หลินเย่ยังอยู่ที่ขอบประตู มือกำขอบตะกร้า ไม่ก้าวออก ไม่ถอยเข้า ท่าทีที่เถ้าแก่เยี่ยจือมีต่อร่างสีม่วงนั้นไม่ใช่ความเคารพ หากเป็นความคุ้นเคยที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันอีกแล้ว
"ข้าต้องการหญ้าชิงเหอ ประมาณสี่สิบต้น"
ชายชราชะงักไปทันทีที่ได้ยินตัวเลขนั้น
"หญ้าชิงเหอทั้งหมดอยู่ภายในตะกร้าสานเบื้องหลังของเขา" เขาชี้นิ้วมาที่ฝั่งที่หลินเย่ยืนอยู่ พร้อมกับที่มืออีกข้างเช็ดลงบนชายเสื้อของตัวเองหนึ่งครั้งโดยไม่รู้ตัว
นางหันมา สายตาวนจากตะกร้าบนหลัง ผ่านเสื้อผ้าป่านเก่า ลงมาที่มือที่ยังมีรอยดินติดอยู่ แล้วจึงหยุดที่ใบหน้า สายตานั้นวนจากตะกร้าบนหลัง ลงมาที่มือเปื้อนดิน แล้วหยุดที่ใบหน้า ไม่มีคำถามใดหลุดออกมาหลังจากนั้น หลินเย่ไม่หลบสายตา ไม่พูดอะไร นางเดินเข้ามาเล็กน้อย แล้วเท้าของเขาก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ร้านที่เมื่อครู่ยังรู้สึกกว้างพอจะหายใจได้สบาย ตอนนี้เล็กลงในแบบที่ไม่ได้เกิดจากขนาดของมัน
"สหายน้อยผู้นี้ ซื้อหญ้าชิงเหอไปหมดหรือ"
นางเอ่ยขึ้น เสียงของนางราบเรียบ
"ข้าทำการตกลงซื้อขายกับเถ้าแก่เยี่ยจือแล้ว สหายขอรับ"
นางนิ่งไปสักครู่ "ขอทราบชื่อของสหายได้หรือไม่"
"ข้าหลินเย่ เย่ ที่หมายถึงราตรี"
บางอย่างในดวงตาสีม่วงคู่นั้นขยับไปเพียงนิดเดียวเมื่อได้ยินชื่อนั้น แล้วก็นิ่งกลับมาในอึดใจถัดมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางค้อมตัวคารวะเล็กน้อย "เรียกข้าว่าหว่านหรง สหายเย่ นามของข้าไม่ได้มีความหมายมากนัก สหายมิต้องจดจำ"
เขาจดจำมันทันที หว่านหรง ชื่อนั้นกระทบอะไรบางอย่างในหัวที่บอกไม่ได้ว่าคืออะไร ราวกับเสียงที่เคยได้ยินในระยะไกลแล้วจำทิศทางไม่ถูกอย่างไรอย่างนั้น
และดวงตาที่มองอยู่นั้นเขาเคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่ใบหน้า ไม่ใช่ร่างกาย หากเป็นดวงตา เย็น ลึก สีม่วงจางๆ ที่ดูเหมือนไม่ต้องการอะไรจากคนที่กำลังมองอยู่ รถม้าสีม่วงอมเทาบนถนนในเมืองเมื่อสามปีก่อน ลมที่พัดชายม่านให้เผยออก เด็กสาวที่ชะเง้อตัวออกมามองเขา แล้วเสียงหญิงในรถที่เรียกชื่อนั้นกลับเข้าไป ชื่อที่เขาดึงขึ้นมาไม่เคยครบมาตลอดสามปี บัดนี้มันกลับมาเข้าที่ของมันเองในพริบตาเดียว
มู่หว่านหรง
"เหตุใดสหายเย่ถึงกวาดซื้อหญ้าชิงเหอไปมากเช่นนั้น"
"ข้าเพียงจะนำไปปรุงโอสถเท่านั้น"
"เมืองฟางหรงแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพสินค้า" นางเดินวนเบาๆ ท่าทางสบาย ไม่ใช่การเดินเล่น "วัตถุดิบคุณภาพสูงย่อมหาง่ายเป็นอย่างมาก หากแต่สมุนไพรขั้นต่ำนั้น ในเมืองฟางหรงกลับหายากกว่าปกติ ข้านึกได้เพียงแค่เรือนพฤกษาที่จะมีสินค้าประเภทนี้"
เยี่ยจือชะงักไปครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองนาง นางเมินเฉยเสีย เขาจึงก้มหน้ากลับลงไปที่กล้องยาสูบในมือโดยไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก
"หากสหายเย่นำไปหมด หว่านหรงผู้นี้ก็จะไม่มีส่วนผสมหลอมยาเช่นกัน"
หลินเย่จับใจความได้ทันที นางผู้อยู่เบื้องหน้าเป็นนักหลอมโอสถเช่นกัน ข้อมูลนั้นปะทะเข้ากับสิ่งที่เขาสังเกตมาตั้งแต่แรก รอยที่ปลายนิ้ว กลิ่นที่ลอยอยู่รอบตัว และความคุ้นเคยที่นางมีต่อร้านนี้
"ข้าทำการตกลงซื้อขายกับเถ้าแก่เยี่ยจือแล้ว สหายหว่านหรงโปรดเข้าใจด้วย"
"ข้าว่าเจ้าจะไม่เสียผลประโยชน์" นางเดินเข้ามาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอ่อนๆ ที่ลอยอยู่รอบตัวนางเข้าใกล้กว่าเดิม "ว่ามาเจ้าซื้อขายกับเถ้าแก่เยี่ยจือผู้นี้เท่าใด ข้าจะจ่ายให้มากกว่าสามเท่า"
เถ้าแก่เยี่ยจือตาสว่างขึ้นมาทันที ปลายกล้องยาสูบในมือขยับขึ้นครึ่งนิ้ว แล้วก็วางกลับลงบนเข่าอย่างเงียบเชียบ สินค้าทั้งหมดอยู่ในตะกร้าที่เพิ่งยกให้เด็กหนุ่มไปเมื่อไม่กี่อึดใจก่อน
หลินเย่วางตะกร้าลง "ข้าสามารถแบ่งมันให้ท่านได้หนึ่งในสาม ส่วนเรื่องราคา ข้าให้ขวดโอสถฟื้นฟูลมปราณแก่เถ้าแก่เยี่ยจือสองขวด รวมเจ็ดเม็ด ราคาที่เหมาะสม สหายหว่านหรงโปรดเสนอ" เขาไม่รู้ราคาแน่ชัดของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การโยนตัวเลขออกไปก่อนจึงเป็นการลองดูว่านางจะตอบอะไรที่น่าสนใจกลับมาหรือไม่
นางหยุดเดินวน "ขวดยา" เสียงออกมาเบาราวกับพึมพำอยู่ในหัว แล้วนางก็เดินไปที่โต๊ะของเถ้าแก่เยี่ยจือ หยิบขวดโอสถที่หลินเย่วางไว้ก่อนหน้าขึ้นมา เขย่าเบาๆ ก่อนจะเทโอสถลงบนฝ่ามือ สองเม็ด ขนาดไม่สม่ำเสมอในแบบที่บอกว่าหลอมด้วยมือ ไม่ใช่ของที่ปั้นออกมาจากพิมพ์ สีเทาอมเขียวที่เข้มกว่าโอสถทั่วไป นางหยิบแว่นขึ้นมาส่อง ช้าๆ ละเอียด ใบหน้าไม่แสดงอะไรออกมาเลยสักอย่าง
นิ้วที่กลิ้งเม็ดยาอยู่นั้นหยุดลงหนึ่งจังหวะ แล้วจึงกลิ้งต่อ นางยกแว่นขึ้นส่องซ้ำอีกสองรอบ ทั้งที่รอบแรกก็ควรจะเพียงพอแล้ว
"สมุนไพรในนี้มีสี่ชนิด ชิงเหอ ฉีหยาน หวงจิง เปลือกต้นหงฉี"
หลินเย่นิ่ง ความเย็นเล็กๆ วิ่งขึ้นมาที่หลัง นางบอกสิ่งนั้นได้ตรงทั้งที่สมุนไพรในตะกร้าถูกทับกันจนมองไม่เห็นส่วนอื่น เพียงแค่มองโอสถเม็ดหนึ่ง นางก็ระบุส่วนผสมหลักได้ทันที หรือโอสถนี้เป็นสูตรพื้นฐานที่นักหลอมทุกคนรู้อยู่แล้ว เขาคิดอยู่ในหัว ปากไม่พูดออกมา
"เจ้าเป็นคนหลอมมันหรือ"
นางรู้อยู่แล้ว คำถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบ มันต้องการดูว่าเขาจะเลือกโกหกอย่างไรต่างหาก หลินเย่กำขอบตะกร้าแน่นขึ้นอีกหนึ่งระดับ ปล่อยให้ความหนักของมันดึงความคิดออกจากชื่อที่เพิ่งได้ยิน แล้วจึงตอบ
"เปล่า ศิษย์พี่ข้าเป็นคนหลอม"
นางมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่พูด ไม่ถามต่อในทันที ราวกับกำลังบันทึกคำตอบนั้นเอาไว้แล้ววางมันไว้ข้างๆ ก่อน ที่นอกประตูร้าน เงาของสตรีชุดดำเคลื่อนไปครึ่งก้าวแล้วหยุดนิ่งลงเช่นเดิม แล้วนางก็ก้มลงมองตะกร้าสาน
"สมุนไพรพวกนี้มีสี่ชนิด ชิงเหอ ฉีหยาน หวงจิง เปลือกต้นหงฉี หากศิษย์พี่ของเจ้าสั่งให้ซื้อมาสี่ชนิดนี้ สูตรที่ใช้คงไม่หลากหลายนัก" นางหันขึ้นมามองหน้าเขาตรงๆ "ศิษย์พี่ของเจ้า เกี่ยวข้องอันใดกับท่านกู่เหวยหรือไม่"
ชื่อนั้นปะทะเข้ามาโดยไม่มีคำเตือน
เขาไม่ขยับ แต่ลมภายในหยุดนิ่ง ชื่อนั้นตกลงมาเหมือนหินในน้ำลึก กู่เหวย นางรู้จักกับผู้นั้นเช่นไร คำตอบยังจมอยู่ใต้ผิวน้ำ มีส่วนตรงไหน ยังหาคำตอบไม่ได้ สูตรโอสถที่เขาหลอมมานั้นมาจากตำราของกู่เหวย หากนางรู้จักตำราชุดนั้น นางก็อาจระบุเจ้าของสูตรได้จากตัวยาเพียงเม็ดเดียว
ที่มุมห้อง เถ้าแก่เยี่ยจือกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังพอให้ได้ยิน แล้วก็ไม่ขยับอีกเลย ส่วนสตรีชุดดำนอกประตูร้านเดินเข้ามาหนึ่งก้าว ไม่มากนัก พอให้รู้สึกได้
"ข้าเองก็ไม่ทราบ" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบกว่าที่ควรจะเป็น "ข้าเพียงถูกสั่งใช้งานจากศิษย์พี่อีกที หากท่านต้องการทราบ ให้ข้าส่งข้อความถึงศิษย์พี่หรือไม่ หากศิษย์พี่ทราบชื่อของท่าน คงไม่รีรอที่จะมาหาเป็นแน่"
นางนิ่งเงียบ ครุ่นคิดอยู่สักครู่ "เรื่องนั้นคงมิต้องลำบากสหายเย่ หากถึงคราว ข้ากับศิษย์พี่ของสหายคงได้พบกันที่ทำเนียบโอสถรุ่นเยาว์ที่จะจัดขึ้นอีกสองปีข้างหน้า เจ้าไม่ต้องใส่ใจนัก"
ทำเนียบโอสถรุ่นเยาว์ เขาเก็บชื่อนั้นไว้ในหัว
"เมื่อสหายเย่ค้าขายกับพ่อค้าด้วยโอสถ เช่นนั้นแล้วข้าจะซื้อมันทั้งหมด สองในสามส่วน" นางชี้นิ้วลงที่ตะกร้าสาน "และข้าจะไม่ซื้อเพียงหญ้าชิงเหอ ทว่าจะซื้อฉีหยาน หวงจิง และเปลือกต้นหงฉีของเจ้าด้วย เช่นนั้นสหายเย่ โปรดตัดสินใจเรื่องราคาได้ตามสะดวก"
หลินเย่นิ่งอยู่กับตัวเลขในหัว นางรู้ว่าเขาจะแบ่งหนึ่งในสามเพื่อจบปัญหา ดังนั้นนางจึงขอซื้อสองในสาม ทิ้งให้เหลือน้อยกว่าที่เขาต้องการ นางระบุสี่ชนิดที่ต้องการได้ตรงทั้งหมด และหากนางซื้อฉีหยาน หวงจิง กับเปลือกต้นหงฉีไปด้วย วัตถุดิบที่เหลือจะหลอมโอสถฟื้นฟูได้ไม่พอ
ไม่ใช่การซื้อขาย มันคือการเดินหมากตัดทางเขา
"สหายหว่านหรง" เขาเอ่ยขึ้น "เหตุใดถึงต้องการของเหล่านี้ เฉกเช่นเดียวกับศิษย์พี่ของข้า"
นางหยุดเดินวน "ข้าเองก็เป็นนักหลอมโอสถ" นางพูดเบาๆ "สนใจหลอมโอสถของท่านกู่เหวย ทว่าวัตถุดิบเหล่านั้นถูกระบุชัดเจนไว้ในตำรา หากใช้วัตถุดิบอย่างอื่นนอกเหนือตำรา คุณภาพของมันย่อมด้อยลงไป สหายเย่โปรดเข้าใจ"
หลินเย่ยืนนิ่ง นางไม่ได้บอกว่าเป็นศิษย์ของกู่เหวย ทว่านางมีตำราของเขาอยู่ในมือ และรู้จักสูตรนั้นดีพอจะระบุส่วนผสมได้จากเม็ดเดียว รู้ดีกว่าที่เขาคาดไว้เสียด้วยซ้ำ ต่างฝ่ายต่างถือความลับที่รู้อยู่เต็มอก กลับเลือกที่จะสวมหน้ากากมารยาทเข้าหากัน
"เช่นนั้น" เขากล่าว แววตาทั้งสองปะทะกันอีกครั้ง "ศิษย์พี่ข้าดื้อดึงเรื่องโอสถ หากแต่สหายหว่านหรงมีข้อเสนอที่ดีพอ ข้าคิดว่าอาจเป็นไปได้"
สตรีชุดดำด้านหลังขยับกาย ฝุ่นที่ลอยอยู่ในลำแสงหน้าต่างหยุดนิ่งพร้อมกันทั้งห้อง ความเย็นซึมขึ้นมาจากฝ่าเท้า ผ่านแข้ง ขึ้นไปที่หลัง ไม่ใช่ความเย็นของอากาศในร้าน หลินเย่ไม่ขยับ ทว่ารู้ดีว่าสิ่งนั้นอยู่ที่นั่น จนกระทั่งมู่หว่านหรงยกมือขึ้นเบาๆ สตรีชุดดำจึงถอยกลับ
"เช่นนั้นแล้ว สหายเย่สนใจสิ่งใด โปรดเอ่ยมาเถิด" น้ำเสียงของนางยังราบเรียบเหมือนเดิม ดวงตาสีม่วงจางๆ นั้นกลับจับจ้องอยู่ที่เขาในแบบที่ต่างออกไปจากตอนแรกที่เดินเข้ามา "ตัวข้ามู่หว่านหรงผู้นี้มีทั้งทรัพย์สิน สมบัติ และวิชา หากสิ่งที่สหายเอ่ยมาสมเหตุสมผล ข้าย่อมพิจารณา"
เถ้าแก่เยี่ยจือนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้โยกเยก ไม่กล้าแม้แต่จะขยับ กล้องยาสูบที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะดับมอดไปนานแล้วโดยที่เจ้าของไม่ได้เหลียวไปมองมันอีกเลย หลินเย่มองนางอยู่สักครู่ ทรัพย์สิน สมบัติ วิชา สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น ทว่าอาจแลกด้วยอย่างอื่นได้
"ข้าต้องการเวลาพิจารณาสักครู่" เขาพูดออกมาเบาๆ
นางค้อมศีรษะเล็กน้อย
"สหายเย่มีเวลาพอดิบพอดี" ประโยคนั้นออกมาโดยที่นางไม่ได้มองหน้าเขาเลย สายตายังคงค้างอยู่ที่เม็ดโอสถบนฝ่ามือของตัวเอง
เถ้าแก่เยี่ยจือไม่ขยับ กล้องยาสูบยังวางอยู่ที่เดิม ฝุ่นในลำแสงเริ่มลอยขึ้นใหม่ช้าๆ