่นเป็ตระกูลหาน ตระกูลที่มีผู้ฝึกตนใต้สังกัดมากที่สุดในภาคตะวันออกแห่งนี้!
ถ้าตระกูลถังปฏิเสธแน่นอนว่าย่อมทำให้ตระกูลหานไม่พอใจและนั่นหมายถึงผู้ฝึกตนจำนวนหนึ่งในภาคตะวันออกนี้จะพร้อมเป็ศัตรูกับตระกูลถังทันทีเพื่อเอาใจตระกูลหาน
ถังซื่อหยวนเครียดทันทีส่วนหนึ่งก็เพราะแรงกดดันจากภายนอก
อีกส่วนหนึ่งเป็เพราะตระกูลถังไม่มีสมบัติที่ว่านั่นต่างหาก!
สมบัตินั่นคือโอสถของไป่ฟานเซียนทั้งยังถูกถังเย่เย่กินเข้าไปเพื่อรักษาชีวิตไปแล้วแล้วถังซื่อหยวนจะทำอย่างไรได้นอกจากการปฏิเสธ
“...ตระกูลถังไม่มีสมบัตินั่นจริงๆ”
ถังซื่อหยวนถอนหายใจเขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้เชื่อ
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราคงต้องรุนแรงกันสักหน่อย...”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหานเซี่ยวยี่หายไปในทันทีเธอหันไปส่งสัญญาณกับบอดี้การ์ดทั้งสาม
“ค้นให้ทั่ว ไม่ว่าจะเจออะไรก็รายงานมาให้หมดตระกูลหานจะรับผิดชอบเอง”
หญิงสาวสั่งการด้วยท่าทีเย่อหยิ่งทั้งยังดูจะพอใจเป็อย่างยิ่ง
“...อย่าให้มันเกินไปนัก!”
ถังเทียนจี๋ที่เป็นายใหญ่ของตระกูลถังะเิลมปราณในระดับจอมยุทธ์ขั้น6 ออกมาด้วยความเดือดดาลหานเซี่ยวยี่ที่ทำตัวหยิ่งผยองเมื่อครู่กลายเป็หน้าซีดลงมาหลายส่วน
อย่างไรพลังฝึกตนของนางก็ยังอยู่แค่ผู้ฝึกตนขั้น8
ที่ทำเป็เก่งได้ก็เพราะบารมีของปรมาจารย์หานจุนโป๋และบอดี้การ์ดที่เป็จอมยุทธ์ขั้น1 ทั้งสิ้น
เมื่อมาเผชิญกับกระแสลมปราณที่ไหลทะลักออกมากดดันของถังเทียนจี๋ในห้องนี้ไม่มีใครกล้าที่จะขยับตัว
แม้แต่ติงคังิที่มีพลังฝึกตนน้อยกว่าเพียงขั้นเดียวยังรู้สึกกดดันจนตัวสั่นขึ้นมาเล็กๆ
ยิ่งระดับสูงขึ้นเท่าไรระยะห่างระหว่างพลังก็จะยิ่งมากตามดังนั้นแม้ว่าพลังฝึกตนของติงคังิจะอยู่ถึงจอมยุทธ์ขั้น 5แต่เมื่อัักับแรงกดดันเต็มกำลังของถังเทียนจี๋ เขาเองก็ยังต้องเหงื่อตกเหมือนกัน
“นายใหญ่มีคนของกองทัพมาขอพบครับ!”
ก่อนที่เื่ราวมันจะบานปลายคนรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในห้องรับแขกด้วยท่าทางหืดหอบ เขารีบมารายงานนายใหญ่ของบ้านเพราะกลัวว่าจะเป็เื่ใหญ่
การที่มีพวกเ้าหน้าที่ของรัฐบาลหรือกองทัพมาวุ่นวายไม่เคยจะมีเื่ดีเลยสักครั้ง
“...ใครกัน?”
“พวกเขาบอกว่าเป็คนของหน่วยเหยี่ยวดำอยากจะขอพบกับนายใหญ่ครับ”
“เหยี่ยวดำ?”
ถังเทียนจี๋สลายแรงกดดันจากลมปราณออกไปจนคนในห้องเริ่มหายใจได้สะดวกโดยเฉพาะเหลียงจงซินที่ตามคุณชายอี้มาที่แม้แต่ตอนนี้ก็ยังขาสั่นระริก
เขาไม่เคยเจอกับอะไรแบบนี้มาก่อน!
เขาเป็แค่คุณชายจากตระกูลระดับรองๆในเมืองนี้ที่มาติดตามคุณชายอี้ก็เพราะคำสั่งของบิดา ที่สำคัญคือเขาเป็คนธรรมดา
แม้จะรู้เื่ผู้ฝึกตนแต่เขายังไม่เคยัักับความโกรธของตัวตนระดับจอมยุทธ์เลยสักครั้ง
แรงกดดันที่ปล่อยออกมามันทำให้ลมหายใจของเขาติดขัดขาทั้งสองสั่นระริกไม่สามารถขยับได้แม้สักก้าวเขารู้สึกเหมือนถ้าเขาส่งเสียงออกไปจะถูกฆ่าทันที
“ให้พวกเขาเข้ามา...”ถังเทียนจี๋สั่งการ ไม่นานคนรับใช้ก็พาคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาในห้องรับแขกแห่งนี้ทำให้ห้องที่เคยดูโอ่โถงแคบลงไปถนัดตา
กลุ่มคนที่เดินเข้ามาถ้าไป่ฟานเซียนมาเห็นก็คงจะแปลกใจเพราะพวกเขาคือผู้ฝึกตนกลุ่มที่ไป่ฟานเซียนเคยพบที่ร้านขายยาซึ่งนางนำโสมร้อยปีไปขายนั่นเอง
พวกเขามากัน 4คนคนที่นำหน้ามาดูเหมือนจะเป็หัวหน้าเพราะเขามีพลังฝึกตนมากที่สุดคือจอมยุทธ์ขั้นที่5 ที่สำคัญคือพวกเขาทุกคนมีสัญลักษณ์รูปปีกสีเงินติดอยู่ที่หน้าอกกันหมด
เมื่อมาถึงคนที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าของกลุ่มก็แจ้งจุดประสงค์อย่างไม่ลังเล
“สวัสดีนายใหญ่ตระกูลถังขออภัยที่มารบกวน แต่ผมมาที่นี่ด้วยคำสั่งของกองทัพ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและดังฟังชัดบุคลิกของเขาเหมือนกับนายทหารที่มีระดับซึ่งอยู่ในกองทัพอย่างยิ่ง
“มีอะไรรึ?”ถังเทียนจี๋ถามอย่างแปลกใจ
“เมื่อวานนี้มีการตรวจพบสมบัติที่คาดว่าจะเป็อันตรายบริเวณนี้ขอรบกวนตระกูลถังให้ความร่วมมือกับเราด้วย”
คำตอบของเขาทำให้ถังซื่อหยวนที่ฟังอยู่ด้านข้างขมวดคิ้ว
พวกกองทัพเองก็จมูกไวเหมือนกันรึ?
แต่ก็ไม่แปลกเพราะสายข่าวของกองทัพได้ชื่อว่าเป็ที่สุด ที่พวกเขาพึ่งจะมาปรากฏตัวก็คงจะเป็เพราะไม่จำเป็ต้องรีบร้อนอะไรเหมือน3 ตระกุลที่รีบมาก่อนหน้า
เพราะพวกเขาสามารถอ้างอำนาจของกองทัพแล้วนำสมบัติใดๆที่พบไปได้ง่าย!
ส่วนทั้งสามตระกูลที่อยู่ในห้องรับแขกอยู่แล้วถึงกับกัดฟันกรอดพวกเขาอุตส่าห์รีบเร่งมาแต่เช้าเพราะกลัวว่าจะถูกตระกูลอื่นแก่งแย่งไปก่อนแต่ที่สำคัญคือพวกกองทัพและรัฐบาลต่างหากที่เป็ตัวปัญหา!
“พวกเราไม่มีสมบัติอะไรนั่นหรอก...”ถังเทียนจี๋ถอนหายใจแล้วตอบ ไม่รู้ว่าวันนี้เขาพูดคำนี้ไปกี่รอบแล้ว
“นั่นไม่เป็ไรขอแค่ตระกูลถังยอมให้ความร่วมมือ พวกเราสัญญาว่าจะไม่ทำให้สิ่งใดเสียหาย”คำพูดของชายที่เหมือนจะเป็หัวหน้าหน่วยช่างคล้ายคลึงกับ 3ตระกูลก่อนหน้านี้อย่างยิ่ง เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ต่างกับอีก 3ตระกูลที่มีรอยยิ้มแปลกๆที่มุมปากแล้วหันไปส่งสัญญาณให้คนของตัวเองเตรียมพร้อม
ในเลาที่กองทัพเริ่มเคลื่อนไหวพวกเขาก็จะให้คนของตนเข้าไปผสมโรงด้วยเช่นกัน!
“...คิดว่าฉันจะยอมงั้นรึ?”ถังเทียนจี๋ะเิลมปราณออกมาอีกครั้งแต่หัวหน้าหน่วยของเหยี่ยวดำกลับยืนต้านด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ไม่เกี่ยวว่าพวกคุณจะยอมหรือไม่เพราะพวกผมเริ่มสำรวจไปแล้ว”
ในวินาทีนั้นเองพวกเขาก็ได้ยินเสียงใของสาวใช้หลายคนดังออกมาจากในบ้านแต่สิ่งที่ทำให้ถังเทียนจี๋และถังซื่อหยวนหน้าซีดก็คือพวกเขาได้ยินเสียงของถังซินหลานและเสียงร้องไห้ของถังเย่เย่ผสมมากับเสียงเ่าั้ด้วย!