ขณะที่หลัวหยางกำลังก้าวเดินไปตามทางลูกรังที่ทอดยาว ซึ่งเป็เส้นทางหลักระหว่างหมู่บ้านชายแดนกับเมืองจงหนาน
ชายหนุ่มก็พบเจอกับขบวนคาราวานสินค้าขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยเกวียนนับสิบเล่ม ลากจูงโดยสัตว์อสูรเชื่องรูปร่างคล้ายวัวป่าแต่กลับมีเกล็ดเหล็กแผ่คลุมไปทั้งตัว ทุกเกวียนต่างบรรทุกหีบเหล็ก ข้าวของ และห่อผ้าขนาดใหญ่
บ่งบอกว่าขบวนนี้น่าจะเป็ขบวนการค้าระดับกลาง มีเป้าหมายเดียวกันคือมุ่งหน้าไปยังเมืองจงหนานเพื่อทำธุรกรรมครั้งใหญ่
“ท่านผู้าุโ..”
“ข้าน้อย..”
หลัวหยางจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้ และหลังจากทำความเข้าใจกับหัวหน้าขบวนซึ่งเป็ชายร่างท้วมที่สวมชุดคลุมผ้าลินินสีหม่น มีหนวดเครารุงรังและน้ำเสียงอ่อนโยน เขาก็ได้รับอนุญาตให้อาศัยร่วมทางโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารใดๆ
แค่ต้องช่วยเป็หูเป็ตาให้ในระหว่างทางบ้างเล็กน้อย
การเดินทางร่วมขบวนในลักษณะนี้ย่อมมีความปลอดภัยและรวดเร็วกว่าการเดินทางเพียงลำพังเป็อย่างมาก
เพราะไม่เพียงแต่จะมีเสบียง น้ำดื่ม และที่หลบแดดฝนในยามพักเท่านั้น
แต่รอบๆขบวนยังมีผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักคุ้มภัยเดินคุ้มกันอยู่เป็ระยะ
เหล่าผู้คุ้มกันจากสำนักคุ้มภัยล้วนเป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่เคยผ่านสนามรบจริงมาแล้วทุกคน
พวกเขามักเดินขนาบสองข้างของขบวน บางคนขี่สัตว์อสูร บางคนเดินเท้าเงียบๆ
โดยมีเพียงฝ่ามือที่วางอยู่บนด้ามอาวุธเท่านั้นที่บ่งบอกถึงความพร้อมตลอดเวลา ระดับพลังของแต่ละคนอยู่ในขั้นหลอมกายาั้แ่ขั้นหกถึงเจ็ด และมีบางคนที่ถึงขั้นเปิดห้วงจิติญญาซึ่งสามารถควบคุมพลังปราณและะเิพลังได้ในชั่วพริบตา
หลัวหยางไม่ได้แสดงพลังหรือรัศมีของผู้ฝึกตนออกมาอย่างเด่นชัด เสื้อผ้าที่เขาสวมจะดูมอมแมมจากการเดินทางอันยาวนาน มีฝุ่นเกาะตามชายแขนเสื้อและรอยขาดเล็กๆตรงชายเสื้อด้านหลัง ทว่าใบหน้าของเขานั้นกลับหล่อเหลาคมคาย
มีเสน่ห์สงบนิ่ง ดวงตาสีแดงล้ำลึกที่ราวกับส่องสะท้อนภายในจิตใจผู้คนได้นั้นกลับเป็จุดเด่นที่ทำให้ไม่มีผู้ใดดูแคลน
ขณะขบวนกำลังเดินต่อไปเรื่อยๆ บนเส้นทางที่เริ่มเข้าสู่เขตเนินเตี้ยและมีลำธารตัดผ่าน
เสียงหัวเราะเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเป็กันเองจากทางด้านข้าง
“หลัวหยาง เ้าเป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งเริ่มต้นในเส้นทางใช่ไหม?”
“ว่ายังไงล่ะ.. คิดจะมาเข้าร่วมกับสำนักคุ้มภัยของพวกข้าหรือไม่?”
ผู้พูดคือชายวัยกลางคนร่างใหญ่ในชุดเกราะเบา เขาขี่สัตว์อสูรสีดำทมิฬที่ดูจะเป็ลูกผสมระหว่างม้ากับแมวดำ ร่างของชายผู้นี้สูงใหญ่ ผิวสีแทนเข้ม มีใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้มากมาย และขณะนี้ก็ยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันที่บิ่นเล็กน้อยตรงซี่ข้าง
หลัวหยางที่นั่งอยู่ท้ายเกวียนสินค้าทางตอนกลางของขบวนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ดีกว่าท่านผู้าุโอวิ๋น ข้าวาดฝันว่าจะเข้าร่วมนิกายหรือสำนักใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่ง”
“เพราะมันอาจช่วยให้ข้าพัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็วมากกว่า”
คำตอบของหลัวหยางไม่ได้ทำให้ชายคนนั้นผิดหวังแต่อย่างใด กลับหัวเราะร่าออกมาเสียงดัง
พร้อมกับมีผู้คุ้มกันอีกสองสามคนที่ขี่ม้าอยู่ไม่ไกลกันร่วมวงสนทนาด้วย
“เฮ้อ หลัวหยาง การวาดฝันมันก็เป็เื่ที่ดีสำหรับชายหนุ่มเช่นพวกเ้านั่นแหละ ทว่าในโลกแห่งความเป็จริงมันกลับไม่ใช่เช่นนั้นน่ะสิ”
“ถูกต้อง! พวกข้าในอดีตเองก็เคยวาดฝันว่าจะเข้าร่วมนิกายที่ยิ่งใหญ่สักแห่งหนึ่ง..”
“ทว่าพร์และศักยภาพของพวกข้ามันไม่เพียงพอ เลยออกมาทำงานกับสำนักคุ้มภัยดีกว่า!”
“เหอะๆ พูดไปก็เจ็บใจไป ใครใช้ให้พวกเราเกิดมาอ่อนแอกันล่ะวะ อายุก็ป่านเข้าไปกันจะห้าสิบแล้ว แต่ยังติดอยู่ในระดับหลอมกายา”
คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะขึ้นมาอีกระลอก บรรยากาศในขบวนกลายเป็ครึกครื้นและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
ไม่ใช่เพียงเพราะบทสนทนา พวกเขาทุกคนได้ระลึกถึงความฝันในวัยเยาว์ที่ยังคงซ่อนอยู่ลึกๆภายในจิตใจ
หลัวหยางเองก็เข้าใจในสัจธรรมดังกล่าวดี
เขาย่อมรู้ว่าโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ไม่ใช่สถานที่แห่งความฝันและความงดงาม แต่เป็เวทีแห่งการ่ชิง การเอาชีวิตรอด และการไต่เต้าท่ามกลางซากศพและความสิ้นหวัง ทว่าในเมื่อตนได้รับโอกาส ได้พลังบางสิ่งที่เหนือธรรมดา
การแสดงให้ผู้คนได้เห็นถึงคุณค่าและศักยภาพของตนก็มิใช่เื่เสียหาย
หลัวหยางจึงกล่าวออกมาอีกระลอกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ไม่ต้องห่วงท่านผู้าุโทั้งหลาย ตอนนี้ข้าอายุเพียงสิบห้าปี ทว่าเป็ระดับหลอมกายาขั้นที่สามแล้ว!”
“มันน่าจะเพียงพอสำหรับการเข้าสำนักใหญ่หรือนิกายที่ดีๆได้ไม่ยาก!”
คำพูดดังกล่าวราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางวงสนทนา
เสียงสนทนาหัวเราะเมื่อครู่พลันเงียบลงในพริบตา ก่อนที่ทุกคนจะหันขวับไปมองใบหน้าของหลัวหยางแทบพร้อมกันด้วยสีหน้าตกตะลึง แม้แต่ผู้าุโที่มักรักษาความสุขุมอยู่เสมอยังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
“อะไรนะ?! เ้าเพิ่งอายุเพียงสิบห้าปีเองเรอะเนี่ย?”
“เหลือเชื่อชะมัด ตอนแรกพวกข้าคิดว่าเ้าจะมีอายุซักยี่สิบปีเห็นจะได้!”
“ถูกต้อง! มองคนจากภายนอกไม่ได้จริงๆนั่นแหละ”
“ข้ายังคิดว่าเ้าเป็พวกผู้บำเพ็ญเพียรที่มีประสบการณ์แล้วเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะยังอายุน้อยขนาดนี้!”
การสนทนาเริ่มกระจายออกไปทั่วขบวนคาราวาน บางคนที่อยู่ห่างก็ยังชะโงกหน้ามาแอบฟัง สีหน้าของทุกคนต่างแสดงถึงความประหลาดใจและชื่นชมอย่างเปิดเผย หนึ่งในผู้าุโที่มีรอยแผลเป็ข้างแก้มกล่าวขึ้นบ้าง
“แถมยังเป็ถึงระดับหลอมกายาขั้นสาม ศักยภาพและพร์ของเ้าไม่ธรรมดาเลยนะ คงมาจากตระกูลใหญ่ซักแห่งใช่หรือไม่?”
คำถามนั้นไม่ต่างจากความสงสัยที่ทุกคนมีอยู่เต็มอก
พวกเขาล้วนคิดว่าหลัวหยางต้องมีพื้นฐานที่มั่นคง อาจจะเป็บุตรของผู้าุโจากนิกายใดนิกายหนึ่ง หรือไม่ก็อย่างน้อยต้องเป็คุณชายของตระกูลผู้มีอำนาจในแคว้นเทียนิ หรือเมืองใกล้เคียง ทว่าคำตอบของหลัวหยางกลับสวนทางกับความคาดหมายของทุกคนอย่างสิ้นเชิง
“ไม่ใช่หรอกท่านผู้าุโ ข้ามาจากหมู่บ้านหินผาที่ห่างออกไปจากที่แห่งนี้หลายร้อยลี้”
“ข้าใช้เวลากว่าหนึ่งอาทิตย์ เดินทางมายังเมืองจงหนานเพื่อมองหาโอกาส”
คำตอบของเขาเรียบง่าย หากแต่เต็มไปด้วยความสัตย์จริง
ั์ตาของเขาไม่มีร่องรอยของการเสแสร้งหรือพยายามสร้างภาพใดๆทั้งสิ้น นั่นจึงทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงไปชั่วขณะ ทุกคนต่างตกอยู่ในความคิดของตนเอง ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ไม่ถึงครู่ก็ถูกทำลายด้วยเสียงหัวเราะเบิกบาน
“เ้าไม่ใช่คุณชายจากตระกูลใหญ่ แต่มาจากหมู่บ้านเล็กๆจริงๆเรอะเนี่ย? เหลือจะเชื่อเลยแฮะ!”
ชายผู้พูดเมื่อครู่ที่เคยคิดว่าหลัวหยางเป็ผู้สืบสายตระกูลใหญ่นั้นกลับเป็คนแรกที่หัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วเสียงหัวเราะก็ลุกลามไปทั่วขบวนอีกครั้ง ไม่ใช่เสียงหัวเราะเย้ยหยันหรือดูแคลน เป็เสียงหัวเราะจากใจจริงที่เกิดจากความประหลาดใจและความชื่นชม
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ดูเหมือนพวกเราจะได้มีความสัมพันธ์กับยอดฝีมือในอนาคตแล้วล่ะ!”
“ใช่ๆๆ เด็กหนุ่มที่เดินออกมาจากหมู่บ้านห่างไกล และในวัยเพียงสิบห้าปีก็สามารถบำเพ็ญจนถึงหลอมกายาขั้นสามได้”
“หากไม่ใช่ผู้มีโชควาสนา ก็ต้องเป็ผู้มีเจตจำนงที่แน่วแน่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน!”
“หลัวหยาง ในอนาคตถ้าเ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาพวกข้าที่สำนักคุ้มภัยจงหนานได้เลยนะ พวกข้าจะคอยช่วยเหลือเ้าเอง!”
คำพูดเ่าั้เต็มไปด้วยการให้กำลังใจ พวกเขาถึงจะเป็เพียงผู้คุ้มกันธรรมดา ไม่อาจไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้ยิ่งใหญ่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรได้แล้ว ทว่าเมื่อได้เห็นคนรุ่นใหม่ที่มีแววเปล่งประกาย ความปรารถนาดีอันเรียบง่ายจึงผุดขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่อยู่
หลัวหยางเองก็ไม่ปฏิเสธ เขาพยักหน้ารับอย่างนอบน้อม มองกลับไปยังผู้มีน้ำใจทั้งหลายเต็มไปด้วยความเคารพอย่างจริงใจ
ต่อให้ชายหนุ่มจะรู้ว่าคำสัญญาในโลกใบนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเชื่อถือได้ทั้งหมด
ทว่าในระหว่างการเดินทางอันยาวไกล การได้รับน้ำใจจากผู้คนอย่างบริสุทธิ์ก็เป็สิ่งที่ควรจดจำ
เขาโค้งศีรษะเล็กน้อยแล้วตอบกลับด้วยเสียงหนักแน่น
“ขอบคุณในความเมตตาของทุกท่าน.. ข้าหลัวหยางจะจดจำไว้ในใจ!”
และเมื่อขบวนการค้าคลื่อนตัวไปใต้แสงจันทร์ที่เริ่มฉายแสงสว่างเหนือภูผา
เสียงฝีเท้าสัตว์อสูรประสานกับเสียงหัวเราะของเหล่าผู้คุ้มกันยังคงดังก้องไม่หยุดยั้ง
มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นในค่ำคืนนี้อาจไม่ได้ยืนยาว ทว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความเดียวดาย มันคือประกายเล็กๆที่หลัวหยางจะไม่มีวันลืม