"เ้าสามารถเลือกเรียนรู้ เลือกใช้ได้ตามความชอบและถนัด ด้วยพื้นฐานที่ได้รับจากการใช้ศาสตร์ลับและการส่งเสริมของอาจารย์ หากเ้าขยันและอดทนฝึกฝน ไม่นานเ้าก็จะสามารถผาดโผนในดินแดนนี้ได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด "
"เมื่อใดที่เ้าแกร่งพอและเมื่อใดที่เ้าสามารถทำภารกิจที่ฝากฝังได้สำเร็จ หากวาสนายังมีต่อกันเ้าก็อาจได้เจอร่างต้นของอาจารย์ เมื่อเวลานั้นมาถึง อาจารย์และศิษย์อาจมีโอกาสได้พบเจอกันอย่างแท้จริง"
"ประการสุดท้าย ในถุงมิติทองคำมีสร้อยปิดลมปราณซ่อนชีพจรมีลักษณะธรรมดาไม่สะดุดตา ให้เ้าสวมใส่ไว้ตลอดเพื่อปกปิดระดับพลังปราณยุทธของเ้าอันจะเป็การดีกว่าแสดงพลังที่แท้จริงออกไป พยัคฆ์ที่ซ่อนเล็บย่อมร้ายกาจกว่าพยัคฆ์ที่แยกเขี้ยว เ้าสามารถปรับสร้อยให้แสดงระดับปราณยุทธตามที่ปรารถนา "
"แต่จะปรับให้สูงกว่าระดับปราณยุทธแท้จริงของเ้าไม่ได้ และสร้อยนี้มีคุณสมบัติซ่อนชีพจรไม่ให้คนอื่นสามารถตรวจสอบได้ว่าชีพจรเป็เช่นไร ด้วยเหตุที่ก่อนหน้านี้ชีพจรของเ้าโดนผนึกไว้ อาจจะเป็เหตุผลที่ผู้ผนึกไม่้าให้ชีพจรเ้าเปิดเผยแก่ผู้ได้ อาจารย์ไม่อาจมองข้ามเหตุผลข้อนี้ แม้อาจารย์จะไม่สามารถระบุชนิดชีพจรของเ้าได้ตอนที่เ้าหมดสติ เพราะขณะนั้นชีพจรของเ้าเพิ่งกำเนิดใหม่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ แต่จากขนาดที่เห็นย่อมมิใช่เส้นชีพจรที่ธรรมดาสามัญดุจคนทั่วไปอย่างแน่นอน"
"แต่ในภายหน้าเมื่อเส้นชีพจรของเ้าเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่เ้าจะตรวจสอบได้ด้วยตนเองว่าชีพจรของเ้าเป็เช่นไร ส่วนจักระทั้งเจ็ดเ้าไม่ต้องกังวลว่ามีใครจะรับรู้ว่าเ้ามีสิ่งมหัศจรรย์นี้ จะไม่มีใครทราบได้ว่าจักระของเ้าได้รับการเปิดออกทั้งเจ็ดต่ำแหน่ง หากเ้าไม่อนุญาตให้ผู้ใดตรวจสอบ การปกปิดระดับลมปราณซ่อนชีพจรจะลดปัญหาความยุ่งยากได้ไม่น้อย ยามที่เ้าออกท่องเที่ยวในยุทธภพ"
"อีกประการดาบเล่มที่วางไว้ด้านข้างร่างพลังงานของอาจารย์ถือเป็ของวิเศษในรอบล้านปีที่ยากจะพบเจอ ขอกำนัลให้แก่เ้าดาบนี้ทำจากแก่นอัคคีโลกันต์อเวจี อาจารย์จึงขอตั้งชื่อตามต้นกำเนิดว่า"
"ดาบอัคคีโลกันต์อเวจี...!!"
"ถือเป็ดาบใหญ่ที่ยากจะพบพานมีความทนทานและความคมยากจะหาใดเปรียบ ตอนนี้ดาบอยู่ที่ระดับราชันย์มีจิติญญามีความคิดอ่านเป็ของตัวเองในระดับหนึ่ง "
"การจะเป็เ้าของดาบต้องใช้โลหิตประทับตราิญญาเพื่อให้ดาบเชื่อฟังผู้เป็เ้าของดาบที่มีจิติญญาจะสามารถยกระดับตนเองได้เมื่อใดที่สามารถเอาชนะอาวุธที่มีระดับเหนือกว่าตัวมันโดยการทำลายและดูดกลืนอาวุธชนิดนั้นเข้าไปในตัวมันเองมันจำศีลเป็เวลาสามวันเพื่อยกระดับให้ตัวเอง"
"อาจารย์ได้เก็บดาบไว้ในแหวนมิตินิลกาลจน์เ้าจะสามารถใช้ดาบได้เมื่อเ้ามีระดับปราณยุทธเทียบเท่ากับระดับของดาบ ซึ่งแหวนถูกเก็บไว้ในถุงมิติทองคำภายในแหวนมิติมีสิ่งต่าง ๆ ที่อาจารย์เก็บสะสมไว้เ้าสามารถเลือกใช้ได้ตามความ้า"
"ขอให้เ้ามุ่งมั่นมานะฝึกฝนให้สมกับวาสนาที่เ้าได้รับในครานี้"
เมื่ออ่านข้อความที่เฒ่าเทียนคงในหนังสัตว์เสร็จสิ้นกังหลงน้ำตาคลอเบ้าตนกับอาจารย์ได้พบกัยเพียงชั่วครู่แต่ต้องจากกันไม่รู้อีกเมื่อไหร่ถึงจะได้มีโอกาสพบพานกันอีก กังหลงได้ทำตามที่เฒ่าเทียนคงได้บอกไว้และไม่ลืมที่จะสำรวจสิ่งของภายในถุงมิติทองคำภายในถุงเต็มไปด้วยสิ่งมีค่ามากมาย กังเทียนคิดว่าถุงมิติทองคำนั้นสะดุดตาจนเกินไปไม่สะดวกที่จะพกพาจึงค้นหาแหวนมิติ เมื่อค้นจนพบแหวนที่ดูสภาพเก่าดำกระด่างคล้ายเศษไม้ที่ดูไม่มีราคาจึงถูกใจ หากนำมาสวมใส่คงมิเป็ที่สังเกตุสะดุดตาเฉกเช่นถุงมิติทองคำเป็แน่ กังหลงกำหนดจิตตรวจสอบภายในแหวนพบว่าภายในยังมีของมากมายยิ่งกว่าในถุงมิติเสียเอง ทั้งสมุนไพรที่หายาก คัมภีร์ยุทธอาวุธระดับต่าง ๆ เม็ดพลังมากมาย ผลึกสัตว์อสูร สีต่างๆ โดยเฉพาะผลึกสีแดงมีอยู่มากมายหลายร้อยเม็ด สิ่งเหล่านี้ผู้เป็อาจารย์คงเก็บรวบรวมสะสมไว้
กังหลงได้พบสร้อยลักษณะธรรมดาเส้นหนึ่งที่มองดูภายนอกไม่มีค่าราคาใด ๆ สภาพคล้ายเก่าดำกระด่างคล้ายเศษไม้ที่ดูไม่มีราคาดุจสภาพแหวนก่อนหน้านี้ คาดว่าน่าจะเป็สร้อยปิดลมปราณซ่อนชีพจร จึงได้นำมาสวมใส่ไว้ที่คอตามคำแนะนำ และนำถุงมิติทองคำเก็บไว้ในแหวนมิติอีกทีหนึ่ง จากนั้นเลือกหยิบเอาผลึกอสูรสีแดงซึ่งเป็ผลึกของสัตว์อสูรระดับสองที่เทียบเท่าผู้ฝึกยุทธระดับปราณราชันย์ระดับสี่ขั้นสุดที่มีอยู่มากมายออกมาชิ้นหนึ่งมาถือไว้เพื่อเตรียมไว้ใช้ปิดบังกลิ่นกายตอนกลับออกจากเทือกเขาเนตรอสูร สิ่งนี้นับว่ามีค่ายิ่งสำหรับผู้ฝึกยุทธธรรมดาทั่วไป เพราะสามารถใช้ปิดบังกลิ่นกายและขับไล่สัตว์อสูรที่มีระดับปราณตำกว่าผลึกนี้ได้เป็อย่างดี นักเดินป่านักหาสมุนไพรต่าง้าไว้ทั้งสิ้น
เมื่อจัดการทุกอย่างตามที่เฒ่าเทียนคงบอกไว้และเก็บของทุกอย่างไว้อย่างมิดชิด หวนนึกขึ้นว่าตนเองแอบออกมาจากบ้านหลายชั่วยามแล้ว ต้องรีบกลับบ้านก่อนเพื่อไม่ให้บิดามารดาเป็ห่วง
"คงต้องรีบกลับบ้านก่อนแล้วค่อยหาโอกาสกลับมาที่ตำหนักนิลกาลจน์แห่งนี้เพื่อเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ"
คิดเช่นนั้นกังหลงจึงรีบออกเดินทางกลับบ้าน ขณะเดินทางกังหลงถือผลึกอสูรสีแดงไว้ตลอดเวลาเพื่อปิดบังกลิ่นกายไม่ให้สัตว์อสูรสนใจการเดินทางกลับออกมาจากเทือกเขาด้านในราบรื่นไม่มีอุปสรรคใด ๆ แต่ขณะเดินทางออกมาถึงเขตเทือกเขาชั้นที่หนึ่งก็บังเอิญได้พบเจอกับคู่ปรับเก่าเข้าให้..!!
"พวกหม่าซาน......"
กังหลงไม่ทันได้ตั้งตัวยามหันมองรอบด้านขณะนี้เบื้องหน้าตนมีบุรุษหนุ่มห้าคนยืนรายล้อมตนเป็ลักษณะครึ่งวงกลมคล้ายเจตนาสกัดกั้นไม่้าให้ตนได้ออกไปจากเขตเทือกเขา
บุรุษเยาว์วัยชุดขาวแต่งกายเลิศหรูคล้ายจะเป็นายน้อยสำอางของตระกูลมั่งมีผู้หนึ่งหน้าตาหล่อเหลาแต่หว่างคิ้วแฝงไว้ด้วยรังสีหม่นครึ้ม สายตาลึกซึ้งคล้ายมากด้วยเล่ห์เพทุบายไม่น่าคบหา ยามเห็นใบหน้านี้กังหลงจดจำได้ทันที
เนื่องด้วยเป็บุคคลที่กังหลงไม่อยากพบเจอบุรุษเยาว์วัยชุดขาวมีนามว่า หม่าซาน เป็บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของหม่าเทียนหลงผู้นำตระกูลหม่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับกังหลงระดับปราณยุทธอยู่ที่ปราณขุนพลระดับสองขั้นสุดถือว่ามีพร์ไม่เลวสำหรับวัยเพียงสิบห้าปี
ตระกูลหม่าเป็ตระกูลที่ตกทอดมานานไม่ต่างจากตระกูลกังและอยู่ในเมืองเนตรอสูรมาช้านานจึงมีอิทธิพลในดินแดนนี้ใกล้เคียงกับสี่ตระกูลดังของเมืองเนตรอสูรและที่สำคัญเป็คู่แข่งกับตระกูลกังไม่ว่าจะเป็เื่ใด
ในเมืองเนตรอสูรตระกูลหม่าจัดอยู่ในกลุ่มอิทธิพลและมีความมั่งคั่งอันดับสองอันดับหนึ่งเป็ตระกูลหยาง อันดับสามเป็ตระกูลเยี่ยน ส่วนอันดับหลังสุดเป็ตระกูลกัง
ตระกูลหม่าเป็คู่แข่งทางการค้าของตระกูลกังมาช้านานเนื่องจากมีอาณาเขตพื้นที่ใกล้กันแก่งแย่ง่ชิงด้านการค้าแย่งลูกค้ากัน จนเกิดการกระทบกระทั่งกันอยู่บ่อยครั้งส่งผลให้คนทั้งสองตระกูลยามเจอกันต้องหาเื่ทะเลาะวิวาทกันเรื่อยมา
หม่าซานเคยต้องตาในรูปโฉมอันงดงามของเยี่ยนฟางเมื่อสองปีที่ผ่านมาและคิดลวนลามสาวงาม จึงเกิดการวิวาทกับกังหลงจนกลายเป็อริของกังหลงั้แ่บัดนั้นเป็ต้นมา
ก่อนหน้าที่หม่าซานมีระดับปราณเทียบเท่ากับกังหลง กังหลงสามารถสู้ได้อย่างสูสีและสามารถเอาชนะได้เสียส่วนใหญ่ แต่เมื่อกังหลงมิอาจยกระดับปราณให้ก้าวหน้ามากกว่าปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดได้อีก ส่วนหม่าซานนั้นเมื่อสามารถยกระดับปราณขึ้นสู่ปราณขุนพลระดับสองก็ต่อสู้ชนะกังหลงเรื่อยมาั้แ่บัดนั้น
ดังนั้นหลังจากนั้นเป็ต้นมาทุกคราที่เจอกันหม่าซานจะคอยรังแกกังหลงทุบตีจนสะบักสะบอมและเหยียดหยามให้อับอายเป็ที่พอใจก่อนที่จากไปด้วยเสียงหัวเราะทุกครั้ง