การวิดีโอคอลครั้งแรกไม่ได้ราบรื่นและสนุกสนานอย่างที่คิด หลังจากคุยแก้เก้อกันไปได้ไม่นาน จางเหวินเซินก็อ้างว่าต้องไปเตรียมตัวสำหรับสตรีมวันพรุ่งนี้ แล้วรีบเอ่ยลาต้วนเค่อจุนอย่างลนลาน เหตุผลแรกคือมันน่าอึดอัดมากจริงๆ ส่วนเหตุผลที่สองคือเขานึกไม่ออกแล้วว่าจะคุยอะไรกับอีกฝ่ายดี
และในวันรุ่งขึ้นที่ออฟฟิศ จางเหวินเซินคอยลอบสังเกตต้วนเค่อจุนอยู่เงียบๆ ตลอดทั้งวัน
ชายหนุ่มยังคงแผ่รังสีเ็าห้ามเข้าใกล้เหมือนเช่นเคย เพียงสายตาเฉียบคมกวาดมองผลงานของลูกน้อง วินาทีต่อมาเขาก็เปิดฉากดุด่าสั่งสอนทันที เสี่ยวไป๋ชินชามานานแล้วกับวิธีการบริหารที่เน้นกดดันและแทบจะไร้ความปรานีของเ้านาย สมาชิกทีมคนอื่นๆ ที่โดนด่าก็ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมแล้วกลับไปเลียแผลใจที่บ้าน มีเพียงจางเหวินเซินเท่านั้นที่ยังคงไม่สบอารมณ์กับความปากร้ายของต้วนเค่อจุน
จางเหวินเซินหยิบเอกสารแผนงานที่แก้ไขแล้วไปส่งให้บอส ทรงผมของต้วนเค่อจุนถูกเซ็ตเรียบแปล้ไร้ที่ติ แม้แต่ชุดสูทยังเรียบกริบดูเนี้ยบทุกระเบียดนิ้ว แตกต่างจากภาพลักษณ์เมื่อคืนราวกับคนละคน จนจางเหวินเซินเผลอใจลอยแอบคิดว่า หรือจริงๆ แล้วจะเป็คนละคนกันแน่
ต้วนเค่อจุนใช้ปากกาแดงตวัดแก้เอกสารอยู่สองสามจุด ก่อนจะโบกมือส่งคืนให้จางเหวินเซิน เป็สัญญาณไล่ให้ไปแก้มาใหม่
พอเดินพ้นประตูห้องทำงานออกมา เสี่ยวไป๋ก็รีบปรี่เข้ามาถามทันที
"เป็ไง แผนงานรอบนี้เพอร์เฟกต์แล้วใช่ไหม บอสไม่ได้ด่านายแล้วใช่ปะ"
จางเหวินเซินแค่นเสียงขึ้นจมูก "ทำออกมาดีขนาดนี้แล้วเขายังจะเอาอะไรอีก ฉันเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด แต่คำชมสักคำก็ยังไม่มีให้ น่าโมโหชะมัด"
สมาชิกทีมคนอื่นๆ ต่างพากันหันขวับมามองจางเหวินเซินด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ บางคนกอดอก บางคนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ราวกับจะบอกว่าเด็กใหม่นี่ช่างซื่อบื้อจนน่าเวทนาเสียจริง
"พวกพี่เป็อะไรกันไปหมดเนี่ย" จางเหวินเซินถูกมองจนรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เสี่ยวไป๋ถอนหายใจยาว พลางตบไหล่เพื่อนร่วมงานเบาๆ "เหวินเซิน เอาจริงฉันนึกไม่ถึงเลยนะ ว่านายจะยังมีความหวังกับบอสอยู่อีก"
"หมายความว่าไง" จางเหวินเซินเบะปากยื่น
"นายลืมไปแล้วเหรอ" เสี่ยวไป๋ทอดสายตามองเหม่อไปไกลพลางส่ายหน้า "คนทั้งบริษัทเขารู้กันหมด ว่าต้วนเค่อจุนคือไอ้ปีศาจร้ายที่ด่าคนได้โดยไม่กะพริบตา นี่ยังจะหวังให้เขาเอ่ยปากชมอีกเหรอ เฮ้อ วัยรุ่นก็ยังเป็วัยรุ่นอยู่วันยันค่ำ อ่อนหัดไร้เดียงสาซะจริง"
เสี่ยวไป๋เดินส่ายหน้าจากไป ทิ้งให้จางเหวินเซินยืนฮึดฮัดอัดอั้นตันใจอยู่คนเดียวโดยไม่อาจะเิอารมณ์ออกมาได้
แบบนี้ไม่ได้การแล้ว
จางเหวินเซินคิดในใจ ขืนปล่อยไว้แบบนี้ มีหวังเขาคงโดนต้วนเค่อจุนบดขยี้จนพังยับเยินก่อนจะรุ่งในหน้าที่การงานแน่ๆ ต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแล้ว
เขาตัดสินใจว่าจะไม่ยอมอยู่เฉยอีกต่อไป ในเมื่อเริ่มแล้วก็ต้องไปให้สุด เขาจะต้องสั่งสอนให้ผู้ชายคนนี้รู้สำนึกเสียบ้าง!
คืนนั้น หลังจากรีบปิดไลฟ์สตรีมอย่างรวดเร็ว จางเหวินเซินก็ไปเปลี่ยนเป็ชุดกระโปรงตัวเก่งที่ภาคภูมิใจที่สุด สวมวิกผมลอนยาวสีม่วงอมชมพูที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ใส่คอนแทคเลนส์สีชมพูสุดแบ๊วเข้าคู่กับที่คาดผมปีศาจน้อย จากนั้นก็กดเปิดวิดีโอคอล เตรียมพร้อมเปิดศึกประลองกับต้วนเค่อจุน
“พี่ชายอาร์คคิดว่าไลฟ์สตรีมของวีวี่วันนี้เป็ยังไงบ้างคะ”
จางเหวินเซินยกสองมือทำท่าอุ้งเท้าแมว กะพริบตาปริบๆ ส่งสายตาระยิบระยับ ดัดเสียงสองแหลมเล็กออเซาะ จนในใจยังแอบด่าตัวเองไม่ได้ว่าทำลงไปได้ยังไง น่าคลื่นไส้ชะมัด
ส่วนต้วนเค่อจุนที่อยู่อีกฝั่งของหน้าจอยังคงมีท่าทีเกร็งๆ เขากอดอก นิ้วชี้เคาะคางเบาๆ คล้ายกำลังใช้ความคิด อ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากออกมาได้ “ก็นับว่าไม่เลวครับ”
ฟังดูก็รู้ว่าเป็คำชมตามมารยาท จางเหวินเซินแค่นเสียงหึ “จริงๆ แล้ววันนี้หนูอารมณ์ไม่ดีมากๆ เลยค่ะ สตรีมก็เลยออกมาแย่ขนาดนั้น”
"คุณเป็อะไรไปครับ"
ต้วนเค่อจุนจ้องมองมาที่หน้าจอตรงๆ ด้วยความประหลาดใจ จางเหวินเซินแอบชมในใจว่าหมอนี่ถือว่ามีพัฒนาการขึ้นมาหน่อยแฮะ กล้าจ้องหน้าวีวี่ผ่านจอแล้ว
จางเหวินเซินแสร้งทำเป็โศกเศร้า ดึงทิชชู่ออกมาสองสามแผ่น
“ก็เพราะว่าบอสของหนูจัดว่าแย่ แย่ แย่มากๆ เลยล่ะค่ะ”
ต้วนเค่อจุนเลิกคิ้วขึ้น แสดงสีหน้าประหลาดใจพลางเอ่ยถาม
"คุณทำงานออฟฟิศด้วยเหรอครับ"
จางเหวินเซินแทบจะหน้าทิ่มแบบในซิตคอมคอมเมดี้ แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ เขาทำได้เพียงกัดฟันกรอด ข่มเส้นเืที่เต้นตุบๆ ตรงขมับเอาไว้ แล้วดัดเสียงแง่งอนออเซาะไปว่า
“พี่ชายอาร์คบ้าที่สุดเลย หนูก็ต้องทำงานทำการสิคะ ปั๊ดโธ่”
ต้วนเค่อจุนหลุดขำออกมาจนเห็นไรฟัน
จางเหวินเซินถึงกับอึ้ง นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นรอยยิ้มของต้วนเค่อจุน มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจและเหลือเชื่อราวกับได้เห็นปรากฏการณ์บิ๊กแบงะเิในอวกาศเลยทีเดียว เขารีบดึงสติกระแอมไอแก้เก้อ ก่อนจะแสร้งทำท่าทางกระบิดกระบวนเอ่ยต่อ
“ก็บอสของหนูน่ะสิคะ อารมณ์ร้ายสุดๆ ชอบรังแกหนูอยู่ทุกวันเลย”
ต้วนเค่อจุนขมวดคิ้ว "บอสอารมณ์ร้ายเหรอครับ รังแกยังไง"
จางเหวินเซินรีบสวมบทผู้น่าสงสารทันที ขุดไม้ตายก้นหีบด้วยการเอียงคอทำมุมสี่สิบห้าองศา ยื่นปากงอนตุ๊บป่องพ่วงด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้
“ก็แบบว่า...เขาไม่เคยชมหนูเลยสักครั้ง เอาแต่ด่าว่าหนูซื่อบื้อ”
ต้วนเค่อจุนชะงักไป นิ่งอึ้งพูดไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพึมพำออกมาคล้ายคนที่ไม่เข้าใจโลกเลยสักนิด
"ทำไมถึง้าคำชมล่ะครับ"
คุณพระช่วย จางเหวินเซินอยากจะกลอกตาขึ้นมองบนให้ทะลุเพดาน
ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง! เพราะผู้ชายคนนี้เป็พวกบ้างานเข้าเส้น ต่อให้ไม่มีใครชมก็ยังก้มหน้าก้มตาทำงานงุดๆ อยู่แล้ว เขาถึงได้คิดเอาเองว่าคนอื่นก็ไม่จำเป็ต้องได้รับคำชมเหมือนกัน
“ไม่ได้นะคะ ถ้าคุณอยากให้ลูกน้องรัก คุณก็ควรจะให้กำลังใจลูกน้องบ้างสิคะ”
จางเหวินเซินกลั่นความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจะโสั่งสอนออกไป แทบอยากจะทุบอกชกตัวประชดอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด
ต้วนเค่อจุนก้มหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก นิ้วชี้เรียวแตะอยู่ที่ริมฝีปาก ซึ่งเป็ท่าทางติดตัวเวลาใช้ความคิด ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยช้าๆ
"ผมเองก็มีลูกน้องอยู่สองสามคน แต่ผมก็ไม่เคยชมพวกเขาเลยนะ พวกเขาก็ยังทำงานออกมาได้ดีมาก ผมคิดว่าบอสของคุณเองก็คงจะคิดแบบเดียวกันแหละครับ"
จางเหวินเซินลองหยั่งเชิงถามต่อ “ที่แท้พี่ชายอาร์คก็เป็บอสคนเหมือนกันเหรอคะเนี่ย ภายใต้การดูแลของพี่ชายอาร์คลูกน้องทุกคนต้องเก่งมากแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”
ต้วนเค่อจุนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ใช่ครับ พวกเขาไม่เคยทำให้ผมต้องหนักใจเลยสักครั้ง”
จางเหวินเซินยิ้มกริ่มด้วยความพึงพอใจ เฮ้อ นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินคำชมจากปากต้วนเค่อจุนในสถานการณ์แบบนี้
"เพียงแต่..." ต้วนเค่อจุนขมวดคิ้วมุ่น ราวกับกำลังนึกถึงคนที่มีหนี้แค้นฝังลึกต่อกัน "มีอยู่คนหนึ่งเพิ่งจะเข้ามาทำงานได้ครึ่งปี มักจะสะเพร่าประมาทเลินเล่ออยู่เรื่อย ความผิดพลาดพวกนั้น ผมเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาไม่ระวังเองหรือว่าตั้งใจกวนประสาทกันแน่ แต่คิดว่าคงจะเป็เพราะซื่อบื้อไปหน่อยละมั้งครับ"
จางเหวินเซินหัวเราะแห้งๆ ออกมาสองที ตอนนี้เขาเริ่มลังเลแล้วว่าระหว่างกดตัดสายวิดีโอคอลทิ้ง กับตัดหัวตัวเองทิ้งซะเลย อะไรมันจะดีกว่ากัน
เขารู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกิน ที่แท้ความเ็าและไร้มนุษยสัมพันธ์ของต้วนเค่อจุน ก็มีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางทักษะการเข้าสังคมของเ้าตัวนี่เอง
คำว่า ‘บกพร่องทางสังคม’ ฟังดูเผินๆ อาจจะเหมือนคาแรกเตอร์น่ารักๆ หรอกนะ แต่ในความเป็จริงแล้วจางเหวินเซินไม่รู้สึกว่ามันน่าอภิรมย์ตรงไหนเลย ท่าทีที่ต้วนเค่อจุนปฏิบัติต่อเขามันช่างน่าเหลือทน แต่ในเมื่อผู้ชายคนนี้ไม่ได้จงใจแกล้ง แล้วจะให้เขาเอาอารมณ์โกรธไปลงที่ใครได้ล่ะ
“เอาเป็ว่าเื่มันก็เป็แบบนี้แหละค่ะ บอสของหนูทำเกินไปเลยใช่ไหมคะ” หลังจากระบายความอัดอั้นตันใจเกี่ยวกับบอสออกไปเป็กระบุง จางเหวินเซินก็ถอนหายใจยาวก่อนเอ่ยถาม “พี่ชายอาร์คคิดยังไงคะ บอสของหนูเขาเกลียดหนูมากแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”
ต้วนเค่อจุนดูเหมือนจะตกอยู่ในอาการช็อกอย่างรุนแรง ถึงแม้สีหน้าท่าทางภายนอกจะยังดูนิ่งสงบ แต่จางเหวินเซินอาศัยประสบการณ์ที่คลุกคลีกันมาประเมินดู ก็รู้ได้ทันทีว่าภายในใจของผู้ชายคนนี้กำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ต้วนเค่อจุนขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางทั้งร่างดูห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง เขายกสองมือขึ้นมาขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหยิงเพื่อระบายความอึดอัด
จางเหวินเซินใ
“พี่ชายอาร์คเป็อะไรไปคะ”
มือของต้วนเค่อจุนยังคงกุมหน้าผาก นิ่งเงียบจมดิ่งอยู่พักใหญ่
“อ๊ะๆๆ พี่ชายอาร์คอย่าคิดมากเลยนะคะ” จางเหวินเซินลืมจุดประสงค์ของตัวเองไปเสียสนิท รีบเอ่ยปลอบใจอีกฝ่ายรัวๆ “ลูกน้องของพี่เก่งกาจกันจะตายไป พวกเขาต้องคอยสนับสนุนพี่อยู่แล้วล่ะค่ะ อย่าเอาเื่ของหนูไปคิดเปรียบเทียบกับตัวเองเลยนะ”
ต้วนเค่อจุนเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย มือยังคงกุมปิดบังใบหน้าั้แ่่จมูกลงไป เหลือทิ้งไว้เพียงดวงตาและหัวคิ้วที่โผล่พ้นออกมา เขาส่งยิ้มเจื่อนขมขื่นคล้ายคนที่กำลังแบกความอัดอั้นตันใจเอาไว้
“วีวี่ครับ ผมควรทำยังไงดี ผมคิดว่า...ผมคงจะโดนลูกน้องเกลียดเข้าให้แล้วล่ะ”
ในวินาทีนั้น จางเหวินเซินเกือบจะลืมไปสนิทเลยว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือต้วนเค่อจุน
ทำไมจู่ๆ มีแวบหนึ่งที่เขาดันรู้สึกว่าบอสแผนกจอมโหดคนนี้น่ารักะเิไปเลยล่ะเนี่ย!
ความรู้สึกขนลุกซู่แล่นพล่านขึ้นมาตามแผ่นหลัง จางเหวินเซินรีบสะบัดหัวไปมา เพื่อไล่ความคิดเพ้อเจ้ออันน่าสยดสยองนั้นออกไปจากสมอง
ต้วนเค่อจุนยืดตัวขึ้นมาจากโต๊ะทำงานอีกครั้ง เขาใช้มือเสยจัดระเบียบปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้า สายตาล่อกแล่กด้วยความกังวล แต่กลับแสร้งถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่ใส่ใจ
“งั้น…เปลี่ยนเป็ผมถามคุณบ้างแล้วกันนะครับ คือว่า...คุณคิดว่าบอสต้องทำตัวยังไง ลูกน้องถึงจะชอบเหรอครับ”
ชอบเนี่ยนะ? จางเหวินเซินิญญาแทบหลุดออกจากร่าง ยมทูตหน้าตายอย่างต้วนเค่อจุนกำลังพูดเื่บ้าอะไรอยู่เนี่ย!
สมองของเขาเกิดอาการโอเวอร์โหลดจนค้างไปโดยสมบูรณ์ ทำได้เพียงตอบออกไปโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดใดๆ ทั้งสิ้น
“ขั้นแรกเลยนะคะ บอสต้องคอยเลี้ยงน้ำชายามบ่ายลูกน้องเป็ประจำค่ะ”