เฉินเสี่ยวต้านต้านรับซองจดหมายจากต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วผายมือเชิญเธอให้ไปนั่งบนโซฟาที่อยู่ข้างๆ
“พี่สะใภ้ นั่งก่อนเถอะ”
พูดจบเขาก็ตั้งใจอ่านจดหมายในมืออย่างละเอียด
ไม่นานนัก ผู้ช่วยหนุ่มก็ยกชามาสองถ้วยแล้ววางไว้ตรงหน้าของเฉินเสี่ยวต้านกับตงเสี่ยวเสี่ยวเขาผงกศีรษะให้เล็กน้อยอย่างสุภาพ ก่อนจะออกไปอย่างเงียบๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่รบกวนอะไรให้วุ่นวายเธอจิบชาพลางสำรวจห้องทำงานไปด้วย
หลังจากอ่านจดหมายจบเฉินเสี่ยวต้านก็ยิ้มออกมา แล้วพูดขึ้นว่า
“พี่สะใภ้ สบายใจได้เรื่องอิฐแดงกับปูนซีเมนต์นี่ไว้ใจฉันได้เลย ค่ารับเหมาทั้งหมดหกร้อยหยวนสร้างได้สามชั้นเดี๋ยวฉันจะให้ช่างที่เก่งเรื่องก่อสร้างสองคนไปช่วยสอนพวกคนงานที่พี่สะใภ้จ้างมาด้วย”
เขาพูดพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ
หลายปีแล้วที่ฉินซู่ไม่ได้ติดต่อหาเพื่อนๆเลย ทั้งยังไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพวกเขาเลย
ตอนนี้ยอมมาหาพวกเขาก็นับว่าเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งแน่นอนว่าเขาก็ต้องทำตามความต้องการของฉินซู่ให้ถึงที่สุดสิ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวได้ยินแบบนั้นก็ประหลาดใจเธออดไม่ได้ที่จะถามว่า
“หกร้อยหยวน สร้างสามชั้น?”
ในยุคสมัยนี้ การสร้างบ้านอิฐแดงสามชั้นต้องใช้เงินอย่างน้อยก็พันกว่าหยวน
ก่อนมาที่นี่ เธอได้ลองถามราคาอิฐแดงมาแล้วราคาอยู่ที่ก้อนละหนึ่งถึงหนึ่งหยวนห้าเหมา ไหนจะปูนซีเมนต์ ค่าวัสดุต่างๆ นานาแล้วจะสร้างถึงสามชั้นอีก อย่างน้อยก็ต้องใช้เงินสองพันหยวน
เฉินเสี่ยวต้านต้านคิดว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นว่าราคาสูงเกินไปเขาจึงรีบพูดว่า
“แพงไปเหรอ? ถ้าแพงไปอิฐแดงกับปูนซีเมนต์สร้างบ้าน ฉันยกให้ฟรีเลยถือว่าเป็นของขวัญแต่งงานที่ฉันให้ฉินซู่ พี่สะใภ้ว่าดีไหม?”
ดูสมองเขาสิ
ฉินซู่เดินเหินไม่สะดวกไหนจะต้องเลี้ยงดูเด็กสองคน แถมยังมีภรรยาอีก ชีวิตคงลำบากมาก
พวกเขาคงไม่มีเงินร้อยหยวนหรอกแล้วนี่เขาเปิดปากพูดไปถึงหกร้อยหยวน พี่สะใภ้ถึงได้ตกใจแบบนั้น
พอเห็นเฉินเสี่ยวต้านทำตัวกล้าๆ กลัวๆต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อดหัวเราะไม่ได้ เธอถามออกมาตรงๆ ตามที่สงสัย
“ฉันว่าคุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ ก่อนมาที่นี่ฉันลองถามราคามาแล้ว อิฐแดงก้อนหนึ่งก็ราคาหนึ่งถึงหนึ่งหยวนห้าเหมาไหนจะปูนซีเมนต์ ไหนจะมีช่างที่คุณจะส่งมาอีกอย่างน้อยก็ต้องใช้เงินพันกว่าหยวนแล้วมั้ง จะถูกขนาดนั้นได้ยังไงกันคะ?”
แต่เฉินเสี่ยวต้านกลับพูดอย่างสบายๆ
“เรื่องแค่นี้เองที่ชีวิตของฉันเป็นแบบนี้ได้ก็เพราะฉินซู่นั่นแหละกิจการที่ทำอยู่ทุกวันนี้เขาก็เป็นคนสนับสนุน ถ้าไม่ใช่เพราะเขาป่านนี้ฉันก็คงยังเข็นของอยู่ตามโรงงานหรือลงท่าเรือจะไปมีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการแบบนี้ได้ยังไง!”
ถ้าไม่ได้ฉินซู่ช่วยชี้แนะและคอยสนับสนุนจากความสามารถของเขา แค่เข้าไปทำงานในโรงงานยังยากไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้เป็นเจ้าของกิจการแบบทุกวันนี้เลย
ถ้าฉินซู่บอกว่าต้องการโรงงานอิฐแดงนี้เขาก็จะโอนให้ทันทีโดยไม่ลังเล
พอพูดมาถึงตรงนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาอีกครั้ง
“ก่อนหน้านี้พวกเราคิดว่าฉินซู่คงแต่งงานช้าที่สุด ที่ไหนได้ กลับเป็นเขาที่ลงหลักปักฐานก่อนใครเพื่อนพี่สะใภ้ต่งเป็นพี่สะใภ้คนแรกในกลุ่มพวกเราเลยนะครับ”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวชะงัก แล้วถามขึ้นว่า
“พี่สะใภ้คนแรก? สามีฉันไม่ใช่ว่าเคยแต่งงานมาก่อนเหรอคะ?แล้วเด็กสองคนนั้นล่ะ พวกเขามาอยู่ที่นั่นได้ยังไง?”
หรือจะบอกว่าเด็กทั้งสองคนผุดออกมาจากก้อนหินเหรอ?
ยิ่งในยุคทุกคนแทบจะอดมื้อกินมื้อแบบนี้ใครจะเสียสละเลี้ยงเด็กที่ไม่ใช่สายเลือดตัวเองกัน?
พอพูดถึงฉินไห่หยางฉินไห่เยว่แววตาของเฉินเสี่ยวต้านก็หม่นลง แล้วเล่าที่มาของเด็กๆให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวฟังตามความจริง
ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของเด็กสองคนวันนั้นสิ่งที่ฉินซู่ต้องเสีย คงไม่ใช่แค่ขาข้างเดียว แต่เป็นชีวิตทั้งชีวิต
ส่วนแม่ของเด็กทั้งสองคนก็รับไม่ได้กับการตายของสามี วันต่อมาเธอก็กินยาฆ่าแมลงฆ่าตัวตายทิ้งลูกน้อยสองคนเอาไว้
พ่อแม่ของเด็กทั้งสองคนนี้ก็เป็นเด็กกำพร้าไม่มีญาติที่ไหน ฉินซู่จึงรับเลี้ยงเด็กทั้งสองคนไว้ แต่เพราะขาที่ได้รับบาดเจ็บจึงทำให้เขาต้องเกษียณก่อนกำหนด
ต่อมาหลังจากนั้นพวกเพื่อนร่วมรบบางคนก็ไปได้ดี บางคนก็ปลดเกษียณไปใช้ชีวิตเงียบๆ แล้ว
ฉินซู่เป็นคนเงียบๆ ค่อนข้างเก็บตัวพอขาได้รับบาดเจ็บก็ยิ่งไม่ค่อยติดต่อกับใคร ตอนนี้ยอมติดต่อพวกเขาอีกครั้งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีไม่น้อย
ตงเสี่ยวเสี่ยวเพิ่งเข้าใจขึ้นมาที่แท้เด็กสองคนนั้นไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของฉินซู่
หลังจากคุยกับเฉินเสี่ยวต้านอยู่นานต่งเสี่ยวเสี่ยวก็หยิบเงินหนึ่งพันหยวนจากกระเป๋าเสื้อ ยื่นให้เฉินเสี่ยวต้าน
“นี่เป็นเงินค่าอิฐแดง ปูนซีเมนต์และค่าอุปกรณ์บางส่วน ถ้าไม่พอ เดี๋ยวฉันเอามาให้อีกนะคะ”
เฉินเสี่ยวต้านมองดูเงินปึกหนาในมือแล้วก็ยัดมันกลับคืนไปอีกครั้ง
“ฉันบอกแล้วไงบ้านหลังนี้ถือว่าเป็นของขวัญแต่งงานที่ฉันให้พี่สะใภ้กับฉินซู่”
“แบบนี้ได้ที่ไหนกันล่ะคะ?”
พูดจบต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ยื่นเงินคืนให้เขาไป
ต่างคนต่างยื้อแย่งกันไปมาในที่สุดก็ตกลงกันที่ราคาหกร้อยหยวนและจะสร้างทั้งหมดสามชั้น
ก่อนที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังจะกลับก็เดินสวนกับหญิงชราร่างผอมบางคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าบางๆ ผมขาวโพลน สีหน้าเหม่อลอย
ด้านหลังมีเด็กผู้หญิงถักเปียเดียวเธอวิ่งตามมา ก่อนจะหอบหายใจแรง
“คุณย่าค่อยๆ เดินสิคะ เดี๋ยวจะล้มเอานะ”
“คุณย่ามาทำอะไรที่นี่ครับ?”
เฉินเสี่ยวต้านมองหญิงชราตรงหน้าเขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และเข้าประคองอย่างระมัดระวัง
“เสี่ยวเสี่ยว...ฉันมาตามหาหลานของฉันพวกเธอเป็นใครกัน! ฉันจะไปหาเสี่ยวเสี่ยวของฉัน”
คุณยายพึมพำออกมา สีหน้าของเธอดูเลื่อนลอย
“คุณย่าครับ ผมก็คือเสี่ยวเสี่ยวไง!”
เฉินเสี่ยวต้านพูดอย่างใจเย็น
หญิงชราส่ายหน้า“เป็นไปได้ยังไง เสี่ยวเสี่ยวของฉันจะตัวโตขนาดนี้ได้ยังไงกันเขาบอกฉันว่าจะรีบกลับบ้านหลังเลิกเรียน จะไม่ไปทะเลาะกับใคร พ่อหนุ่มฉันขอร้องล่ะ ช่วยตามหาหลานชายของฉันให้หน่อย ฉันขอร้องล่ะ!”
หญิงชราร้องไห้น้ำตานองหน้า จู่ๆเธอก็หลับตาลง แล้วหมดสติไป
เสี่ยวเฟิ่ง เด็กหญิงผมเปียตกใจรีบเข้าไปประคองหญิงชราเอาไว้
“คุณย่า! ฟื้นสิ อย่าทำให้หนูกลัวสิคะ”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวชะงัก เธอหันหลังกลับมาแล้วจับชีพจรของคุณยาย พบว่าชีพจรของคุณยายปั่นป่วนไปหมด ประกอบกับอายุมากแล้ว ทั้งยังมีโรคประจำตัว ทำให้สติฟั่นเฟือน หลงๆลืมๆ ไปหมด
ตงเสี่ยวเสี่ยวใช้นิ้วกดจุดที่ร่องใต้จมูกของหญิงชราแล้วหยิบเข็มเงินที่พกติดตัวออกมา ฝังเข็มลงที่ข้อมือของหญิงชราสองจุด
“เฮ้ นี่เธอ! จะมาฝังเข็มใส่คนแก่มั่วๆแบบนี้ได้ยังไง...”
เด็กผู้หญิงข้างๆ พูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ
“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลย!ให้พี่สะใภ้ช่วยตรวจดูก่อนเถอะ”
ดวงตาของเฉินเสี่ยวต้านแดงก่ำเขาจ้องเด็กสาวเขม็งด้วยความโกรธ แล้วหันไปมองหญิงชราที่หมดสติด้วยสีหน้าเป็นกังวล
พอเฉินเสี่ยวต้านพูดขึ้นมาแบบนี้แล้วเด็กคนนั้นก็ไม่กล้าเถียงอะไรต่อ ได้แต่เงียบสนิท
ไม่นาน หญิงชราก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นเธอมองหลานชายที่สีหน้ากระวนกระวาย แล้วถามด้วยน้ำเสียงงุนงง
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ฉันกำลังปลูกดอกไม้อยู่ในสวนไม่ใช่เหรอ?”
“คุณย่าคะเมื่อกี้คุณย่าก็วิ่งออกมาเหมือนคนเสียสติเลยนะ ฉันห้ามยังไงก็ไม่อยู่”
เด็กผู้หญิงพูดขึ้น
“โรคเก่าคงจะกำเริบอีกแล้วสินะ!”