ตอนที่ 8 ทีมสุดห่วย
“ติดต่อหมายเลยสี่ไม่ได้ ??”
“ใช่ครับเขาไม่ติดต่อกลับมาเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว”
ชายชุดดำที่แต่งกายเหมือนนักฆ่าผู้นั้นไม่มีผิดเขาสวมหน้ากากสีดำมีหลายเลขสิบห้า เป็คนเข้ามารายต่อชายคนนั้น ชายที่คาดว่าน่าจะเป็ผู้นำองค์กรจันทราโลหิตบุคคลลึกลับที่ไม่มีใครรู้ข้อมูลของเขา
“ภารกิจที่ให้ไปทำก็ไม่น่ายากนี่”
ชายคนนั้นใช้ความคิดและนิ่งไปชั่วครู่ขณะที่นักฆ่าผู้นั้นยังคงรอคอยคำสั่งอยู่
“ยังไม่ต้องดำเนินการอะไรให้รอการติดต่อจากหมายเลขสี่ไปก่อน บางทีเ้านั่นอาจทำภารกิจติดพันก็ได้”
นั่นเป็คำสั่งของชายผู้นี้เพราะครั้งสุดท้ายที่หมายเลขสี่ติดต่อกลับมานั้นแจ้งว่ากำลังเขากำลังติดตามเป้าหมายเข้าไปที่เขาวงกตกรอตโต และจะลงมือที่นั่น บางทีมันกำลังเฝ้าหาโอกาสจัดการเหยื่ออยู่ก็ได้ซึ่งหลายครั้งเหล่าสมาชิกก็เฝ้ารอหาโอกาสและไม่ได้ติดต่อมาหลายวันติดกันก็เคยมีมาแล้ว
“รับทราบขอรับแล้วท่านยังมีคำสั่งอื่นหรือไม่”
“ให้หมายเลขห้าและหมายเลขแปดดำเนินแผนขั้นที่สองตามที่คุยไว้ได้เลย”
“ขอรับ”
นักฆ่าชุดดำรับคำสั่งและเลือนหายไปด้วยผลของสกิลพรางตาระดับสูงที่พวกสายนักฆ่าต้องฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้ได้มันมาผลของทักษะนี้จะทำให้พวกเขาเลือนหายไปจากสายตาและพรางกลิ่นอายได้ถ้าไม่ลงมือก็ยากนักที่จะจับััพวกเขาได้
“หึหึ..ข้าแทบจะรอฟังข่าวจากหมายเลขสี่ไม่ไหวแล้ว”
ชายคนนั้นแสยะยิ้มอย่างน่าเกลียดโดยที่ไม่รู้เลยว่า เขาจะไม่มีโอกาสได้ยินเสียงของหมายเลขสี่อีกต่อไป
บนถนนเส้นหนึ่ง
“พวกเราไปที่จักรวรรดิคาอินกันดีไหม?”
“คิดว่าองค์ชายจะถูกส่งไปไกลขนาดเลยหรือไง”
“มันก็ไม่แน่นักหรอกใครจะไปรู้ว่าเ้านักฆ่านั่นกำหนดเป้าหมายไว้ที่ไหน”
“ข้าเห็นด้วยนะพวกเราไปจักรวรรดคาอินกันดีกว่า ถือโอกาสไปเที่ยวเลยด้วย”
“นี่พวกเรากำลังไปทำงานนะ!! เ้าคิดจะไปเที่ยวหรอ ไม่ห่วงองค์ชายหรือไง”
พลัก!!
นอกจากคำดุแล้วก็ตามมาด้วยเสียงฝ่ามือตบเข้าเต็มกระบาลผู้ที่อยากไปเที่ยวเต็มแรงทำเอาอีกฝ่ายหัวคะมำร้องอู้ออกมาทันที
“จ่าเวส!!”
คนที่เหลือเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็ใครต่างก็ทำความเคารพกันแทบไม่ทันที่แท้พวกเขาเป็ทหารองค์รักษ์หน่วยพิเศษทีมหนึ่งที่ถูกส่งออกไปตามหาเ้าชายนั่นเองทีมนี้มีสมาชิกห้าคน คนที่นำทีมและตบกระบาลทหารหนุ่มเป็หัวหน้าทีมยศจ่าสิบเอก
“ลูกเจี๊ยบอย่างพวกแกไม่รู้อะไรถ้าทหารอย่างพวกเราถูกจับได้ในประเทศอื่นมีหวังโดนขังยาวแน่ พวกแกอย่าลืมสิ”
จ่าเวสเอ่ยเสียงดุเขาเป็ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ผิวคล้ำ หน้าตาดุดัน ตอนนี้พวกเขาแต่งชุดเหมือนพ่อค้ากลุ่มหนึ่งที่จะไปทำค้าขายขณะที่กำลังคิดกันว่าจะไปที่ไหน เพราะแต่ละทีมต่างออกเดินทางไปหมดแล้วเหลือแต่ทีมพวกเขานี่แหละ
“เพราะนายเลยมัวแต่เข้าห้องน้ำอยู่ได้”
หนึ่งในนั้นหันไปว่าเพื่อนของตนที่ถ่ายหนักไม่ออกจนนั่งนานขนาดนั้น
“พอๆไม่ต้องโทษกัน พวกเราไปจักรวรรดิคาอินก็ได้ ยังไม่มีทีมไหนไปที่นั่น”
จ่าเวสดุทั้งคู่จนหน้าเจื่อนจ่าเวสคนนี้มีระดับสูงกว่าเจ็ดสิบ ค่าสเตตัสสูงเกือบแปดร้อยเรียกได้ว่าเป็ทหารที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง และยังพ่วงตำแหน่งครูฝึกประจำหน่วยด้วยเื่ความแข็งแกร่ง ความโหดนั้นไม่เป็สองรองใครแน่นอน
“ครับผม!!”
พวกทหารหนุ่มขานรับเสียงดังด้วยความเคยชินจนจ่าเวสต้องส่งสายตาดุใส่ อย่าลืมว่าพวกเขาตอนนี้ต้องปลอมตัวไปโดยจ่าเวสจะเป็พ่อค้าและพวกลูกเจี๊ยบเป็ผู้ช่วย
พวกเขาพากันไปที่อาคารเคลื่อนย้ายซึ่งจะมีวงเวทเคลื่อนย้ายติดตั้งอยู่ มันสามารถใช้เดินทางในระยะไกลได้ทันทีแต่ว่ามันมีค่าใช้จ่ายสูงมากและคนทั่วไปไม่อาจใช้งานได้ แต่ครั้งนี้เป็กรณีพิเศษหลังมีคำสั่งจากคาตันลงมาให้พวกเขาใช้งานมันได้
“อ้าว...จ่าเวสคราวนี้จะไปไหนล่ะ”
เ้าหน้าที่หนุ่มที่เป็นักเวทดูแลการเคลื่อนย้ายเอ่ยถามเมื่อเห็นกลุ่มของจ่าเวสเข้ามาในอาคารแน่นอนว่าอาคารหลังนี้มีทหารติดอาวุธประจำการอยู่เพราะต้องป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้นจากการเดินทาง
ยังดีที่วงเวทเหล่านี้อย่างมากก็พาคนเคลื่อนย้ายได้ครั้งละไม่เกินสิบคนเท่านั้นเพราะมันใช้พลังเวทมหาศาลในการเคลื่อนย้าย
ภายในอาคารนั้นเป็สถานที่โล่งกว้างมีแท่นวงกลมยกสูงจากพื้นราวหนึ่งฟุตอยู่เต็มไปหมดบนแท่นนั้นสลักลวดลายวงเวทเคลื่อนย้ายเอาไว้ ซึ่งวงกลมเหล่านี้สามารถมีคนเข้าไปยืนได้นับสิบคนแต่ละวงจะมีการเขียนกำกับสถานที่ปลายทางเอาไว้ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน
“ไปจักรวรรดิคาอินข้าต้องไปทำการค้าขายน่ะ”
จ่าเวสตอบยิ้มๆ
“อ้อ..คราวนี้เป็พ่อค้าสินะ เดี๋ยวข้าจัดการให้”
เ้าหน้าที่หนุ่มรับคำและไม่ได้ถามอะไรอีกเพราะปกติก็มีทหารออกไปทำภารกิจหาข่าวในประเทศอื่นอยู่บ่อยครั้งแต่ละครั้งพวกเขาต้องปลอมตัวไปอย่างแเี
ซึ่งการส่งผู้คนเดินทางผ่านวงเวทเคลื่อนย้ายนั้นต้องมีการแจ้งปลายทางล่วงหน้าเพราะถ้าเกิดเดินทางไปโดยพละการอาจถูกทหารอีกฝ่ายสังหารได้เลยเพราะคิดว่าเป็ผู้บุกรุก
เ้าหน้าที่หนุ่มจัดการเื่เอกสารและใช้อุปกรณ์เวทสื่อสารทางไกลแจ้งไปยังปลายทางรวมถึงใช้เวทเคลื่อนย้ายส่งเอกสารไปล่วงหน้าหลังรอทางนั้นตอบรับซึ่งก็ใช้เวลาไม่เกินห้านาที ก็อนุญาตให้ทางนี้เดินทางได้
“เรียบร้อยครับเชิญได้เลย”
เ้าหน้าที่หนุ่มบอกพวกจ่าเวสทางนี้ก็ไม่รอช้าพากันไปเดินผ่านวงกลมหลายวงไปยังแท่นเคลื่อนย้ายที่จะไปยังจักรวรรดิคาอินเมื่อพวกเขาขึ้นไปบนแท่นเรียบร้อยแล้วก็มีเ้าหน้าที่เกือบสิบคนมายืนล้อมพร้อมร่ายเวทเตรียมตัวส่งพวกเขาไปพลังเวทเริ่มหลั่งไหลเข้าไปในวงเวท ขณะเดียวกันวงเวทก็เริ่มเปล่งแสงออกมา
“จิม..แกไม่ลืมเอาอุปกรณ์เวทสื่อสารทางไกลมาด้วยใช่ไหม?”
เหมือนจ่าเวสจะนึกเื่สำคัญได้เขาถามเ้าหนุ่มท้องผูกขึ้นมา
“เอ่อ...คือว่า..”
จิมทำท่าอึกอักเมื่อนึกขึ้นได้เขาลืมเอาอุปกรณ์สื่อสารทางไกลมาด้วยเพราะเข้าห้องน้ำนานและรีบมารวมกลุ่ม
“แกลืมใช่ไหม!!”
“ค..ครับ”
แต่ก่อนที่จ่าเวสจะได้ซัดกระบาลเ้าหนุ่มจิมวงเวทเคลื่อนย้ายก็ทำงานเสียก่อนแสงสว่างจ้าแวบขึ้นมาก่อนที่ร่างของทั้งห้าคนจะหายไปส่วนวงเวทเคลื่อนย้ายก็หม่นแสงลงจนดับไป อันเป็การเสร็จกระบวนการเคลื่อนย้าย
“ขอให้โชคดีนะจ่า..”
เ้าหน้าที่หนุ่มอวยพรคณะของจ่าเวสและกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อแม้เขาจะสงสัยว่าทำไมวันนี้หน่วยพิเศษถึงได้มีการเคลื่อนไหวมากผิดปกติแต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะหน่วยนี้มักมีการแข่งขันแบบนี้ประจำโดยคำสั่งของคาตัน
และเป็ทีมจ่าเวสที่แพ้ได้ที่โหล่จนต้องถูกทำโทษตลอดแม้จ่าเวสจะเก่งกาจแค่ไหน แต่เขามักจะได้ลูกทีมเป็พวกไก่อ่อนมือใหม่มาดูแลตลอดเพราะคาตันบอกว่าถ้าให้เขาไปกับพวกคนเก่งก็ไม่มีประโยชน์อะไรซึ่งจ่าเวสก็ได้แต่จำยอมในเื่นี้เพราะเป็คำสั่งของคาตัน
สถานที่ที่มืดมิดแห่งหนึ่ง
ร่างไร้ลมหายใจของผู้ที่ได้ชื่อว่าผู้กล้าและจอมมารนอนทอดกายอยู่แม้จะได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรอยู่หลายครั้ง ทว่าร่างนี้ก็ยังปลอดภัยดีไม่ถูกกินไปเสียก่อนแต่มันคงไม่นานแล้วถ้าปล่อยเวลาให้มันล่วงเลยไป
ท่ามกลางความมืดมิดเหนือร่างของเขาก็มีประกายแสงลึกลับโปรยลงมาประกายแสงนั้นร่วงลงกระทบร่างไร้ิญญานั้นและซึมหายเข้าไปในร่างอย่างต่อเนื่องเพียงชั่วอึดใจประกายแสงนั้นก็จางหายไป พร้อมร่างนั้นที่ดูดซับแสงนั้นเข้าไปจนหมด
“เฮือก!!”
ฉับพลันร่างนั้นก็สะดุ้งขึ้นสุดตัวพร้อมลมหายใจที่ถูกสูดเข้าเต็มแรงคลื่นพลังงานบางอย่างแผ่ออกจากร่างนั้นก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“นี่มันที่ไหนกัน....”
ร่างนั้นมองไปรอบตัวที่มีแต่ความมืดมิดแม้จะมองเห็นได้บ้างแต่ก็ไม่ไกลนักพร้อมกันนั้นก็มีข้อมูลบางอย่างหลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขาโดยตรง
“อึก”
เขาเอามือกุมหัวด้วยความเ็ปขณะที่ข้อมูลต่างๆหลั่งไหลเข้ามา เขาพยายามเรียบเรียงข้อมูลที่ได้รับมันใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ในการเรียบเรียงข้อมูลเหล่านี้
“หรือว่าข้า...หึหึ”
“ดูเหมือนเ้าของร่างเดิมนี้จะชื่อราดิช เหมือนกัน”
“ความทรงจำของเขาที่ข้าได้รับทำให้ข้ากลายเป็เขา และเขากลายเป็ข้า ฮ่าๆๆ ช่างเป็ตลกร้ายเสียจริงเ้านี่เคยเป็ผู้กล้าที่ถูกทอดทิ้งเหรอเนี่ย”
“แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องสานต่อปณิธานของเขาต่อไปที่ต่อไปนี้จะเป็เป้าหมายของข้าด้วย”
“รอก่อนเถอะโลกใบนี้ข้าจะเหยียบมันไว้ใต้เท้าเอง ฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะของเขาไม่ดังนักแต่ดูชอบกลอย่างไรไม่รู้คำพูดคำจาที่ดูแปลกไปแต่ไม่ว่าอย่างไรราดิชก็ฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีกครั้งหนึ่งแล้วแม้มันจะดูแปลกไปก็ตาม
“ด้วยความทรงจำของผู้กล้าและตัวข้าเองจะนำพาข้าไปสู่ความแข็งแกร่ง”
เขาก็ยังเป็ราดิชคนเดิมเพิ่มเติมคือเป็ราดิชบวกสอง ิญญาที่ผสานรวมกันกลายเป็ราดิชเพียงหนึ่งเดียวที่มีความทรงจำของสองร่าง
“ก่อนอื่นต้องตรวจสอบสกิลก่อนว่ามีสกิลไหนที่เรียนเพิ่มได้บ้าง”
เขาใช้สกิลประเมินกับตัวเองเพื่อเรียกดูสกิลที่สามารถเรียนรู้ได้ถ้ามีเงื่อนไขหรือความเชี่ยวชาญถึงระดับที่กำหนดความจริงสกิลส่วนใหญ่สามารถเรียนรู้ได้จากการฝึกฝนหรือผ่านเงื่อนไขแต่ก็มีบางสกิลที่ต้องมีทั้งสองอย่างและจ่ายสกิลพ๊อยท์เพื่อเรียนรู้มันซึ่งก็คือสกิลเหล่านี้ที่เขาเห็น และไม่คิดว่าจะได้เรียนสกิลพวกนี้ได้เร็วขนาดนี้ทว่าเขาไม่ได้รู้เลยว่าระหว่างที่ตายนั้นได้มีบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเขา
-สกิลขันติ ต้องใช้สกิลพ๊อยท์ในการเรียนรู้500 พ๊อยท์ ้าเรียนรู้หรือไม่
-้า
-ได้รับสกิลขันติ
-ทำตามเงื่อนไขครบถ้วนได้รับฉายาเ้าผู้ครองขันติ
-ด้วยผลของฉายาเ้าผู้ครองขันติได้รับสกิล นอกรีตไร้ผล และ สกิล พิพากษา
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ ได้รับ สกิลต้องห้าม LV 1
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลต้องห้าม LV 1 เพิ่มเป็ LV 2
สกิลนี้มีเงื่อนไขคือต้องผ่านสภาวะเฉียดตายแล้วรอดมาได้เขาที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาอีกครั้งจึงผ่านเงื่อนไขและเรียนมันได้ ผลของสกิลนี้คือตราบเท่าที่มี MP อยู่แม้จะถูกโจมตีจนพลังชีวิตหมดก็จะเหลือพลังชีวิตไว้ 1 เสมอจนกว่ามานาจะหมดถึงจะตายฟังดูเป็สกิลที่ดีแต่ถ้าไม่มีมานามันก็ไม่ทำงานและต้องตายอยู่ดี
และเมื่อได้รับฉายาเ้าผู้ครองขันติมาก็จะปลดล็อคสกิลสายเนตรมารให้เรียนรู้แต่สำหรับราดิชในตอนนี้สกิลเ่าั้ไม่ได้จำเป็มากนักดังนั้นเขาจึงยังไม่เรียนและเก็บเอาไว้ก่อนแต่ผลพลอยได้อีกอย่างคือทำให้ค่าความเชี่ยวชาญสายต้านทานเพิ่มขึ้นหรือก็คือสกิลสายต้านทานจะเพิ่มเร็วขึ้นนั่นเอง
“ได้ฉายาเ้าผู้ครองขันติมาเฉยไม่มีคนครองฉายานี้อยู่งั้นหรอ ฮ่าๆ”
สกิลต้องห้ามนั้นถ้าเพิ่มถึงเลเวลสิบก็จะทำให้รู้เื่ราวจุดกำเนิดของโลกใบนี้ ว่าเป็มาอย่างไร ซึ่งตัวเขาในชาติก่อนนั้นมีสกิลนี้เลเวลสิบและได้รู้เื่ราวทั้งหมดจึงลงมือทำบางอย่างและนั่นอาจเป็สาเหตุให้ถูกลอบฆ่าก็เป็ได้
ส่วนนอกรีตไร้ผลก็ตามชื่อเลยทำให้การโจมตีทางจิติญญาไร้ผล ส่วนพิพากษาก็เป็สกิลที่ทำดาเมจอย่างรุนแรงให้ดวงิญญาตามบาปที่เคยกระทำราดิชอารมณ์ดีไม่น้อย เขาเลื่อนดูรายชื่อสกิลต่อไปจนกระทั่งถึงสกิลที่เขา้ามันคือสกิลเมื่อครั้งเป็ผู้กล้ารุ่นที่เก้าที่เขาอยู่และเขาก็หวังว่าจะได้รับมันอีกครั้ง
-สกิลอหังการ ต้องใช้สกิลพ๊อยท์ในการเรียนรู้ 100 พ๊อยท์ ้าเรียนรู้หรือไม่
-้า
-ได้รับสกิลอหังการ
-ทำตามเงื่อนไขครบถ้วนได้รับฉายาเ้าผู้ครองอหังการ
-จากผลของฉายาเ้าผู้ครองอหังการ ได้รับสกิล เวทห้วงลึก LV 10 และสกิล นรก
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลต้องห้าม LV 2 เพิ่มเป็ LV 4
“ฮ่าๆนึกไม่ถึงว่าจะได้ฉายาเ้าผู้ครองมาด้วยแสดงว่าตอนนี้ไม่มีใครมีคุณสมบัติพอจะเป็เ้าผู้ครองแม้จะเรียนสกิลนี้ได้แต่ก็ใช่ว่าจะเป็เ้าผู้ครองได้ ถ้าเงื่อนไขไม่ครบข้าที่มีเงื่อนไขครบก็เลยได้ฉายานี้มา”
ราดิชยิ่งอารมณ์ดีมากขึ้นไปอีกที่ได้ฉายานี้มาเพราะสกิลนี้สำคัญมากมันไม่ได้มีความสามารถในการต่อสู้แต่มันจะช่วยเพิ่มค่าประสบการณ์และค่าความเชี่ยวชาญที่ได้รับให้มากขึ้นเรียกได้ว่าเป็ตัวช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งชั้นดี แต่มันก็มีข้อเสียที่บังคับเติบโตต่อไปทำให้เขาขาดความยับยั้งชั่งใจ แถมยังทำให้จิติญญาต้องรับภาระหนักอีกด้วย
สำหรับสกิลเวทห้วงลึกนั้นเป็เวทความมืดที่โจมตีทำลายดวงิญญาโดยตรงมีอานุภาพร้ายแรงมากแต่ก็ใช้เวลาร่ายนานและกินมานามาก ไม่เหมาะในการต่อสู้ประชิดเท่าใดมันคือสกิลที่เขาใช้สังหารจอมมารเมื่อครั้งเป็ผู้กล้ารุ่นที่เก้าแน่นอนว่าเวทห้วงลึกเลเวลสิบ สกิลนอกรีตไร้ผลก็ต้านทานไม่ไหวส่วนสกิลนรกจะทำให้เป้าหมายเห็นภาพนรกตามบาปของตนเมื่อโดยโจมตีด้วยเวทห้วงลึกนั่นเอง
ผลพลอยได้อีกอย่างของการมีฉายาเ้าผู้ครองคือสามารถขัดขวางการประเมินได้นี่เป็อภิสิทธิของเ้าผู้ครองที่สำคัญอย่างหนึ่งส่วนภาระหนักที่ิญญาได้รับก็แบ่งเบาได้จากสกิลที่ได้แถมมากับสกิลขันติ ซึ่งถ้าได้รับสกิลขันตินี้มาก็จะมาพร้อมอีกสกิลหนึ่งเสมอ
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับได้รับสกิล ขยายขอบเขตจิตพระเ้า LV 1
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลขยายขอบเขตจิตพระเ้า LV 1เพิ่มเป็ LV 2
“เป็ไปตามคาด ได้สกิลนี้มาจนได้อย่างน้อยมันก็เป็สกิลที่ช่วยปกป้องิญญาในระดับหนึ่ง”
แม้สกิลนี้จะมีคำอธิบายที่คลุมเครือแต่มันเป็สกิลที่เขารู้ว่ามันใช้ป้องกันการโจมตีทางจิติญญาได้นั่นเองแม้จะมีนอกรีตไร้ผลแล้ว แต่ถ้าโดนโจมตีด้วยเวทห้วงลึกระดับสูงก็สามารถทำลายดวงิญญาได้เหมือนกันดังนั้นสกิลขยายขอบเขตจิตพระเ้าจึงมีความจำเป็มากที่ต้องได้มันมาในเขาอ่านรายชื่อสกิลต่อและเลือกเรียนมาอีกหนึ่งสกิลก่อนที่มันจำเป็ต้องใช้
-สกิลจักรพรรดิ ต้องใช้สกิลพ๊อยท์ในการเรียนรู้ 500 พ๊อยท์ ้าเรียนรู้หรือไม่
-้า
-ได้รับสกิลจักรพรรดิ
ผลของสกิลนี้คือเพิ่มผลของสกิลให้มากขึ้นมีประโยชน์อย่างมากในการใช้งานเพราะมันเป็สกิลที่ทำงานตลอดเวลาและยังมีผลสร้างความหวาดกลัวให้ศัตรูได้วยด้วย เป็ผลที่มีต่อจิติญญาของเป้าหมายเป็คุณสมบัตินอกรีต แต่มันก็ใช้ไม่ค่อยได้ผลกับพวกที่แข็งแกร่งกว่าล่ะนะ
ส่วนผลของอหังการยังทำให้เขาได้รับค่ามานา พลังเวทและความต้านทานเพิ่มขึ้นอย่างละหนึ่งร้อยด้วย ส่วนขันตินั้นนอกจากผลป้องกันตายแล้วมันยังทำให้เขาได้รับค่าพลังป้องกันและค่าความต้านทานเพิ่มอย่างละร้อยหน่วยด้วยนับเป็ของดีที่ไม่ควรมองข้าม
เขาตรวจสอบสิ่งของที่เหลือในแหวนมิติและพบว่านอกจากยาฟื้นพลังและยาแก้พิษที่หมดเกลี้ยงเพราะใช้รักษาตัวเองของที่เหลือยังอยู่กันครบนั่นหมายความว่าเขาต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นในการออกสำรวจพื้นที่
“มาดูกันว่าเราอยู่ที่ไหนตอนนี้”
และแล้วเขาก็เริ่มออกเคลื่อนไหวหลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วด้วยสกิลที่เรียนมาใหม่ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้นไม่ว่าจะเจอศัตรูที่แข็งแกร่งขนาดไหนก็ตาม