ณ เมืองเซิ่งหนาน เมืองหน้าด่านของแคว้นต้าเหยียน ปกครองด้วยท่านอ๋องน้อยพระองค์หนึ่งที่ไม่ทราบแน่ชัดว่ามาดำรงตำแหน่งในที่แห่งนี้ได้อย่างไร บางกระแสเสียงก็บอกว่าถูกขับไล่มา บ้างก็ว่าถูกส่งมารักษาเมืองชายแดนทางตอนใต้ แต่ก็น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งเพราะนับจากที่เสด็จมาด้วยวัยเพียงสิบเอ็ดชันษา พร้อมกองทัพและข้ารับใช้ติดตามมาในครั้งนั้นแล้วพวกเขาชาวเมืองก็ไม่เคยได้พบเห็นเชื้อพระวงศ์อื่นใดอีกเลย
ท่านอ๋องน้อยมีขุนนางเก่งทั้งบุ๋นบู๊เป็ที่ไว้ใจได้ทุกคน ปกครองชาวเมืองอย่างสงบสุขเสมอมา สร้างทุกอย่างเพื่อชาวเมืองมาตลอดเจ็ดปีจนบัดนี้ยังไม่เห็นท่านเ้าเมืองจะมีพระชายาหรือสตรีคู่ใจเอาเสียเลย พวกที่เป็บ้านขุนนางก็พาลูกสาวเข้าวังจนเหนื่อยแต่ก็ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะแต่งตั้งใครขึ้นมาเป็ชายาเอกเลยสักคนเดียว
เมื่อปีที่แล้วพวกเขาได้ยินมาว่าทรงให้การช่วยเหลือสตรีนางหนึ่งเอาไว้ชื่อเผิงเสี่ยวโยว หน้าตางดงาม มารยาทเข้าที พวกเขาเคยเห็นนางติดตามไปรับใช้อยู่บ้างในเวลาเสด็จออกข้างนอก แต่ก็เท่านั้นแหละ ทุกอย่างก็ยังคงเงียบงันเช่นเคย ไม่มีวี่แววที่นางหงส์จะจุติลงมาเพื่อเคียงข้างท่านอ๋องน้อยผู้เพียบพร้อมเช่นมู่เฉิงชางหรือเซิ่งหนานอ๋องแห่งต้าเหยียนเลย
พวกเขารอั้แ่เด็กน้อยเติบโตเป็หนุ่ม ตอนนี้ก็สมควรออกเรือนแล้ว หรือว่าที่เซิ่งหนานยังขาดสาวงามที่คู่ควรแก่ท่านอ๋องกันแน่ พวกเขาอยากเห็นเหลือเกินว่าคู่วาสนาของเ้าเมืองจะเป็เช่นไร ถ้ามีวันนั้นจริงคงได้เฉลิมฉลองกันสามวันสามคืนแน่นอน
ผู้ที่ถูกกล่าวขวัญถึงยังคงเดินหมุนกายใช้ความคิดในห้องพักเพียงลำพัง คืนนี้เขาทานมื้อค่ำไปเพียงเล็กน้อยเพราะรู้สึกว่าร่างกายอ่อนล้าเป็อย่างมาก อากาศร้อนกว่าทุกวันแถมยังต้องตรวจสอบกระโจมที่พักทั้งหมดอีก ก็เลยรู้สึกว่าง่วงนอนมากผิดปกติพอเข้าสู่นิทราภาพมายาก็เริ่มปรากฏตัวทันที
นั่นตัวอะไร
เขาเขม้นสายตามองไปยังป่าไม้เบื้องหน้า เห็นนกสีดำตัวหนึ่งกำลังจับกิ่งไม้มองเขาอยู่เช่นกัน หน้าตาคล้ายหงส์แต่ทำไมสีดำ ทำไมปีกไม่สีขาวบริสุทธิ์เช่นที่เคยเห็นกันเขาเดินเข้าไปใกล้ทดลองจับปีกสีดำนั้นสักพัก หงส์ขาวตัวนั้นก็กระพือปีกออกบิน แต่น่าแปลกตรงที่เมื่อหงสาตนนั้นขยับปีก สีของมันก็เริ่มเปลี่ยนไปช้าๆ พอบินลับสายตามันก็กลายร่างเป็หงส์สีขาวที่งดงามอย่างที่สุด
น่าเสียดายจริงๆ
“เดี๋ยว” เขาอยากจะร้องเรียกมันว่าอย่าเพิ่งไปแต่กลับกลายเป็สะดุ้งตื่นเสียอย่างนั้น ที่แท้ฝันไปหรอกหรือ แต่ก็น่าเสียดายจริงๆ ที่เ้านกตัวนั้นบินหนีไปหน้าตาเฉยทั้งที่ยอมให้จับตัวมันแล้วแท้ๆ
มู่เฉิงชางทอดถอนใจด้วยความเสียดาย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก พอตื่นเต็มตาแล้วเขาก็จิบน้ำชาเล็กน้อยก่อนจะเอาตำราในหอสมุดมาอ่านต่ออย่างตั้งใจแทน แล้วเื่หงส์สีดำกลายร่างก็หายไปจากความคิดของเขาแทบจะทันที
แต่อ่านเท่าใดก็ไม่เข้าใจสุดท้ายมู่เฉิงชางก็จำต้องเดินออกไปที่ระเบียงด้านนอกเพื่อรับแสงจันทร์เช่นเคย
“ท่านอ๋องนอนไม่หลับหรือขอรับ” องครักษ์ที่คอยดูแลเขาเข้ามาสอบถามทันทีซึ่งเ้าตัวเองก็พยักหน้าบอกว่าขออยู่เพียงลำพัง ให้คนอื่นไปพักผ่อนได้เลย เช่นนั้นแล้วเงาดำที่โผล่มาถามไถ่เมื่อสักครู่ก็เคลื่อนกายย้ายห่างไปอย่างรวดเร็ว เหลือแต่เรือนกายสูงใหญ่ที่กำยำสมชายชาตรีที่ผ่านมาหลากหลายสมรภูมิชีวิตเท่านั้นเอง
++++++++++++
จันทราเคลื่อนผ่านบอกเวลาผ่านไปหลายชั่วยามแล้วแต่เซิ่งหนานอ๋อง มู่เฉิงชางก็ยังคงนั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่ที่เดิม ปัญหาหนักใจในยามนี้คือด้านนอกกำลังมีการเชิญพระราชโองการจากฮ่องเต้หย่งิบุคคลที่เขาอยากจะเลี่ยงให้ไกลนั่นเอง แต่ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็รับๆ เอาไว้ก็แล้วกัน
หวนครุ่นคิดแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีโอรสองค์ไหนลำบากเท่าตนอีกแล้ว เหตุเพราะคำทำนายบ้าบอของนักพรตแห่งวัดเทียนซานนั่นแหละที่มาทำนายว่าเขาผู้เป็องค์ชายลำดับที่ 11 ของราชวงศ์มู่หลงแห่งแคว้นเหยียนจะมีความสามารถปกครองบ้านเมืองได้อย่างสงบสุข เพียงประโยคสั้นๆ เท่านั้นชีวิตเด็กน้อยอายุสิบกว่าขวบก็ต้องระเห็จเดินทางออกจากเมืองหลวงที่นครหวงจิน มาอยู่ที่เซิ่งหนาน มณฑลทางตอนใต้ของต้าเหยียน เมืองที่แปลว่างดงามอะไรๆ ก็ต้องงดงามไปหมด แม้กระทั่งเขาเองก็ต้องมีคำทำนายที่ดีประกอบด้วย
เซิ่งหนานเป็เมืองที่ต้าเหยียนขยายอาณาเขตเอาไว้ มีชาวบ้านอาศัยอยู่กระจัดกระจาย แต่ไม่มีผู้ปกครองที่จริงจังอะไรเลย ยังอยู่แบบหัวหน้าหมู่บ้านปกครองลูกบ้าน ชาวบ้านยังขุดเผือกหามันในป่ามาประทังชีวิต เป็เขตรอยต่อกับอีกแคว้นหนึ่งที่ค่อนข้างไกลกัน
เรียกได้ว่า จะเข้ากับใครก็ไม่ได้ทั้งนั้นเพราะล้วนแต่ไกลความเจริญ
มิน่าล่ะ ต้าเหยียนถึงชิงดินแดนนี้มาได้ คงไม่มีผู้ใดคิดมาแย่งชิงอีกแล้ว
แรกมาถึงเขาจำได้ว่าต้องไปนอนค้างที่กระโจมนานเป็เดือน กว่าจะสร้างตำหนักเสร็จ เดือนแรกที่เข้าอยู่อย่าคิดว่าเขาจะได้พระราชวังอันโอ่อ่าเช่นพี่น้องคนอื่น เซิ่งหนานห่างไกลการค้า ไม่มีอะไรเลย มีเพียงทหารที่พระบิดามอบให้มาตั้งเมืองแค่สองพันนาย องครักษ์รับใช้อีกสิบคน สาวใช้อีกสิบคนแล้วก็มีบ่าวในเรือนเก่าที่เคยอยู่อีกเล็กน้อยติดตามมาด้วยภายหลังแต่ก็มีคนที่ไม่น่าเชื่อตามมาผู้หนึ่งด้วยเช่นกันไต้ซือไป๋คุนผู้นั้นนั่นเอง เขามีความทรงจำไม่ดีกับนักบวชผู้นี้นักเลยปล่อยให้เขาจัดการชีวิตเพียงลำพัง กำหนดอาณาเขตให้อยู่ห่างไกลจากบริเวณตั้งจวนอ๋องหลายลี้
ทหารสองพันนายนี้ก็ต้องอาศัยกระโจม พักในป่าอยู่นานพอกัน ใช้เวลากว่าสามเดือนถึงได้สร้างบ้านพักของตนเองได้แล้วเสร็จ เขาไม่มีทางลืมเลยว่าตำหนักอ๋องที่สร้างจากไม้ไผ่ ช่างน่าอภิรมย์เสียยิ่งกระไร
โหลวอี้เจี๋ยหรือท่านองครักษ์โหลว เป็องครักษ์คนสนิทเพียงคนเดียวที่เขานับถือประดุจพี่ชาย สหายและเป็ญาติผู้ใหญ่มาตลอดเวลา ตอนนั้นยังเด็กมากท่านโหลวต้องออกสำรวจแหล่งน้ำ หาที่ปลูกข้าว เพื่อรักษาเสบียงให้คงอยู่รักษาชีวิตทหารและบ่าวไพร่ในปกครอง เด็กอายุสิบเอ็ดกับงานใหญ่เพียงนี้ถือว่ายากเย็นเข็ญใจพอสมควร แต่ก็นับว่ายังมีโชคดีอยู่บ้างที่ในตอนนั้นมีชาวบ้านทราบข่าวว่ามีเชื้อพระวงศ์มาสร้างเมืองที่นี่พวกเขาเลยเข้ามาขออาศัยอยู่ด้วยก็เลยได้แรงของชาวบ้านกับเหล่าทหารไปบุกเบิกทำไร่ ทำนา ปลูกพืชพันธุ์เอาไว้
ในปีแรกชาวบ้านได้ข้าวมาหลายเกวียนส่งเข้ามาให้เขาในจวนสิบเกวียน ส่งไปที่กองเสบียงอีกสามสิบเกวียน แล้วก็ให้แจกจ่ายกันกินโดยถ้วนหน้ากันอีก ชาวบ้านที่เข้ามาสวามิภักดิ์ตอนแรกมีราวๆ ยี่สิบครอบครัว แต่พอเห็นว่าเริ่มมั่นคงขึ้นแล้วก็ทยอยออกจากป่าเข้ามาเรื่อยๆ
เขตที่กำหนดเป็วังอ๋องกว้างขวาง ใหญ่โต แต่ก็ทำจากไม้ไผ่อยู่ดี จากนั้นเขาก็กำหนดเขตให้ชุมชนเมือง มีหัวหน้าทหารไปแบ่งปันผืนดินโดยถ้วนหน้ากัน แล้วมีการจดบันทึกเอาไว้ว่าที่ดินตรงไหนเป็ของบ้านไหนตระกูลใดอย่างละเอียด อาจารย์กงซื่อเป็หัวหน้าขุนนางฝ่ายความรู้ เปรียบเสมือนบัญฑิตที่หลงติดตามเขามาในที่ห่างไกล แต่กลับเป็ประโยชน์อย่างยิ่ง กงซื่อให้ทหารออกไปลองถามว่ามีใครปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ชนิดไหนเป็บ้าง จากนั้นก็ให้แลกเปลี่ยนกันไปมา ไม่มีเบี้ยหวัดใช้เช่นทหารกองอื่นแต่พวกเขาก็ยังกินอิ่มนอนหลับอยู่ดี
พอชาวบ้านที่ทราบว่าเข้าเมืองมามีที่สร้างบ้าน ที่ทำกินก็ทยอยออกมาเรื่อยๆ
กว่าจะเริ่มเข้าที่เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ปีนั้นเขาอายุสิบหก ยังไม่ได้พักผ่อนเลย เวลาจะเล่นหัวก็ไม่มี สหายก็ไม่มีชีวิตเดินเข้าออกค่ายทหาร กับตรวจงานอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็คนเคร่งขรึมไปเองโดยไม่ตั้งใจ ท่านลุงหัวหน้ากองทหารฝึกให้ขี่ม้าเพราะต้องออกตรวจงานและฝึกกองทหารในอนาคต เขาได้ยินมาอีกทีก็ทราบว่าไต้ซือผู้นั้นสร้างวัดสำเร็จแล้ว มีคนนับถืออยู่มาก เพราะทำนายทายทักแม่นยำ
และเขาเป็ภิกษุเพียงรูปเดียว มีวัดเพียงวัดเดียว
ดังนั้นวัดไป๋หลิง จึงถือเป็วัดคู่เมืองโดยปริยาย
จากวันนั้นผ่านมาก็เจ็ดปีเต็มแล้วสินะ เขานึกว่าทางราชสำนักจะหลงลืมเขาไปแล้วเสียอีก เพราะนับจากเดินทางมาที่นี่แล้วก็ยังไม่เคยเขียนจดหมายไปเบิกเบี้ยหวัดอะไรเลยจากท้องพระคลังแม้เพียงครั้งเดียว
เพราะหนทางลำบากเกินไป ขืนรอให้ทหารเดินทางไปมา คงรอนานเกือบเดือนแน่นอน
เขาเองก็คิดว่าจะไม่สนใจราชสำนักอะไรนั่นอีกแล้วด้วย
แต่ก็ต้องขอบคุณ์ที่ส่งเขามาไกลขนาดนี้ มาเผชิญบ้านป่าเมืองเถื่อน ต้องมาฝึกวิชา เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ ทั้งหมดจนในที่สุดก็สามารถเข้ารับตำแหน่งเซิ่งหนานอ๋องได้อย่างเต็มภาคภูมิในอายุสิบแปดปี เป็่เวลาเจ็ดปีที่จะบอกว่าลำบากก็ไม่ใช่ สุขสบายก็ไม่เชิงเพราะในทุกวันต้องทำงาน ฝึกวิชา คัดลายมือ ฝึกทุกอย่างด้วยตนเอง
และพอเข้ารับตำแหน่งอ๋องอย่างเป็ทางการ งานก็เริ่มไหลมาเทมา
ราษฎรที่อยู่ใต้ปกครองที่ตอนแรกออกสำรวจมีเพียงห้าร้อยหลังคาเรือน เพราะทางใต้หากินลำบาก มีแต่ป่า และทุ่งนากว้างใหญ่ มีแม่น้ำสายหลักเพียงสายเดียว ที่หล่อเลี้ยงชีวิต ยามไหนหน้าแล้งก็แย่งน้ำกันกระจาย
คิดเอาเถิด ตอนนั้นเขาเพิ่งสิบสาม เขาจะตัดสินใจอะไรได้
นี่กระมังบ้านป่าเมืองเถื่อนของจริง แต่ก็ด้วยความสามารถของท่านอาจารย์กงซื่อที่สั่งสอนมาแล้วตอนเยาว์วัยก็เคยพาเขาไปดูชาวบ้านตามหัวเมืองเล็กๆ อยู่ตลอดเวลา จนต้องขยายคลองน้ำ กระจายออกไปให้ถึงทุกคน เวลาสร้างเมืองเซิ่งหนานไม่เรียกว่าน้อย เจ็ดปีนี้ยาวนานและทำให้คนแข็งแกร่งได้มากทีเดียว และปีนี้อยู่ดีๆ ฮ่องเต้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์ดันอยากจะมาล่าสัตว์ที่ดินแดนห่างไกลนี้ พระองค์คิดอะไรอยู่กันแน่
ฝากผลงานด้วยนะจ้ะ