bloodbath หนี้เลือดตระกูลซือ

    บทที่3 วิธีเดินทาง

    นับจากยุคบรรพกาลจวบจนปัจจุบัน ประกาศิตฟ้าได้บัญชาให้แผ่นดินแห่งนี้พังทลายและดับสิ้น หากแต่โลกหล้าก็ได้บังเกิดผู้ฝืนลิขิตฟ้า ทำการเปลี่ยนสวรรค์แปลงบัญชา ปฐพีให้กำเนิดทารกน้อยนามว่าหนิงเทียน ทารกผู้ซึ่งไม่มีที่มาและที่ไปชัดเจนถูกรับเลี้ยงจากยอดฝีมือปลุกปั่นจนกลายเป็นอัจฉริยะวัยเยาว์
    หนิงเทียนฝึกฝนจนเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านบุ๋นและบู๊ ชำนาญเพลงกระบี่ ว่องไว้ด้วยท่าเท้า อัดแน่นลมปราณ ลึกล้ำด้วยพลังแห่งธาตุ อีกทั้งมันยังรอบรู้ด้านโอสถรักษา เชี่ยวชาญวิธีใช้พิษนับหมื่น หนิงเทียนเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ไปทั่วแผ่นดิน พิชิตภารกิจที่ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ ได้รับการยอมรับจากราชาแห่งประจิม และอภิเษกสมรสกับสตรีที่งดงามที่สุด อวยยศเป็นราชบุตรเขยเลี่ยหลิง*(ระฆังทอง) เข้าร่วมการประลองพันศาสตรา กลายเป็นอันดับหนึ่งเหนือผู้ใช้อาวุธทั่วหล้า มันเอาตัวเข้าหยุดสงคราม 'มารสยบนิรันดร์' บุกบั่นเข้านิกายเอกโลหิต คร่าสังหารผู้รักษาการ ควบรวมแผ่นดินภาคกลาง บุกฝ่าดินแดนต้องห้าม เอาชนะสงครามแดนเหนือ และนำพามวลมนุษย์ให้อยู่รอดในสงครามสามเผ่าพันธุ์
    หนิงเทียนสามารถเอาชนะสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุด ชายผู้ใกล้เคียงกับพระเจ้าด้วยความสามารถทั้งหมดที่มี ลมปราณในร่างถูกใช้ออกในศึกชี้ชะตา จนสุดท้ายตัวเองต้องกลายเป็นคนธรรมดาไป หากแต่ตำนานเหล่านั้นก็ได้สืบทอดกล่าวขานไปจนชั่วลูกชั่วหลาน ถึงชื่อของยอดวีรบุรุษ นาม หนิงเทียน
    ........
    ท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดผ่านตามการเวลา ร่างของชายชราสวมใส่ชุดเฉกเช่นชาวบ้าน ทะยานร่างมุ่งตรงไปข้างหน้า ภายใต้ความธรรมดาของชายผู้นี้ อีกหนึ่งตำแหน่งของมันคือ ราชาเพียงหนึ่งเดียวของสามเผ่าพันธุ์ อดีตประมุขสมาคมการค้าที่ใหญ่ที่สุด นาม หนานกงไห่อี้ และการที่ผู้ยิ่งใหญ่อย่างผู้นำของดินแดนสวรรค์สามเผ่าพันธ์ เดินทางมาด้วยตัวเองเช่นนี้ เป็นเพราะคำขอร้องจากวีรบุรุษของแผ่นดิน
    “อาจารย์ ท่านรอข้าด้วย ถึงข้าจะเป็นประมุขใหญ่ของสมาคมการค้า แต่ระดับการบ่มเพาะของข้าแตกต่างจากท่านอยู่มากโข” บุรุษหนุ่มผู้สวมใส่อาภรณ์สลักลายพยัคฆ์สีทอง ประดับประดาด้วยเพชนนิลจินดาทั่วทั้งตัว ร้องตะโกนให้อีกฝ่ายชะลอฝีเท้า
    หนานกงไห่อี้ปลายหางตามองศิษย์ที่อยู่ด้านหลังและกล่าว “เพราะเจ้าตัวมัวแต่ใส่ของหนักๆแบบนั้นไงละ ถึงได้ตามข้าไม่ทัน”
    บุรุษหนุ่มยิ้มแห้งๆ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเขินอาย “อาจารย์ข้าแค่แต่งตัวให้สมกับฐานะต่างหาก ไม่ได้ชื่นชอบในเพชรนิลเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย” ประมุขแห่งสมาคมการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนแดนสวรรค์ มันผู้นี้มีนามว่าจินเหล่าต้า และการออกจากสมาคมการค้าครั้งนี้ เป้าหมายคือการช่วยหนิงเทียนผู้เปรียบเสมือนพี่ชายแก้ไขปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น

    เมื่อทั้งสองเดินทางมาถึงบ้านไม้กลางหุบเขา อัญมณีแห่งหงหยวนผู้มีรูปโฉมงดงามสะคราญตาและเสี่ยวซวงผู้งดงามดุจปะติมากรรมน้ำแข็ง ได้ออกมาต้อนรับทั้งคู่
    ทั้งสี่คนทักทายกันด้วยความคุ้นเคยก่อนจะเป็นชิงอิ๋งที่กล่าววาจาเข้าเรื่อง “ผู้อาวุโสไห่อี้ ข้าได้อธิบายเรื่องราวผ่านหยกสื่อสารไปบ้างแล้ว ไม่ทราบว่าท่านมีความเห็นอย่างไร??”
    ได้ยินเช่นนั้นหนานกงไห่อี้ครุ่นคิดพร้อมกล่าวตอบ “ก่อนจะมาหาพวกท่าน ข้าได้ทำการสำรวจเขตหวงห้ามอย่างละเอียด กระทั่งได้ทดลองด้วยชีวิตของนักโทษสิบคน หากแต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด วันนี้จึงเร่งเดินทางมาเพื่อปรึกษาหารือกับพวกท่าน”
    จินเหล่าต้าหันซ้ายมองขวาและกล่าว “พี่สะใภ้ทั้งสอง แล้วพี่ชายหนิงอยู่ที่ใดละ??”
    “ผู้นำไห่อี้ ปัญญาที่ว่าคือเรื่องใดหรือ??” น้ำเสียงของบุรุษดังออกมาจากหลังประตู หนิงเทียนในวัย30ก้าวเดินออกมา มันได้ส่งยิ้มให้แก่เหล่าต้าผู้เป็นเสมือนน้องชายแทนคำทักทาย“วันนี้เป็นหน้าที่ข้าในการกล่อมบุตรเข้านอน จึงออกมาต้อนรับพวกท่านช้า ต้องขออภัยด้วย”
    จินเหล่าต้าฉีกยิ้มกว้าง “ผู้ปราบราชาอสูรเทพเถ้าอู้ ตอนนี้อยู่ในโหมดคุณพ่อไปซะแล้ว”
    เมื่อหนานกงไห่อี้ทักทายหนิงเทียนเสร็จ มันจึงกล่าวเข้าเรื่อง “หลังจากที่ทราบว่า ท่านต้องการข้ามผ่านมิติที่เปิดออก ข้าจึงทำการทดสอบความมั่นคง ความแข็งแรงและม่านพลังที่กั้นขวางอยู่ ในเรื่องความมั่นคง คาดว่ามิตินี้สามารถทนทานสภาพลมปราณได้นานนับร้อยๆปี”
    ได้ยินดังนั้น สิ่งที่ชิงอิ๋งเป็นห่วง ก็คือด้านความแข็งแกร่ง หากความแข็งแกร่งไม่มากพอ มิติแห่งนี้หายไปในระหว่างที่หนิงเทียนอยู่อีกโลกหนึ่งละก็ เท่ากับเป็นการปิดกั้นเส้นทางกลับมา “ผู้อาวุโสไห่ ด้านความแข็งแกร่งไม่มีปัญหาใช่หรือไม่??”
    หนานกงไห่อี้พยักหน้าขึ้นลง “ถูกต้อง ด้านความแข็งแกร่งก็ไม่มีปัญหา แม้แต่ความแข็งแกร่งของผู้นำอสูรเทพ หวงหลง ก็ไม่สามารถทำลายมิติแห่งนี้ให้พังทลายได้ ติดเพียงแต่ ทางด้านม่านพลังที่ปิดกั้นมิติแห่งนี้คล้ายจะเป็นปัญหาใหญ่ พวกเราได้ทดสอบนักโทษสิบคน ที่มีพลังจากทั้ง10ดินแดน ผู้แข็งแกร่งจากดินแดนผู้วิเศษไปจนถึงดินแดนนักรบไม่มีผู้ใดสามารถข้ามไปแม้ปลายนิ้ว แต่ที่น่าแปลกคือนักโทษที่อยู่ในดินแดนลมปราณที่อ่อนแอที่สุด อย่างมนุษย์กลับมีแนวโน้มว่าจะผ่านข้ามไปได้”
    “มีแนวโน้มว่าจะผ่านไปได้??” ชิงอิ๋งกล่าวย้ำด้วยความสงสัย
    “เก้าคนร่างกายแตกสลายเมื่อสัมผัสถูกอณูลมปราณที่ปกคลุมเส้นทาง มีเพียงผู้ฝึกตนในดินแดนมนุษย์ที่สามารถผ่านเข้าไปได้ แต่ก็ยังไม่สำเร็จเมื่อกระบวนการดำเนินไปเพียงครึ่ง ร่างกายส่วนบนของนักโทษคนนั้นถูกตัดขาดเป็นสองส่วนด้วยของเหลวสีแดง”
    น้ำเสียงของหนิงเทียนดังเรียบ “ประมุขไห่ทราบเหตุผลนี้หรือไม่??”
    หนานกงไห่อี้ส่ายหน้า “ข้ายังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัด เร่งเดินทางมาวันนี้ เพื่อทดสอบอะไรบ้างอย่าง เพียงแต่การทดสอบอาจสร้างความเสียหายให้ราชบุตรเขยที่ไร้ลมปราณอยู่ในตอนนี้”
    ชิงอิ๋งและเสี่ยวซวงประสานเสียงด้วยความเป็นห่วง “หมายความว่าจะเป็นอันตราย??”
    หนานกงไห่อี้ส่ายหน้าเบาๆ “ในเรื่องนี้ ข้าเองก็ไม่กล้ารับปาก แต่จะทำสุดความสามารถ” กล่าวจบมันหันมองไปยังหนิงเทียน
    เห็นดังนั้นหนิงเทียนยกยิ้ม มันตอบกลับอย่างไม่วิตกกังวลใด “ข้าเชื่อในความสามารถของท่าน”
    เมื่อหนิงเทียนตอบตกลง การทดสอบของหนานกงไห่อี้ก็ได้เริ่มต้นขึ้น บริเวณเขตหวงห้ามที่สมาคมการค้าเจ้าสมุทรปกปักรักษามาตลอด ทั้งห้าคนได้มองไปยังตำแหน่งเดียวกัน
    หลุมลึกที่ถูกปิดปากอย่างแนบชิดถูกยกขึ้นด้วยพลังอันมหาศาลของหนานกงไห่อี้ จากนั้นมันวาดอาคมรักษาลมปราณ และจุดเทียนไขแห่งชีวิตส่องสว่าง ผู้นำแห่งสามแผ่นดินไม่ลืมที่จะวางค่ายกลกักวิญญาณเอาไว้รอบๆตัว เพื่อป้องกันความผิดพลาดใดๆที่จะเกิด
    หากมีมนุษย์คนใดที่สามารถจะทำเรื่องราวเหล่านี้ได้ คงไม่มีผู้ใดเชี่ยวชาญและรอบครอบไปกว่าผู้นำสามเผ่าพันธุ์คนปัจจุบันผู้นี้แล้วด้วยเหตุนี้เอง แม้ชิงอิ๋งและเสี่ยวซวงจะเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้เป็นสามี แต่พวกนางก็เบาใจและยอมให้ผู้เป็นที่รักเริ่มทำการทดสอบที่อาจเป็นอันตรายได้
    ทุกอย่างถูกเตรียมการไว้เสร็จสรรพ หนิงเทียนพยักหน้าขึ้นลงเป็นสัญญาณ จากนั้นหนิงเทียนกระโดดลงไปในหลุมมิติ เมื่อร่างกายประสานเข้ากับม่านพลังที่ป้องกันการข้ามผ่านมิติประหนึ่งว่า สองฝ่ามือสัมผัสไปที่ผิวน้ำบางเบา มันเย็นสบายและไร้การติดขัดใดๆทั้งสิ้น หลังจากที่สองแขนข้ามผ่านไปได้สำเร็จ สองขากำลังก้าวข้ามตามไป ความรู้สึกเย็นสบายของน้ำกลับถูกแผดเผาด้วยความร้อนแรง จากนั้นได้ปรากฏเหลวสีแดงลุกลามไปทั่วร่างกายของผู้บุกรุกและไม่ยินยอมให้สรรพสัตว์ใดข้ามผ่านระหว่างสองโลก ดั่งหมายว่าสวรรค์ต้องการรักษาความลับของการมีอยู่ให้คงเดิมตลอดไป
    ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่มโนสำนึกของหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว แรงดึงดูดของมิติทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้เลย ภายในเสี้ยวลมหายใจเดียว อาคมและค่ายกลที่หนานกงไห่อี้วางเอาไว้เปล่งพลังผลักดันของเหลวสีแดง ผู้นำสามเผ่าพันธ์รีบประสานสองมือ สร้างลมปราณในรูปหัตถ์คว้าจับร่างของหนิงเทียนกลับมา ก่อนที่ของเหลวสีแดงจะสามารถทำอันตรายใดๆแก่ร่างกาย
    หนิงเทียนเผยสีหน้าของความสงสัยออกมา เป็นแน่ชัดแล้วว่า มันคล้ายจะข้ามไปได้ หากแต่ยังติดบางสิ่งบางอย่างที่เหนี่ยวรั้งเอาไว้ “พลังงานบางอย่างมองว่าข้าเป็นสิ่งแปลกปลอม”
    หนานกงไห่อี้พยักหน้าขึ้นลง “สิ่งที่อยู่บนโลกนี้คือสิ่งแปลกปลอม ในความคิดของข้า มีเพียงสิ่งที่สองโลกอยู่รวมกันได้เท่านั้น ถึงจะผ่านไปได้” กล่าวจบมันโยนอาวุธลมปราณหนึ่งชิ้นลงไปในหลุมมิติ พริบตาเดียวอาวุธชิ้นนั้นหลอมละลายกลายเป็นเพียงหยดน้ำ จากนั้นหนานกงไห่อี้โยนก้อนหินลงไป แม้ก้อนหินจะถูกบดละเอียดทว่ากลับสามารถข้ามผ่านและหายไป
    หนานกงไห่อี้ กล่าวถึงความหนักใจที่มี “เป็นอันแน่ชัดแล้วว่า ความต้องการขององค์หญิงและแม่นางเสี่ยวซวงไม่สามารถทำให้สำเร็จผลได้ แต่กับราชบุตรเขยที่ไร้ลมปราณอาจยังพอมีวิธีอื่นอยู่”
    ชิงอิ๋งและเสี่ยวซวงรับรู้ได้ทันทีที่ตามองเห็น
    สำหรับหนิงเทียนแล้ว มันเข้าใจในคำพูดของอีกฝ่ายได้ทันที เสียงพึมพำถึงความสงสัยที่ถูกคลายลงดังขึ้น “เพราะเหตุนี้ จึงไม่มีคนทางโลกนั้นข้ามผ่านมิติมายังโลกใบนี้”
    ชิงอิ๋งหดสายตามองไปยังม่านพลังด้วยความพิศวงและสงสัย “สิ่งเหล่านี้ไม่คล้ายเป็นลมปราณจากธรรมชาติ ใครกันนะที่สร้างพวกมันขึ้นมา”

    จินเหล่าต้ากล่าวเสริมต่อ “โลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วยความลับมากมายเสียเหลือเกิน”...