หากเป็นวรยุทธและพลังฝีมือทั่วไปนั้น ศิษย์ในสำนักกระยาจกย่อมสามารถเรียนรู้ได้ทุกประเภท แต่สำหรับชุดวิชานี้กลับมีความแตกต่างออกไปเป็นอันมาก
ฝ่ายผู้อาวุโสเลี่ยวจึงอธิบายให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองจากสำนักซีฉ่างว่า
“ใต้เท้าทั้งสองอาจจะยังมิทราบว่าชุดวิชาฝ่ามือฆ่ามังกรนี้ สืบทอดกันเฉพาะประมุขพรรคและทายาทของตระกูลหลี่เท่านั้น”
หลี่ซื่อซิ่นได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับว่า ‘ใช่’
แต่รองผู้บัญชาการหลิวเย่นั้นจดจำบางอย่างขณะสู้รบกับเผ่าวาลาได้ จึงถามไปว่า
“แต่ข้าพเจ้านั้นทราบว่าราชบุตรเขยหยางไคเองก็เคยใช้ฝ่ามือฆ่ามังกรอันเป็นวรยุทธ์ที่ซับซ้อนชนิดนี้ได้ด้วยเช่นกัน แล้วจะท่านจะอธิบายเรื่องนี้ว่าเช่นไร ?”
ฝ่ายหยางรุ่นชิงได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ จึงกล่าวไปว่า
“มะ..มีเรื่องเช่นนั้นจริง ๆ หรือ!!”
หลี่ซื่อซิ่นได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับว่า 'ใช่' เป็นครั้งที่สอง แต่ด้วยอาการเจ็บป่วยจึงไม่อาจเอ่ยอะไรออกมาได้อีก แต่คนทั้งสองรอคอยอยู่เป็นเวลานานแล้ว ประมุขหลี่ก็ยังไม่อาจให้ข้อมูลอื่นใดได้อีกจึงต้องลากลับไปในลักษณะนี้
ซึ่งเป็นเหตุหยางรุ่นชิงกลับมาถึงเรือนด้วยความเคร่งเครียดกังวลอย่างที่สุดในโลกแล้ว
ฝ่ายยุ่นเอ๋อซึ่งเป็นคู่ชีวิตและอยู่กินกันมานานหลายปีทั้งยังมีโซ่ทองคล้องใจกันอยู่ ย่อมสังเกตพฤติกรรมนั้นได้จึงสอบถามด้วยหวังดีเพื่อจะช่วยปรับทุกข์ แต่กลับทุกข์หนักเมื่อทราบว่า ‘หยางไค’ ได้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีใหญ่ไปเสียแล้ว
ครั้นพอถึงตอนเช้า นางก็รบเร้าสามีให้พาไปยังพรรคกระยาจกเสียด้วยกัน แล้วก็เริ่มโวยวายกับหลี่ซื่อซิ่นตามนิสัยดั้งเดิมในทันทีว่า
“หยางไคมิได้มีความแค้นอันใดกับท่านเลย มีแต่ท่านเองซึ่งอาจจะเกิดความแค้นที่หยางไคเข้าอภิเษกกับองค์หญิงหย่งชิงซึ่งมิใช่ลูกสาวของตัวใช่หรือไม่เล่า จึงต้องมาปรักปรำกันฉะนี้!!”
หลี่ซื่อซิ่นซึ่งนอนป่วยอยู่ แต่เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็โมโหอย่างที่สุดแล้วพลันนึกเสียดายที่ตนเคยมีโอกาสซัดฝ่ามือสังหารนางมารนี้ถึง 2 ครั้ง 2 คราแต่ก็มิได้กระทำให้เสร็จสิ้นมาจนวันนี้ยิ่งคิดก็ยิ่งสำนึกเสียใจจนเกินประมาณ และด้วยความโกรธแค้นนั่นเอง ในฉับพลันนั้นก็เกิดมีพลังกล่าววาจาสวนกลับออกไปว่า
“หากนับความแค้นที่มีต่อกัน ย่อมต้องเป็นหลี่ฉวงน้องชายแท้ ๆ ของข้าและก็เป็นบิดาของเจ้าด้วย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดฝ่ามือฆ่ามังกรมาด้วยเช่นเดียวกัน!!!”
กล่าวจบหลี่ซื่อซิ่นก็มีอาการหอบหายใจอย่างหนัก ฝ่ายลี่หลินบุตรสาวก็ตกใจจึงขับไล่ทุกคนให้ออกไป แล้วให้บิดาของตนพักกายในทันที
แม้จะมีผู้ต้องสงสัยเพิ่มมาอีก 1 คนก็ตาม แต่มิได้ทำให้หยางรุ่นชิงรู้สึกสบายใจแต่ประการใดเลย เนื่องด้วยอีกฝ่ายก็เป็นถึงพ่อตาของตน จึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหลิวเย่ซึ่งสนิทกัน
ฝ่ายหลิวเย่ย่อมเข้าใจความลำบากใจของหยางรุ่นชิงได้เป็นอย่างดีจึงอาสาจะสืบทราบข้อมูลต่อให้เอง ก็ได้พาองครักษ์เสื้อแพร 4 คนที่ไว้ใจได้ เพื่อไปสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับวรยุทธ์ชุดนี้ในพรรคกระยาจก
ซึ่งแน่นอนว่ามิอาจมีผู้ใดให้ข้อมูลสำคัญนี้ได้เลย ครั้นจะสอบถามกับประมุขพรรคก็ยังนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องมิอ่านตอบวาจาใดได้
แต่ขณะนั้นเองหลี่ลี่หลินบุตรสาวเมื่อทราบว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงต้องการทราบข้อมูลซึ่งตนสมควรจะตอบคำถาม เพื่อใช้ไขคดีความจึงออกมาให้ปากคำว่า
“ข้าพเจ้าเองเป็นบุตรย่อมได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาชุดนี้เช่นเดียวกัน แต่ด้วยพลังภายในยังไม่กล้าแข็งพอที่จะใช้จึงจะบอกเล่าคร่าว ๆ เพียงผิวเผิน ซึ่งกระบวนท่าที่ใช้ออกมีท่าที่ 1 มังกรทะยาน เป็นฝ่ามือที่ส่งให้ศัตรูเหินลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า จากนั้นท่าที่ 2 มังกรเหิน เป็นฝ่ามือต่อเนื่องที่ใช้ควบคุมทิศทางต่อศัตรูที่ทะยานขึ้นไปได้ดังใจนึก ส่วนกระบวนท่าที่ 3 สังหารมังกร เป็นท่าสังหารสุดอำมหิต แม้เพียงสัมผัสเบา ๆ แต่ภายในของศัตรูต้องบาดเจ็บหรือแหลกเล่ะเช่นใดก็ล้วนขึ้นอยู่กับพลังภายในของผู้ใช้ฝ่ามือนั้น และแม้ข้าพเจ้าจะได้รับการถ่ายทอดมาเพียง 3 กระบวนท่า ยังกล้ายืนยันว่าท่านพ่อน่าจะถูกลอบทำลายด้วยกระบวนท่าที่ 3 นั่นเอง”
หลิวเย่เมื่อได้รับฟังข้อมูลก็เห็นว่าครบถ้วนสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว จึงไปสอบปากคำพยานแวดล้อมเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพรรคเพิ่มเติม ก็ทราบว่าหลี่ฉวนซึ่งผู้เป็นน้องชายนั้นมีความแค้นกับหลี่ซื่อซิ่นประมุขพรรคขั้นร้าวลึกจนยากจะอยู่ร่วมฟ้าดินกันได้เลย หนำซ้ำยังมีผู้อาวุโสพรรคหลายคนเห็นหลี่ฉวนหรือจางฉวนซึ่งเปลี่ยนแซ่นั้นกับตา ว่าเคยได้ใช้ฝ่ามือฆ่ามังกรเพื่อทำลายรถศึกของมองโกลจากหอรบบนกำแพงเมืองเป่ยจิงที่ผ่านมาหลายเดือนก่อน ทั้งยังได้นั่งพักโคจรพลังอยู่ข้าง ๆ กับประมุขพรรคหลี่ซื่อซิ่นอยู่หลายรอบและหลายวันอีกด้วย!
เมื่อหลิวเย่รวบรวมสำนวนทั้งสิ้นก็สั่นศีรษะแล้วกล่าวไปเบา ๆ ว่า
“คดีนี้ไม่มีสิ่งใดซับซ้อนเลยแม้แต่นิดเดียว หากจะยุ่งยากบ้างก็ด้วยความสัมพันธ์ของผู้เกี่ยวข้องระดับสูงเท่านั้นเอง”
จากนั้นจึงร่างหมายจับ ‘จางฉวน’ ผู้มียศศักดิ์เทียบเท่าขุนนางหมีดำระดับ 5 แต่ก็เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีลอบทำร้ายหลี่ซื่อซิ่นซึ่งมียศศักดิ์เทียบเท่าขุนนางระดับ 4 เช่นนี้
ครั้นทำหนังสือเสร็จแล้วก็ให้เจ้าหน้าที่นำไปเสนอผู้บัญชาการ ส่วนตนนั้นถือกระบี่แล้วรีบนำองครักษ์เสื้อแพรในสังกัดกว่า 20 นาย เพื่อออกไปจับกุมด้วยตนเอง เนื่องด้วยอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือที่น่าจะจัดการได้ยากเย็นอย่างที่สุดแล้ว
ฝ่ายจางฉวนเมื่อมาอยู่เรือนรับรองในเมืองหลวงก็คิดแต่เพียงจะคืนไปยังหมู่บ้านมู่หยูเพื่อกลับไปทำหน้าที่นายบ้านอยู่เช่นดังเดิม แต่มาติดอยู่ที่ยุ่นซีหลานสาวนั้นไม่ยอมให้ตนกลับบ้านไปโดยง่าย แล้วในแต่ละวันจึงเอาแต่ซ้อมฝีมือที่สวนหย่อมบริเวณบ้านพักของตนเอง
แต่แล้ววันนี้ก็มีแขกที่มิได้รับเชิญจากสำนักซีฉ่าง ซึ่งในทีแรกจางฉวนย่อมนึกไปเองว่าหยางรุ่นชิงบุตรเขยสั่งให้ลูกน้องขนเอาข้าวของเครื่องใช้อันใดมากำนัลให้เสียอีก แต่กลับกลายเป็นตนต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีสำคัญ และแต่ละคนที่มากันในวันนี้ก็เพื่อจะเชิญตัวไปให้ปากคำ ณ สถานกักกันแห่งหนึ่งของเหล่าองครักษ์เสื้อแพร
ครั้นจางฉวนทำท่าขัดขืนหลิวเย่จึงแสดงตนในทันทีจากนั้นสอบถามไปว่า
“ท่านทราบหรือไม่ว่าหลี่ซื่อซิ่นประมุขพรรคกระยาจกป่วยไข้ ?”
จางฉวนเมื่อหยังคะเนขอบเขตพลังของหลิวเย่ก็ทราบห่างชั้นกันไม่มากนัก หนำซ้ำอีกฝ่ายยังพาพรรคพวกมาอีกเป็นจำนวนมากย่อมจะเกินกำลังของตนอย่างแน่นอน จึงจำเป็นต้องรอมชอมไปก่อน จากนั้นก็พยักหน้าว่า ‘ทราบเรื่อง’
ฝ่ายหลิวเย่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนยันมาแล้วจึงสอบปากคำอีกว่า
“ท่านเป็นน้องชายหลี่ซื่นซิ่นใช่หรือไม่ แล้วได้ไปเยี่ยมไข้สักครั้งแล้วหรือยัง ? ”
จางฉวนได้ยินเช่นนั้นก็ตอบไปตามตรงว่า
“ข้าพเจ้าแม้เป็นน้องชาย แต่มีความแค้นต่อกันนักจึงไม่ได้ต้องการจะไปเยี่ยม”
หลิวเย่ได้ฟังคำตอบเช่นนั้นก็ยิ่งมั่นใจ จึงชักกระบี่ออกมาแล้วกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าหลิวเย่รองผู้บัญชาการสำนักซีฉ่างขอจับกุมหลี่ฉวนขุนนางคุณูปการระดับ 5 ในข้อหาลอบทำร้ายขุนนางคุณูปการชั้นสูงกว่า หากบริสุทธิ์ใจจงตามไปกับเรา แต่หากขืนการจับกุมจะถูกสังหารในทันที!!”
จางฉวนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และยังเชื่อมั่นว่าบุตรเขยของตนจะอย่างไรต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างแน่นอน จึงยอมให้ใส่โซ่ตรวนแล้วขึ้นรถม้าซึ่งสร้างขึ้นมาจากเหล็กแกร่ง โดยไม่ทราบจุดหมายปลายทางที่ตนจะต้องประสบพบเจอตั้งแต่นี้เป็นต้นไป...