ใต้ฟ้าครามอันกว้างใหญ่ เหนือผืนแผ่นดินอันสงบร่มเย็นแห่งแคว้นเว่ย เสียงหัวเราะใสซื่อดังก้องกังวานท่ามกลางสวนหลวงเื้ัของพระราชวัง
ร่างเล็กในชุดแพรสีชมพูอ่อนวิ่งเบา ๆ ลัดเลาะผ่านหมู่ต้นไม้ ดวงตาเป็ประกายวิบวับฉายแววซุกซนและมีชีวิตชีวา
นางรู้สึกเบื่อ ๆ จึงแกล้งสาวใช้โดยทำทีว่าจะแอบออกนอกวังเฉกเช่นครั้งก่อน สาวใช้คนสนิทกลัวเ้านายของตนจะโดนองค์ฮ่องเต้และฮองเฮาดุเข้าอีกจึงพยายามจะห้าม
“องค์หญิง! รอหม่อมฉันด้วยสิเพคะ!”
เสียงร้องอย่างเหนื่อยอ่อนของ ลี่ถิง สาวใช้ข้างกายดังไล่หลังมา
องค์หญิงตัวน้อยหันกลับมายิ้มอย่างเ้าเล่ห์ก่อนจะหัวเราะคิกคัก แล้ววิ่งต่อโดยไม่คิดหยุด ร่างบางแล่นผ่านแนวพุ่มไม้ด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
เผิงเยว่หลิน องค์หญิงพระองค์เล็กลำดับที่สองแห่งแคว้นเว่ย วัยสิบห้าชันษา แม้จะเกิดในราชวงศ์ ทว่านางกลับมิได้มีท่าทีอ่อนหวาน หรือสำรวมเรียบร้อยดังเช่นองค์หญิงตามแบบธรรมเนียมราชสำนัก
นางมีรอยยิ้มที่สดใสราวแสงแรกของรุ่งอรุณ ดวงตาเปล่งประกายดั่งผิวน้ำต้องแสงจันทร์ สดใส และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา เป็ที่รู้กันทั่วทั้งวังว่า แม้นางจะถือกำเนิดในฐานะสูงศักดิ์ ภายใต้ขนบธรรมเนียมอันเคร่งครัด แต่ก็ไม่มีกฎเกณฑ์ใดสามารถเหนี่ยวรั้งนางไว้ได้จากความซุกซน ด้วยใฝ่ฝันที่จะออกไปท่องโลกกว้าง
นางรู้ดีว่าฐานันดรศักดิ์นี้เปรียบเสมือนกรงทอง แม้จะงดงาม แต่ก็พันธนาการหัวใจให้ไม่อาจกระทำสิ่งใดตามใจปรารถนา
หากจะกล่าวว่านาง “ดื้อรั้น” ก็คงไม่ผิดนัก แต่ในความดื้อนั้น กลับแฝงไว้ด้วยหัวใจที่โหยหาอิสระและการผจญภัย
“โลกนี้กว้างไกลเกินกว่าจะใช้ชีวิตอยู่แค่ในวังหลวง”
นั่นคือถ้อยคำที่เผิงเยว่หลินมักพร่ำบอกกับตัวเองอยู่เสมอ
เยว่หลินวิ่งลัดเลาะไปยังมุมหนึ่งของตำหนักเมิ่งฮวา ซึ่งเป็ตำหนักส่วนพระองค์ของนางเอง เมื่อแน่ใจว่าลี่ถิงตามมาไม่ทัน ร่างบางทรุดตัวนั่งลงบนแท่นหินใต้ต้นเหมยที่ยืนต้นไร้ใบ เหลือเพียงดอกสีชมพูจางบานสะพรั่งท้าลมหนาว
“ฮ่า ๆ เหนื่อยจริง ๆ”
นางเอนหลังพิงเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหอบ ลมหายใจกลั่นตัวเป็ไอขาวในอากาศเย็นะเื ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงสีหน้าใของลี่ถิงที่ถูกแกล้ง
ลมหนาวพัดกรูแรงจนผ้าคลุมไหล่สั่นสะท้านบางเบา ปลายจมูกขององค์หญิงน้อยขึ้นสีแดงระเรื่อ ริมฝีปากแห้งระเรื่อคลี่ยิ้มบาง แม้จะเหนื่อยจากการวิ่ง แต่มันเต็มไปด้วยความสนุก
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำบนพื้นหินดังขึ้นเบา ๆ นางกำนัลในชุดคลุมเขียวอ่อนจากตำหนักเซียนหวงของฮ่องเต้ ก้าวเข้ามาอย่างสำรวม ยอบกายลงด้วยความนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบและสุภาพ
“ถวายบังคมเพคะองค์หญิง ฮ่องเต้มีพระบัญชาให้พระองค์เสด็จเข้าเฝ้าเพคะ”
เยว่หลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นัยต์ตาแปรเปลี่ยนเป็ความประหลาดใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นางปัดหิมะที่เกาะตามชายอาภรณ์อย่างลวก ๆ แล้วรับคำด้วยเสียงแ่เบา
“เข้าใจแล้ว… นำไปเถิด”
แม้จะยังไม่รู้ว่าพระบิดาจะตรัสสิ่งใด แต่ในยามที่สายลมหนาวพัดผ่านและกลีบเหมยร่วงหล่นใส่ปลายเท้า นางกลับรู้สึกถึงลางบางอย่างในใจ
ทันทีที่เยว่หลินก้าวเข้าสู่ตำหนักเซียนหวง กลิ่นกำยานหอมเย็นก็ลอยััปลายจมูก ละอองควันบาง ๆ ลอยคลุ้งในอากาศ
ภายในตำหนัก พระที่นั่งของฮ่องเต้ตั้งตระหง่านอยู่กลางตำหนัก ท่ามกลางม่านแพรโปร่งบางสีขาวเงินที่ล้อมรอบอย่างเรียบหรู นางชะงักเพียงครู่ เมื่อสายตาเหลือบไปพบกับบุคคลทั้งสามที่รออยู่เบื้องหน้า
บนพระที่นั่งทรงอำนาจ คือฮ่องเต้ผู้เป็พระบิดา พระพักตร์นิ่งสงบยากจะคาดเดาอารมณ์ ถัดไปคือฮองเฮาผู้เปี่ยมด้วยความสง่าแม้นั่งนิ่ง กลับดูคล้ายมีเมฆหมอกบาง ๆ แห่งความกังวลฉายชัดในสายพระเนตร
และอีกหนึ่งผู้ที่นางคาดไม่ถึงว่าจะได้พบในวันนี้ สหายสนิทที่เติบโตมาพร้อมกัน เขากำลังนั่งอยู่เงียบ ๆ ด้านหนึ่งของในตำหนัก ดวงตาแน่วนิ่งแต่มุมปากคล้ายแฝงรอยยิ้มอ่อน ทว่าแววตากลับฉายความอบอุ่นไม่ปิดบัง
ซ่งมู่เฉิน บุรุษผู้เป็สหายสนิทของเยว่หลินมาั้แ่วัยเยาว์ ยกยิ้มบาง เมื่อดวงตาของเขาสบเข้ากับนาง รอยยิ้มแฝงแววอ่อนโยนเช่นเดิมที่นางคุ้นเคย
นางยกยิ้มตอบทันที ดวงตาสุกใสดุจเกล็ดหิมะต้องแสงอรุณ ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปเบื้องหน้าอย่างสง่างาม
“ถวายบังคมเสด็จพ่อ และเสด็จแม่เพคะ”
เสียงของนางใส ชัดถ้อยชัดคำ ท่าทางก้มกราบเปี่ยมด้วยความเคารพ เฉกเช่นที่กระทำต่อหน้าพระพักตร์บิดามารดามาโดยตลอด ดูน่าเอ็นดูยิ่งในสายพระเนตรของพระบิดาและพระมารดาของแผ่นดิน
ฮองเฮายิ้มเพียงบาง พลางพยักหน้ารับเบา ๆ แต่ฮ่องเต้กลับมิได้ตรัสคำใดในทันที ดวงพระพักตร์เคร่งขรึมของพระบิดาทำให้นางรู้สึกถึงบรรยากาศที่ผิดแผกไป
นางเงยหน้าขึ้น มองพระบิดาด้วยแววตาสงสัย ไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดจึงถูกเรียกเข้าเฝ้าในเช้าวันนี้ บรรยากาศภายในตำหนักยังคงเงียบงัน ราวกับสายลมหนาวพัดพาความหนักอึ้งเข้ามาในทุกอณูอากาศ
“เสด็จพ่อทรงเรียกหาลูก…มีสิ่งใดหรือเพคะ?”
ในที่สุด ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนาง ก่อนจะถอนพระปัสสาสะยาวอย่างแ่เบา แววพระเนตรแฝงทั้งความกังวลและบางอย่างที่คล้ายความลังเล
“หลินเอ๋อร์” พระสุรเสียงของพระองค์ทุ้มหนัก
“ยามนั้นเ้ายังเด็กเกินกว่าจะรับรู้…แต่อดีตแม่ทัพใหญ่ซ่งผู้กล้าหาญ บิดาของมู่เฉิน ได้สละชีพในสนามรบเพื่อปกป้องแผ่นดินของเราไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน”
เยว่หลินกระพริบตา ดวงใจเต้นแ่ นางไม่แน่ใจนักว่าจะต้องตอบสิ่งใดจึงจะเหมาะสม สายตาเธอลอบเหลือบไปทางมู่เฉิน ซึ่งยังคงนั่งเงียบอยู่ที่เดิม ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่เผยความรู้สึกใด
“เขาเป็บุรุษผู้กล้า ทุ่มเททั้งชีวิตให้แก่ราชสำนักเว่ย คุณงามความดีของเขา ข้าไม่อาจละเลยได้”
พระสุรเสียงของฮ่องเต้ยังคงเรียบเย็น แต่แฝงแววหนักแน่นยิ่งขึ้น
เยว่หลินพยักหน้ารับอย่างเคารพ แม้ในใจจะยังไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดพระองค์จึงตรัสเื่นี้กับนางในเวลานี้ นางเคยได้ยินวีรกรรมอันหาญกล้าของแม่ทัพซ่งจากคำบอกเล่าอยู่บ้าง ทว่าในห้วงความคิดกลับไม่เห็นความเกี่ยวข้องใดกับตนเองเลยแม้แต่น้อย
“เพื่อตอบแทนสกุลซ่ง และรักษาเกียรติของแม่ทัพผู้ล่วงลับ ข้าได้หมั้นหมายเ้าไว้กับบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาั้แ่เ้ามีอายุได้สองขวบปี”
คำกล่าวนั้นดังก้องราวสายฟ้าฟาดกลางฤดูหนาวเยว่หลินชะงักงัน ร่างบางแทบขยับไม่ออก ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน
“หะ…หมั้นหมาย?” นางพึมพำ ราวกับต้องย้ำกับตัวเองว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
นางหันขวับไปทางฮองเฮา ดวงตาสั่นระริกอย่าง้าคำยืนยันจากพาะมารดาผู้อ่อนโยนที่สุดในโลกสำหรับนาง แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็เพียงการพยักหน้าเบา ๆ จากฮองเฮา ดวงเนตรอ่อนลงไม่แพ้กัน
เยว่หลินรู้สึกเหมือนห้องทั้งห้องเย็นเยียบกว่าหิมะภายนอกตำหนัก ดวงใจค่อย ๆ เต้นระรัวด้วยความใ นางเอียงหน้าหันกลับมาทางบุรุษที่อยู่ข้างบัลลังก์ ดวงตาไหววูบด้วยความรู้สึกหลากหลาย
มู่เฉินสบตานางอยู่ครู่หนึ่ง แววตานั้นหาใช่ความยินดี ไม่ใช่ความอึดอัด แต่เป็บางสิ่ง… ลึกซึ้งกว่า และซับซ้อนเกินกว่านางจะเข้าใจได้ในห้วงเวลานั้น
เขามองนางนิ่ง ๆ ก่อนจะหลุบตาต่ำลง ราวกับไม่กล้าเผชิญหน้ากับสายตาของสหายผู้เคยเติบโตเคียงกันมาแต่เยาว์วัย
ไม่ทันที่นางจะเอ่ยสิ่งใด ฮ่องเต้ก็ตรัสต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“และข้าได้ให้สัญญากับมู่เฉินไว้แล้ว ว่าเมื่อเ้าถึงวัยสิบหกชันษา ข้าจะพระราชทานสมรสระหว่างเ้าทั้งสอง”
เยว่หลินเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่นระริก คำปฏิเสธพุ่งขึ้นถึงปลายลิ้น แต่สิ่งที่จุกอยู่ในอก กลับกลืนไม่ลง… ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
“นี่มันเื่อะไรกันเพคะ!!?”
