ประตูไม้ เปิดอ้าออกช้าๆ พริมมี่รู้สึกเหมือนตัวเองย้อนเข้าไปยังต้อนต้นของยุคราชวงค์ิ
ซึ่งนั่นฮ่องเต้ที่เป็ที่รู้จักกันดีคือ จูหยวนจาง สถาปนาเป็ “ิไท่จู่ฮ่องเต้” ฟื้นฟูเศรษฐกิจ พัฒนาศิลปวัฒนธรรมจีนเป็อย่างดี และปกครองราษฎรด้วยความผ่อนปรน ปลดแอกชาวฮั่นจากราชวงค์หยวนและชาวมองโกล แต่ในทางการเมืองการปกครองพระองค์ใช้ความเด็ดขาด ปราบปรามผู้ต่อต้าน และผู้รังแกราษฎรอย่างเข้มงวด
พระองค์มีรัชทายาทชื่อ จูเปียว แต่สิ้นพระชนม์ จึงแต่งตั้งลูกของรัชทายาทจูเปียว เป็รัชทายาท ทำให้โอรสองค์อื่น ๆ ไม่พอใจ หลังจากพระเ้าิไท่จู่สิ้นพระชนม์รัชทายาทที่เป้นหลานได้รับการสถาปนาเป็กษัตริย์ชื่อ “เจี้ยนเหวินฮ่องเต้” ต่อมาโอรสองค์ที่ 4 ของพระเ้าิไท่จู่ ชื่อเ้าเอี้ยนหวาง ผู้เป็อาของพระเ้าเจี้ยนเหวิน ก่อฏยึดเมืองหนานจิงซึ่งเป็เมืองหลวง และพระเ้าเจี้ยน เหวิน สูญหายไป
ที่ได้ยินมาแบบนี้ว่าแต่องค์ชายที่ว่าเป็คนไหนกัน รัชทายาทจูเปียว เจี้ยนเหวินฮ่องเต้ หรือว่าเ้าเอี้ยนหวาง แต่จะว่าองค์ชาย ก็คงเป็จูเปียว หรือไม่ก็เ้าเอี้ยนหวาง หรือเอี้ยนอ๋องจูตี้ที่ต่อมาคือจักรพรรดิหย่งเล่อที่เป็คนสร้างพระราชวังต้องห้ามกำลังคิดอะไรเพลินๆ สมศักดิ์ที่สะกิดเบาๆ
“พี่พริม ระวังสะดุด”
ธรณีประตูที่ทำจากไม้ตีประกบไว้บนพื้นก่อนทางเข้าห้องที่มองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือห้องรับแขก บรรดาแจกันลายครามลวดลายงดงามไม่ใช่ของใหม่ที่ทำเลียนแบบขึ้นแน่ คงเป็ของที่เคยอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว
บนโต๊ะมีอาหารจัดวางไว้พอสมควรไม่ได้ล้นทะลักเหมือนที่คิดไว้แต่แรก พริมมี่กลืนน้ำลายลงคอเพราะความหิวเกือบบ่ายสองแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง
“@#$@#$#$#@& ( ((_+#@”
สมศักดิ์ยิ้ม เมื่อคนดูแลบ้านที่เป็ลุงแก่ๆ หนวดยาวเรียงตัวเป็ระเบียบสีขาว มัดไว้ที่ปลายคาง เหมือนจะตลกแต่ก็ดูเรียบร้อยดี พูดอะไรบางอย่าง
“เขาให้เราจิบชารอ พี่พริมไหวไหม คุณซุนกำลังมาที่นี่ พร้อมกับลายแทง”
ไม่ไหวก็ต้องไหว หญิงวัยกลางคนคงเป็แม่บ้านหรือคนดูแลด้านอาหารของที่นี่ยก กาชงชาเข้ามาพร้อมกับขนมก้อน สองจานหอมฟุ้งมาแต่ไกล
“หอมจัง”พริมมี่อดจะพูดเสียไม่ได้
หญิงคนนั้นยื่นจานขนมในมือให้พริมมี่ เหมือนเข้าใจภาษาไทยอีกจานวางไว้บนโต๊ะ หรือว่าพริมมี่เข้าใจอะไรผิดแม่บ้านฟังภาษาไทยไม่ออกแค่พอจะเดาได้ลางๆ ว่าพริมมี่คือคนสำคัญหัวหน้าทีม หรืออาจใช้ ค่านิยมเลดี้เฟริส พริมมี่ยิ้มอย่างภูมิใจ
บนจานใบนั้นมีขนมสองชนิดคือขนมกุ้ยฮวา (ผสมดอกหอมหมื่นลี้) กับขนมเฉียวกั่ว ขนมแห่งความฉลาดกินเข้าไปจะฉลาดเฉลียวเขาว่างั้น พริมมี่หยิบขนม เฉียวกั๋วขึ้นมาชิม รสหวานนุ่มลิ้น รับจอกชามาจิบเบาๆ แล้วหันไปทางขนมกุ้ยฮวาที่เป็ต้นตอของกลิ่นหอม ขนมสองชนิดเป็ขนมโบราณของจีนจะด้วยความหิวหรืออะไรไม่รู้ทำให้ พริมมี่กินขนมไปหมดจานเพียงคนเดียว
“อร่อยไหม ขอรับ”
พริมมี่พยักหน้าก่อนจะอ้าปากค้าง เมื่อคำพูดที่ได้ยินเป็คำพูดของลุงคนดูแลบ้านที่ส่งภาษาจีน แต่ทำไมพริมมี่ถึงเข้าใจความหมายได้ดี
“อร่อยก็มีให้กินทุกวันขนมเฉียวกั่วจะช่วยคุณหนูได้มากในโอกาสต่อไป คุณท่านซุนมาแล้ว”
ลุงคนดูแลบ้าน พูดขึ้นขัดความคิดของ พริมมี่ที่กำลังจะถามว่าลุงพูดว่าอะไรแต่ พริมมี่สิ้นสงสัยในทันทีเมื่อครั้งนี้ลุงแกก็พูดภาษาจีนเหมือนก่อนนั้นแต่พริมมี่กลับฟังออกทุกคำ หรือว่าขนมนี่ผสมออะไรเข้าไป
ชายชราร่างเล็กลงมาจากรถโรลลอยส์พร้อมไม้เท้าคู่กาย ให้เดาอายุคงไม่ต่ำเก้าสิบปี แต่ทว่ายังเดินด้วยตัวเองมีแค่เพียงไม้เท้าช่วยพยุงบอดี้กร์าดเฝ้าระวังกลัวว่าจะล้ม
เงยหน้ามองพริมมี่ ใบหน้าแย้มยิ้ม
“หนินห่าว หนินหาวมะ” (ทำไมใช้คำว่าหนินห่าวที่ใช้กับคนที่าุโกว่า) พริมมี่ขมวดคิ้วไม่ใช่แต่พริมมี่ที่ขมวดคิ้ว สมศักดิ์เองก็ทำสีหน้าใกับคำที่ได้ยิน หรือว่าคุณปู่ท่านนี้จะเลอะเลือนไปชั่วขณะ
“หนินห่าว เหล่าซือห่าวค่ะ”
ใบหน้าชรา เลิกคิ้วสูง ยิ้มพึงใจพริมมี่ออกเสียงภาษาจีนได้คล่องแคล่วจนพริมมี่เองก็แปลกใจ
“ไม่ ได้ขอรับดีใจเสียจริงที่ในที่สุดก็มาที่นี่”
คำพูดมีเลศนัย แต่ก็คงเป็ไปตามวัยด้วยคุณปู่ชรามากแล้วนั่นเอง
พริมมี่ยิ้มเจื่อนๆ
“เชิญ ด้านในดีกว่า กินข้าวเสียก่อนแล้วก็คุยกัน เด็กๆ หยิบกล่องไม้ในรถมาด้วย” บอดี้กร์าดร่างสูงตามมาตรฐานสองคนโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ท่านลุงหนวดขาวพยุง คุณซุนเข้าไปด้านในอีกทอด
คุณ ซุนเยี่ยเต๋อ นั่งหัวโต๊ะ พริมมี่และสมศักดิ์ นั่งขวาซ้าย
“กินไปคุยไปได้ หว่อ (หว่อ) ไม่ถือสา เข้าเื่เลยดีไหม หว่ออยากให้คุณช่วยดูของสิ่งนี้” อยู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีจากนอบน้อมเป็จริงจัง
แบมือรับเอากล้องไม้เก่า ทว่าสลักลวดลายงดงาม ประดับด้วยมุกและหยก้าของฝากล่อง ที่บอดี้กร์าดวางลงบนมือเบาๆ ซุนเยี่ยเต๋อวางกล้องไม้ลงบนโต๊ะ
มือเหี่ยวหยิบม้วนกระดาษที่มัดไว้ด้วยด้ายสีแดง อย่างทะนุถนอม เบามืออย่างที่สุด
“นี่คือสิ่งที่อยากให้คุณดู พริมมี่ลุกขึ้น เอื้อมมือไปหยิบ ม้วนกระดาษมาราวกับของมีค่าเหมือนกัน นาฬิกาพกหลุดออกมาจากอกเสื้อห้อยต่องแต่งตรงหน้า
นั่งลงบนเก้าอี้เหมือนเดิม สมศักดิ์ชะโงกหน้ามามอง ม้วนกระดาษที่จากสีขาวกลายเป็เเหลืองนั้นตาไม่กะพริบ พริมมี่เองก็รู้สึกว่าใจเต้นราวกับจะทะลุออกจากอก แกะด้ายสีแดงที่รัดม้วนกระดาษออกช้าๆ คลี่ออกเบาๆ
ตัวอักษรแปลกตา หมึกสีดำตวัดเป็ลายเส้นด้วยความตั้งใจ สวยงามราวกับภาพพิมพิ์
“ไป๋กว่อ เหลืองอร่าม
แต่เ้ากลับงดงามท่ามกลางคืนมืดมิด
พรุ่งนี้หากตื่นลืมตาไม่พบข้า จึงไม่มีเ้า
ของกำนัลมากมาย เพื่อเ้ายามพานพบ
แค่เพียง หล่อหลอมรวมกัน ใต้แสงจันทร์ข้าก็พร้อมมอบของกำนัลให้เ้า
อำลา หรืออาลัยไร้ซึ่งความหมาย
นำพาข้าและเ้ามาพบเจอกันอีกครา”
พริมมี่ขมวดคิ้วมุ่น ลายแทงไม่ได้บ่งบอกสิ่งสำคัญอะไร ต้นแปะก๊วย จะไม่ง่ายไปหน่อยหรือถ้าจะบังเอิญว่าสมบัติจะฝังไว้ใต้ต้นแป๊ะก๊วย
"มีต้นไป๋กว่อที่นี่ไหม"คุณปู่ซุนยิ้ม
"ต้นไป๋กว่อ เก่าแก่แลนมาร์คที่นักท่องเที่ยวมักจะมาถ่ายรูปอยู่ทางด้านเหนือของบ้านหลังนี้"
พริมมี่ยื่นลายแทงอะไรนั่นคืนให้กับคุณปู่ซุน
"คงต้องลองไปที่ต้นไป๋กว่อในนี้ ไม่มีอะไรที่ชี้จุดชัดเจน ลายเส้นดูเหมือนว่าตั้งใจจะสับขาหลอกว่าคือลายแทงวกไปวนมาแต่ก็พูดถึงเื่ของกำนัล ซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไรอาจเป็แค่ถ้วยโถโอชามหรืออาจเป็หินสีซึ่งสมัยนั้นก็นับว่าเป็ของหายาก"คุณปู่ซุนพยักหน้าขึ้นลง
"ไม่สำคัญแค่พานพบก็พอ คงต้องอาศัยทีมงานขุดค้นคุณภาพเช่น ทีมงานย้อนเวลาหาความจริง"สมศักดิ์ยิ้มยื่นมือััมือคุณปู่ซุน ที่ถอนหายใจ
"เราจะไม่ทำให้ ทุกคนผิดหวัง"สมศักดิ์ พูดขึ้นแทนทุกคนตามทำเนียม
"ของกำนัลมากมาย คำนี้ที่ทำให้ฉันคิดว่าจะต้องเป็สมบัติเพราะของสิ่งนี้ตกทอดพร้อมคำสั่งเสียจากรุ่นสู่รุ่น"
"หากเป็เื่จริง อย่างที่คุณซุนพูด นี่ก็คือสมบัติที่ตั้งใจซ่อนไว้เพื่อลูกหลาน คุณซุน พริมขออนุญาตถามตระกูลซุนมีเชื้อสายของใครกันระหว่างจักรพรรดิเจี้ยนเหวินหรือจักรพรรดิหย่งเล่อ"คุณซุนยิ้ม
"ตระกูลซุนเดิมคือแซ่จูหลังจากที่เอี้ยนอ๋องจูตี้ก่อฏ คนที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของจักรพรรดิเจี้ยนเหวินจึงเปลี่ยนชื่อแซ่ใหม่เสียพวกเราจึงใช้แซ่ซุนั้แ่บัดนั้นเป็ต้นมา"
พริมมี่ครุ่นคิด จักรพรรดิเจี้ยนเหวินหลานของจักรพรรดิิไท่จูหรือที่เรารู้จักกันในนามจูหยวนจางผู้ที่ปลดแอกชาวฮั่นจากมองโกลและราชวงค์หยวน ที่กดขี่ชาวฮั่นแต่ในประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกว่าเจี้ยนเหวินตายหรือถูกตัดรากถอนโคนแต่หายไปไม่มีใครพบเห็นอีกเลยเป็ไปได้มากว่าเ้าเจี้ยนอพยบหนีหรืออาจเปลี่ยนชื่อแซ่แต่จากที่มองบ้านซุนที่ตระกูลเดิมคือแซ่จูร่ำรวยขนาดนี้เท่ากับไม่เคยหนีไปไหนยังอยู่ที่เป่ยจิงสั่งสมบารมีและเงินทองตกทอดสู่ลูกหลาน หรือว่าเอี้ยนอ๋องจูตี้หรือหย่งเล่อไม่เคยระแคะระคายเื่นี้มาก่อนหรืออาจรู้แต่ไม่คิดจะทำอะไรพริมมี่เผลอหัวเราะดังๆ
"ฮ่าาาาา เื่นี้น่าสนุกพิลึก”
นิยายดีดีคือนิยายที่ไม่มีคนทะลุมิติ เขาว่างั้น พริมมี่จะสืบอยู่ที่ในปี2022นี่แหละให้ความจริงปรากฏ จบกันทีนิยายทะลุมิติฮ่าาาาาา สมศักดิ์สะกิดเบาๆ พริมมี่ยิ้มเกาหัวแกรกๆ
"เริ่มงานได้ทันทีนับั้แ่พรุ่งนี้ไปที่นี่เป็ของคุณแล้วหว่ออาจไม่ได้มาที่นี่บ่อยนักขอให้คุณสนุกกับมัน”