อวิ๋นโม่หานยังคงพยายามแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ เขาและอวิ๋นเป่ยเยี่ยเติบโตมาด้วยกันั้แ่เล็ก หากเขาทำผิดพลาดประการใด เพียงแค่ปั้นน้ำเป็ตัวให้ผ่านพ้นไปก็พอแล้ว ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ที่ผ่านมาเขาก็ใช้กลวิธีนี้ปิดบังเอาตัวรอดมาได้ตลอด
“ความจริงใจของกระหม่อม ฟ้าดินเป็พยาน! น่าเวทนานักที่กระหม่อมไม่มีความปรารถนาอื่นใด การที่รั้งอยู่ในเมืองหลวงก็เพียงเพื่อ้าแบ่งเบาภาระของเสด็จพี่เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นโม่หานร้องไห้ฟูมฟายน้ำตานองหน้า เขายกแขนข้างหนึ่งขึ้น ชูสามนิ้วเพื่อสาบานด้วยสีหน้าจริงจังและจริงใจ ท่าทางจงรักภักดีและซื่อสัตย์ของเขาทำเอา จ้าวกงกงที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับแอบะเืใจตามไปด้วย
ทว่าจ้าวกงกงก็รีบดึงสายตากลับมา ไม่มองอวิ๋นโม่หานอีกต่อไป แต่หันไปรินชาถวายอวิ๋นเป่ยเยี่ยแทน ดวงตาของเขาลอบสังเกตสีหน้าขององค์ฮ่องเต้อย่างระมัดระวัง เขาไม่กล้าคาดเดาพระทัยเบื้องบน แต่ก็ต้องรู้จักสังเกตสีหน้าให้เป็ หากอ่านท่าทีของอวิ๋นเป่ยเยี่ยออก จึงจะสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที
“ข้าจำได้ว่าในราชโองการของข้า เพียงแค่สั่งให้ครอบครัวของเ้าไสหัวออกไปจากเมืองหลวง แต่ไม่ได้ระบุถึงสาเหตุเอาไว้นี่” อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองอวิ๋นโม่หานด้วยสายตาเย็นเยียบ
หลายปีมานี้ อวิ๋นโม่หานคอยทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ข้างกายเขามาโดยตลอด เดิมทีคิดว่าจะเป็คนซื่อสัตย์และเจียมเนื้อเจียมตัว นึกไม่ถึงเลยว่าเนื้อแท้กลับเป็คนเหี้ยมโหดและเ้าเล่ห์เพทุบายถึงเพียงนี้ กระทั่งทารกน้อยที่อ่อนแอไร้ทางสู้ก็ยังไม่ยอมละเว้น!
อวิ๋นโม่หานซ่อนตัวตนได้ลึกซึ้งยิ่งนัก เป็พี่น้องกันมาเนิ่นนาน ใช่ว่าเขาจะไม่เคยระแวงในความคิดของอีกฝ่าย และไม่ใช่ว่าไม่เคยสงสัยในจุดยืนหรือเจตนาแอบแฝง เพียงแต่เขาไม่อยากจะเชื่อก็เท่านั้น
แต่การที่สามารถแสดงงิ้วตบตาอยู่ตรงหน้าเขามาได้ตั้งหลายปี นิสัยเช่นนี้ก็นับว่ามีความอดทนเด็ดเดี่ยวไม่เบา ทว่าน่าเสียดายที่ความเด็ดเดี่ยวและสติปัญญากลับถูกใช้ผิดหนทาง ทั้งพระชายาและบุตรสาวของเขา ล้วนไม่ใช่คนดี!
กล้าดีอย่างไรมาทำร้ายลูกสาวตัวน้อยสุดที่รักของเขา? หากไม่เห็นแก่ความเป็พี่เป็น้อง เขาคงสั่งตัดหัวคนทั้งจวนอ๋องไปแล้ว!
เมื่ออวิ๋นโม่หานได้ยินคำพูดของอวิ๋นเป่ยเยี่ย ร่างกายของเขาก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ “กระหม่อมก็แค่ได้ยินมา ได้ยินมาว่า… เสด็จพี่ไล่กระหม่อมออกจากเมืองหลวง เป็เพราะมีคนโฉดใส่ร้ายว่าพระชายาของกระหม่อมคิดจะทำร้ายองค์หญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะ!”
“พระชายารักเด็กมาก แล้วจะมีจิตใจโเี้ดั่งแมงป่อง สั่งให้คนนำองค์หญิงน้อยไปทิ้งลงบ่อน้ำได้อย่างไร?” อวิ๋นโม่หานรีบอธิบายอย่างลุกลี้ลุกลน “เื่นี้ไม่มีทางเป็ไปได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!”
เขายังคงพยายามดิ้นรนแก้ตัวอย่างสุดกำลัง หวังเพียงให้อวิ๋นเป่ยเยี่ยยอมใจอ่อนและไม่ไล่เขาออกจากเมืองหลวง หากต้องออกจากเมืองหลวงไปจริง ๆ สิ่งที่เขาทุ่มเทสร้างมาตลอดหลายปีคงสูญเปล่า รากฐานและเส้นสายทั้งหมดของเขาล้วนอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ทั้งสิ้น
“โอ้? แล้วน้องรองรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าองค์หญิงน้อยเกือบจะถูกคนจับโยนลงบ่อ?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยจ้องมองอวิ๋นโม่หานด้วยแววตาเ็า
อวิ๋นโม่หานชะงักงัน เพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองลนลานจนพูดผิดไป “กระหม่อม กระหม่อมก็แค่เดาเอาพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่ฟังเขาเล่ามา”
จ้าวกงกงยืนตีหน้าตาย แต่ในใจกลับทอดถอนหายใจ แม้อวิ๋นโม่หานจะมักใหญ่ใฝ่สูง มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และมีใจเด็ดเดี่ยวพอจะกุมอำนาจ แต่ด้วยสติปัญญาเพียงเท่านี้ ย่อมไม่มีทางต่อกรกับอวิ๋นเป่ยเยี่ยได้เลย
“โอ้? นี่น้องรองกำลังคาดเดาใจของข้า หรือว่าแอบฝังสายสืบของจวนจิ้นอ๋องเอาไว้ในวังกันแน่?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง สายตาเย็นเยียบจ้องมุ่งไปยังอวิ๋นโม่หานที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
อวิ๋นโม่หานอ้าปากค้าง ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูด เสด็จพี่กลายเป็คนหูตาสว่าง แยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ชัดเจนถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อใดกัน?
เมื่อก่อน เื่ราวในวังหลังเขาไม่เคยใส่ใจเลยสักนิด สนมคนไหนจะตาย องค์ชายคนใดจะหายไป ล้วนปล่อยให้ฮองเฮาเป็ผู้จัดการ
ดังนั้นเขาจึงกล้าเหิมเกริมสั่งคนให้จับองค์หญิงโยนลงบ่อน้ำ ทว่าเมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้ คงเป็เขาที่ประมาทเกินไป! ลั่วเสวี่ยช่างไม่รู้จักยั้งคิด ไฉนถึงได้ลงมือทำร้ายคนโดยพลการโดยปราศจากการวางแผนเช่นนี้?
เดินหมากผิดพลาดไปสองก้าว อวิ๋นโม่หานโอดครวญในใจ นึกเสียใจภายหลัง ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม เขาไม่ควรวู่วามลงมือเลยจริง ๆ
“โม่หานเอ๋ย เ้าคิดว่าข้ายังเป็เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่คอยเชื่อฟังคำพูดของเ้าเพียงฝ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองอวิ๋นโม่หานด้วยสายตาที่ทำเอาคนถูกมองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก
แววตาที่ดูอ้อนวอนและจริงใจของอวิ๋นโม่หานค่อย ๆ เลือนหายไป เขามองอวิ๋นเป่ยเยี่ย ทว่าบนใบหน้ากลับไร้ซึ่งวี่แววของการอ้อนวอนอีกต่อไป เขารู้ดีว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้แสดงความจงรักภักดีหรืออ้อนวอนไปก็ป่วยการ
“เ้าเปลี่ยนไปแล้ว และข้าเองก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน” อวิ๋นเป่ยเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าเพิ่งนึกขึ้นมาได้ แม่ทัพจินแห่งแดนเหนือประจำการมาหลายปี สมควรแก่เวลาที่จะกลับมารายงานตัวที่ราชสำนักแล้ว โม่หานเอ๋ย ในเมื่อเ้าพร่ำบอกอยู่เสมอว่า้าแบ่งเบาภาระของข้า เช่นนั้นก็จงไปที่แดนเหนือเถิด ไปช่วยข้าปกป้องชายแดนให้ดี”
อวิ๋นโม่หานทรุดฮวบลงกับพื้น ชายแดนเหนือเป็ดินแดนที่หนาวเหน็บและแร้นแค้น พระชายาและบุตรสาวของเขาล้วนถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม จะไปทนรับความเป็อยู่อันเลวร้ายเช่นนั้นได้อย่างไร?
“เสด็จพี่โปรดละเว้นกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ เห็นแก่สายใยความผูกพันในวันวาน กระหม่อมไม่กล้าอีกแล้ว! กระหม่อมจะไสหัวออกจากเมืองหลวงเดี๋ยวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ!” อวิ๋นโม่หานคุกเข่าอยู่บนพื้น คลานเข้าไปกอดขาของอวิ๋นเป่ยเยี่ย ไม่กล้าเรียกขานตนเองว่าน้องรองอีกต่อไป แต่กลับแทนตนเองอย่างนอบน้อมว่ากระหม่อม
อวิ๋นเป่ยเยี่ยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
จ้าวตงเฉวียนปรายตามองอวิ๋นโม่หานอย่างอ่อนใจ ก่อนจะส่งสายตาสั่งให้ทหารยามลากตัวจิ้นอ๋องออกไป
เดิมทีฮ่องเต้เพียงแค่รับสั่งให้ครอบครัวของพวกเขาออกจากเมืองหลวงไปเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับกลายเป็ว่าถูกเนรเทศให้ไปอยู่ไกลถึงชายแดนเหนือเสียแล้ว
ชายแดนเหนือเป็ดินแดนที่แร้นแค้นทุรกันดาร เมื่อไปถึงที่นั่นก็มีเพียงผืนทรายสีเหลืองอร่ามตลบอบอวล ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในกระโจมทั้งวันทั้งคืน และยังต้องเผชิญหน้ากับพายุทราย แมงป่อง งูพิษ และสัตว์มีพิษนานาชนิดที่พร้อมจะโผล่มาได้ทุกเมื่อ
“เสด็จพี่ กระหม่อมรู้ตัวว่าผิดไปแล้ว เสด็จพี่ โปรดละเว้นกระหม่อมด้วยเถิด!” อวิ๋นโม่หานร่ำร้องอ้อนวอนไปตลอดทาง ขณะที่เหล่าทหารยามลากตัวเขาออกไปจากวังหลวง
หลังอวิ๋นโม่หานจากไป อวิ๋นเป่ยเยี่ยก็ยกมือขึ้นนวดกระบอกตาที่ปวดร้าว ก่อนจะเอ่ยถามจ้าวตงเฉวียน “ทางฝั่งเสด็จแม่เป็อย่างไรบ้าง? จัดคนไปดูแลหรือยัง?”
ไทเฮาทรงโปรดความสงบ ตำหนักโซ่วชางนอกจากนางกำนัลที่คอยรับใช้ด้านนอกตำหนักไม่กี่คนแล้ว ก็มีเพียงไทเฮาและแม่นมจางสองคนเท่านั้น ตอนนี้องค์หญิงน้อยก็ประทับอยู่ที่นั่นด้วย หญิงชราทั้งสองย่อมไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะดูแลองค์หญิงน้อยได้อย่างแน่นอน
“ทูลฝ่าา บ่าวได้จัดเตรียมคนไว้เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทว่าไทเฮาทรงให้คนเ่าั้อยู่เพียงแค่เรือนชั้นนอก ไม่ยอมให้เข้ามาปรนนิบัติใกล้ชิด” จ้าวกงกงรู้ดีว่าตอนนี้ฮ่องเต้กำลังอารมณ์ไม่ดี จึงตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง
“บางทีเสด็จแม่อาจจะไม่วางพระทัย เ้าก็คอยใส่ใจให้มากหน่อย จับตาดูคนในวังให้ดี แล้วเลือกคนที่เหมาะสมส่งไปให้เสด็จแม่เพิ่มอีกสักสองสามคน หากพบผู้ใดที่มีความคิดไม่ซื่อ ก็ให้ส่งตัวไปที่กรมราชทัณฑ์ฝ่ายในได้เลย”
“พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจดจำไว้แล้ว วันนี้บ่าวได้ยินมาว่าไทเฮาทรงให้คนยกต้นช่วนหงออกมา บอกว่าจะเอาดอกไม้ไปให้องค์หญิงน้อยเสวยน้ำหวานพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวกงกงรีบเปลี่ยนเื่สนทนา
“โอ้?”
อวิ๋นเป่ยเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา เพียงแค่คิดถึงลูกสาวของตน ดูเหมือนความทุกข์ใจทั้งหลายก็มลายหายไปจนสิ้น เ้าก้อนแป้งน้อยคนนั้น มักจะนำพาความสุขและความเบิกบานใจมาให้เขาได้เสมอ “สมกับเป็ลูกสาวของข้าจริง ๆ ช่างชอบสิ่งที่ไม่เหมือนผู้ใด”
“ถ่ายทอดราชโองการของข้า! ให้รวบรวมดอกไม้สดตามฤดูกาลในแถบหนานหยาง ดอกใดที่มีน้ำหวาน ให้นำเข้ามาในวังให้หมด ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม!” อวิ๋นเป่ยเยี่ยเดินไปที่หน้าต่าง ทอดพระเนตรมองทิวทัศน์ฤดูหนาวอันเงียบเหงาและกิ่งไม้ที่แห้งโกร๋นด้านนอก
“พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” จ้าวกงกงค้อมศีรษะทำความเคารพ ก่อนจะถอยหลังเดินออกจากตำหนักจื่อเฉินไป
ที่ชายแดนเหนือ พายุทรายสีเหลืองพัดปกคลุมไปทั่วฟ้า โขดหินเรียงรายสลับซับซ้อน หน้าผาสูงชัน ดวงอาทิตย์กลมโตสีแดงฉานแผดเผาผืนดินจนแห้งแตกระแหง
ภายในค่ายพิทักษ์แดนเหนือ จินจิ่นจือนั่งอยู่บนเนินเขา ทอดสายตามองผืนทรายที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้จุดสิ้นสุด เขาใช้ชีวิตอยู่บนดินแดนแห่งนี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน
ทะเลทรายทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เส้นขอบฟ้าอยู่ห่างไกลเกินเอื้อม ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนเองช่างเล็กจ้อย ราวกับสามารถถูกกลืนกินไปได้ทุกเมื่อ
เขาสวมหมวกคลุมศีรษะสีดำ อาภรณ์สีนิลทั้งชุด บนใบหน้ามีผ้าผืนบางปิดบังเอาไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาสีดำสนิทคู่หนึ่งเท่านั้น