หนานกงหวงทรุดกายลงจากกำแพงขณะที่คราบโลหิตยังคงเปรอะเปื้อนอยู่บนริมฝีปากเขาพยุงกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากขณะจับจ้องไปยังมือขวาของกู้ฉางเกอก่อนที่เขาจะถูกซัดกระเด็นไปทั่วลานประลองเขาจำได้แม่นยำว่าเห็นเกล็ดัสีทองปรากฏขึ้นบนมือขวาของกู้ฉางเกอ
“ข้าเคยได้ยินมาว่าวิชาอัญเชิญัแท้จริงของราชวงศ์ัครามสามารถทำให้ผู้ฝึกฝนแปลงสภาพเป็วรธาตุโลหิตัได้ดูท่าว่ามือขวาของเ้าจะบ่มเพาะโลหิตัสำเร็จแล้ว!”
หนานกงหวงกล่าวอย่างเคร่งขรึม
วรธาตุโลหิตัเป็หนึ่งในวรธาตุที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ด้วยพลังที่เหนือล้ำยิ่งกว่าเนตรเทวะหยินหยางของเขาวรธาตุนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็หนึ่งในไม่กี่วรธาตุที่เกือบจะทัดเทียมกับวรธาตุมรรคาสูงสุดได้เมื่อแปลงสภาพโดยสมบูรณ์แล้วแม้แต่เหล่าเซียนก็ยังต้องหลีกทางให้แก่พลังอันมหาศาลเช่นนี้!
“ไม่เลว”
กู้ฉางเกอกล่าวอย่างภาคภูมิใจ“แม้ว่าตอนนี้จะเป็เพียงมือขวาของข้าแต่ก็ยังสามารถเอาชนะอัจฉริยะด้านการต่อสู้เช่นเ้าได้อย่างง่ายดาย!”
ต้องใช้การฝึกฝนและบำเพ็ญตนอย่างนับไม่ถ้วนเพื่อที่จะแปลงสภาพเป็วรธาตุโลหิตัได้ทว่ากู้ฉางเกอเพิ่งจะบ่มเพาะเส้นโลหิตในมือขวาของเขาเท่านั้น
ถึงกระนั้นมันก็เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะเอาชนะคนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่ได้อย่างง่ายดาย
“ศิษย์พี่หนานกงพ่ายแพ้ในเวลาเพียงสามกระบวนท่า”
“ศิษย์พี่ใหญ่อยู่ที่ใด? ตอนนี้พวกเราพึ่งพาได้เพียงเขาผู้เดียวแล้ว”
“กู้ฉางเกอน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก”
เหล่าศิษย์เริ่มสนทนากันอีกครั้งความตกตะลึงของพวกเขาปรากฏชัดเจน
กู้ฉางเกอสังเกตปฏิกิริยาและประสานมือไว้ด้านหลังเขามองไปยังฝูงชนและคลื่นรัศมีบดขยี้ของเขาก็แผ่ปกคลุมบรรยากาศอีกครั้งท่วงท่าของเขาประดุจดังจักรพรรดิ
“ในหมู่พวกเ้ายังมีผู้ใดกล้าท้าทายข้าอีกหรือไม่?”
กู้ฉางเกอขมวดคิ้วมองเหล่าศิษย์ท่วงท่าแห่งผู้ไร้พ่ายของเขาสั่นะเืไปทั่วทั้งฝูงชนอีกครั้ง!
จากระยะไกลผู้ทรงธรรมเสวียนฉีและผู้าุโหรูเยียนกำลังจับตาดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
“เ้าหนุ่มนี่มิใช่คนธรรมดา”
“เห็นด้วยระดับการบำเพ็ญตนของเขาบรรลุถึงกึ่งแดน์ั้แ่อายุยังน้อยเมื่อรวมเข้ากับวรธาตุโลหิตัของเขาจึงไม่น่าแปลกใจที่เขาสามารถเอาชนะคนรุ่นเดียวกันได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้”
“เขาได้รับท่วงท่าแห่งผู้ไร้พ่ายแล้วหลังจากเอาชนะหกสำนักแห่งเซียนข้าเกรงว่าหากเป็เช่นนี้ต่อไป เขาอาจจะหลอมสร้างดวงใจไร้พ่ายได้สำเร็จจริง ๆ!”
แม้ว่าผู้ทรงธรรมเสวียนฉีและกลุ่มของเขาจะไม่พอใจกับการยั่วยุของกู้ฉางเกอแต่พวกเขาก็ยังคงต้องยอมรับในความสามารถของเขา
“เ้าสำนักศิษย์เอกของเรายังคงเก็บตัวอยู่หรือ?”
ผู้าุโหรูเยียนเอ่ยถาม
บัดนี้ฉู่ควงเหรินได้กลายเป็ความหวังสุดท้ายของพวกเขาแล้ว
“ใช่ข้าเพิ่งใช้จิตัักวาดสำรวจไปทั่วตำหนักมรรคาเมื่อครู่ควงเหรินยังคงขังตนเองอยู่ในห้อง” ผู้ทรงธรรมเสวียนฉีตอบอย่างจนปัญญา
ย้อนกลับไปที่ประตูของสำนัก์ทมิฬกู้ฉางเกอยังคงมองเหล่าศิษย์ด้วยสายตาดูแคลน เมื่อไม่มีผู้ใดกล้ารับคำท้าของเขาเขาก็กล่าวต่อไปว่า “คนที่มีวรธาตุมรรคาสูงสุดอยู่ที่ใด? เหตุใดพวกเ้าไม่เรียกเขาออกมา?”
เขาหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าววาจาดูแคลนต่อไป“หรือว่าเขากำลังหวาดกลัวจนต้องขังตนเองอยู่แต่ในห้อง?”
“ไร้สาระ!”
“เ้ากล้าดียังไงมาลบหลู่ศิษย์พี่ใหญ่เช่นนี้!”
“ให้ข้าได้ลองดูสักตั้งข้าจะสู้กับมันเดี๋ยวนี้!”
มู่หรงเสวียนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับกู้ฉางเกอทว่า เขาถูกนักพรตสองสามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆห้ามไว้ขณะที่พวกเขาพยายามทำให้เขาสงบลง
“อย่าได้วู่วามเ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”
“แม้แต่คนอย่างหนานกงยังพ่ายแพ้ในสามกระบวนท่าการที่เ้าจะไปสู้กับเขาก็ไม่มีประโยชน์อันใด”
เมื่อทุกคนกำลังโกรธแค้นกับคำพูดของกู้ฉางเกอลำแสงสีขาวสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากเบื้องบน
ตูม...
ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปในอากาศขณะที่คลื่นกระแทกแผ่ออกจากศูนย์กลาง
ฝูงชนหันไปให้ความสนใจ ณจุดนั้นและเห็นสตรีผมสีเงินผู้หนึ่งสวมชุดเกราะสีเงินขาวอันสง่างาม
“แม่นางหลาน”
เหล่านักพรตต่างใเล็กน้อย
นางคือหลานอวี้นางรู้ว่าฉู่ควงเหรินจะต้องต่อสู้กับกู้ฉางเกอในไม่ช้าหลังจากที่เขาออกจากห้องและตั้งใจที่จะมาชมการประลอง
นางไม่ได้วางแผนที่จะเข้าร่วมการท้าทาย
ทว่าหลานอวี้มิอาจทนได้อีกต่อไปเมื่อได้ยินกู้ฉางเกอลบหลู่ฉู่ควงเหริน
นางจะเมินเฉยหากกู้ฉางเกอลบหลู่ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็เซียนผู้เป็ที่เคารพนับถือแต่นางไม่อาจยอมให้ผู้ใดดูิ่ฉู่ควงเหริน ผู้ซึ่งนางเคารพเทิดทูนอย่างสูงส่งได้!
ดังนั้น นางจึงตัดสินใจปรากฏตัว
หลานอวี้ปรากฏตัวในชุดเกราะสีเงินขาวเป็ประกายรัศมีศักดิ์สิทธิ์อันเคร่งขรึมไหลเวียนอยู่รอบกายนางและความงามเหนือโลกของนางนั้นทั้งน่าทึ่งและน่าตกตะลึง
แม้แต่ดวงตาของกู้ฉางเกอก็ยังสว่างวาบขึ้นเมื่อเห็นการปรากฏตัวของนาง
ในฐานะรัชทายาทแห่งราชวงศ์ัครามกู้ฉางเกอได้พบปะกับสตรีงดงามมานับไม่ถ้วน ทว่าไม่มีผู้ใดมีความงามเทียบเท่าสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาได้เลย
ดุจดังเทพธิดานางมีผิวพรรณเนียนนุ่มดุจแพรไหมและท่าทีสง่างามสูงส่ง
เป็หนึ่งในไม่กี่ครั้งที่กู้ฉางเกอรู้สึกอิจฉา
“เ้าเป็ใคร?”
กู้ฉางเกอพยายามทำน้ำเสียงให้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้
เขาคิดว่าเมื่อพิจารณาจากสถานะของเขาในฐานะรัชทายาทและเพิ่งเอาชนะหกสำนักแห่งเซียนมาหมาดๆ สตรีใด ๆ ก็คงจะหลงใหลหากเขาพูดกับพวกนางอย่างอ่อนโยน
น่าเสียดายที่ปฏิกิริยาของหลานอวี้เป็เพียงความเ็าไร้ความรู้สึกผู้คนสามารถััได้ถึงความเป็ปฏิปักษ์อันรุนแรงที่เดือดพล่านอยู่ภายใต้ั์ตาสีฟ้าของนางซึ่งบ่งบอกถึงการปลดปล่อยโทสะที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
“ข้าเป็ผู้ใดไม่สำคัญสิ่งสำคัญคือเ้าได้ลบหลู่คุณชายของข้า และเ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป”หลานอวี้ตอบกลับอย่างเ็า
พลังปราณของนางเริ่มปะทุััมรรคาพร้อมกับลำแสงศักดิ์สิทธิ์เริ่มไหลเวียนอยู่ภายในกายนาง
ััมรรคาเหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้กู้ฉางเกอรู้สึกกังวลเล็กน้อย
ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกถึงความโกรธที่เดือดพล่านอยู่ภายใน
ผู้ติดตาม?
สตรีในระดับนี้จะเป็ผู้ติดตามของผู้วรธาตุมรรคาสูงสุดแห่งสำนัก์ทมิฬได้อย่างไร?
คนผู้นั้นทำสิ่งใดจึงสมควรได้รับผู้ติดตามเช่นนี้?
“ข้าคิดว่าผู้วรธาตุมรรคาสูงสุดแห่งสำนัก์ทมิฬจะเป็คู่ต่อสู้ที่โดดเด่นใครจะคิดว่าเขาจะลงเอยด้วยการหลบอยู่หลังสตรีเช่นนี้?”
“เ้าจะไม่มีอนาคตหากติดตามคนเช่นนี้ให้ข้าเสนอโอกาสให้เ้ามาติดตามข้างกายข้า หากเ้ายินยอมเ้าจะได้รับสิทธิพิเศษอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนข้าอาจจะพิจารณาแต่งตั้งเ้าเป็พระชายารัชทายาทของข้าด้วยซ้ำ”
กู้ฉางเกอจ้องมองหลานอวี้ขณะที่ดวงตาของเขาส่องประกายด้วยความปรารถนา
น่าเสียดายที่หลานอวี้ตอบสนองด้วยความเป็ปฏิปักษ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมและกล่าวว่า“เ้าลบหลู่คุณชายของข้า แล้วบัดนี้ยังคิดฝันเฟื่องไปไกลนี่เป็เื่ที่มิอาจให้อภัยได้!”
หลานอวี้ไม่พูดอะไรอีกขณะที่นางกำหมัดและเริ่มลงมือก่อน
ลำแสงสีขาวระลอกหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์พุ่งไปข้างหน้า!
ััมรรคาทำให้ทุกคนในฝูงชนตกตะลึง
กู้ฉางเกอไม่กล้าประมาทนางเขาโคจรพลังปราณของเขาและปล่อยการโจมตีตอบโต้เช่นกัน
หมัดของพวกเขาทั้งสองปะทะกันโดยตรงขณะที่ััมรรคาะเิออกจากการปะทะส่งคลื่นกระแทกมหาศาลไปรอบทิศทาง ทว่าหลานอวี้และกู้ฉางเกอไม่ได้ถอยกลับไปเลยแม้แต่น้อย
ทุกคนต่างตกตะลึง
พวกเขารู้ดีว่ากู้ฉางเกอทรงพลังเพียงใดเมื่อเขาเอาชนะหนานกงหวงในสามกระบวนท่าทว่า ใครจะคิดว่าหลานอวี้จะมีความสามารถพอที่จะต่อกรกับเขาได้อย่างสูสี?!
ในระยะไกลผู้ทรงธรรมเสวียนฉีและผู้สังเกตการณ์อีกสองสามคนกำลังเฝ้าดูการต่อสู้อย่างใกล้ชิด
“สตรีนางนี้เป็ใคร?”
“เหตุใดััมรรคาจึงดูคล้ายกับแสงศักดิ์สิทธิ์ที่จะแผ่ออกมาจากวรธาตุมรรคาสูงสุดในตำนาน?”ผู้ทรงธรรมเสวียนฉีถามอย่างสงสัย
ขณะที่เขากล่าวเช่นนั้นสหายของเขาก็ตกตะลึงในทันที
จะเป็วรธาตุมรรคาสูงสุดจริง ๆ หรือ?!
“หากเป็เช่นนั้นจริงก็ไม่น่าแปลกใจที่สตรีนางนี้สามารถต้านทานการโจมตีของกู้ฉางเกอได้ ทว่า...มันจะเป็ไปได้จริง ๆ หรือ?”
ยากที่จะตำหนิความสงสัยของพวกเขาได้วรธาตุมรรคาสูงสุดถือเป็ปรากฏการณ์ที่หาได้ยากอย่างยิ่งการมีอยู่ถึงสองคนในสำนัก์ทมิฬนั้นเป็เื่บังเอิญที่หาได้ยากเกินไป
“อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่อย่างไรก็ตาม สตรีนางนี้ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายเลยตอนนี้ข้ามีคำถามมากมายสำหรับฉู่ควงเหรินแล้ว” ผู้ทรงธรรมเสวียนฉีกล่าว
นอกเหนือจากเหล่าศิษย์และผู้าุโแล้วแม้แต่กู้ฉางเกอเองก็ยังตกตะลึงกับการแสดงความสามารถของหลานอวี้ตลอดการเดินทางโค่นล้มสำนักแห่งเซียนต่าง ๆ ของเขาจนถึงตอนนี้มีเพียงน้อยคนนักที่สามารถต่อกรกับพลังของเขาได้อย่างเหมาะสม
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็สตรี
ความคิดที่ว่าสตรีที่ทรงพลังและงดงามเช่นหลานอวี้จะกลายเป็ผู้ติดตามของชายอื่นทำให้ความอิจฉาของกู้ฉางเกอเติบโตแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“น่าเสียดายที่สตรีเช่นเ้าเลือกที่จะสวามิภักดิ์ต่อชายผู้อ่อนแอซึ่งไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับข้า”กู้ฉางเกอส่ายหน้าและกล่าว
หลายคนััได้ถึงร่องรอยของความอิจฉาในน้ำเสียงของเขา
“หึ น่าละอายสิ้นดีโดยปกติแล้วรัชทายาทแห่งราชวงศ์ัครามคงไม่มีปัญหากับการได้สตรีที่ตนเลือกแต่โชคร้ายที่แม่นางหลานไม่ใช่คนที่เขาจะปรารถนาและได้มาอย่างง่ายดาย”
“จริงแท้แม่นางหลานเป็ของศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเรารูปโฉมและหน้าตาของกู้ฉางเกอนั้นห่างไกลกันราวฟ้ากับเหวเมื่อเทียบกับศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเรา”
“ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเราคือผู้ที่ดีที่สุดเขาไม่จำเป็ต้องปรากฏตัวด้วยซ้ำ กู้ฉางเกอก็พ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้แล้ว”