แววตาในร่างของเด็กน้อยฉายออกมาอย่างลิงโลดเมื่อเขาได้พบกับพลังประหลาดที่สามารถบ่มเพาะพลังได้อย่างน่าอัศจรรย์นี้
ไม่รอช้าเขาเร่งทำการนั่งสมาธิและรวบรวมพลังประหลาดนั้นการกลั่นพลังประหลาดให้เปลี่ยนเป็พลังปราณเซียนเริ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
จากการคำนวณก่อนอาทิตย์ตกดินของวันนี้เขาจะต้องบ่มเพาะพลังของเขาให้เข้าสู่ขอบเขตระดับถัดไป
กระแสพลังประหลาดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ค่อยๆหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเด็กน้อย และในเวลานั้นเอง หนึ่งในความทรงจำของเ้าของร่างก็ผุดขึ้นมา
ความทรงจำนั้นได้ไขข้อสงสัยให้แต่เขาได้กระจ่างแจ้ง
แท้จริงแล้วพลังประหลาดนี้ที่นี่มันถูกเรียกว่า "พลังเวทย์" ซึ่งโดยพื้นฐานของคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้
พลังประหลาดที่ซึ่งเรียกว่าพลังเวทย์นี้จะถูกรังสรรค์เฉพาะผู้ที่มีพร์เท่านั้น
หากผู้ใดผู้หนึ่งสามารถััได้ถึงพลังประหลาดนี้ได้คนๆ นั้นก็จะสามารถใช้พลังเวทย์มนต์ได้ และเขาก็จะถูกเรียกว่าผู้ใช้เวทย์มนต์
ณดินแดนแห่งนี้ ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้พลังเวทย์ได้ คนส่วนใหญ่ในแผ่นดินนั้นล้วนเป็สามัญชนธรรมดาดังนั้นแล้วผู้ใช้เวทย์มนต์จึงเป็ชนกลุ่มน้อย และเป็บุคคลที่มีฐานะเหนือกว่าคนทั่วไป
เวทย์มนต์นั้นคือศาสตร์ของธรรมชาติซึ่งผู้ใช้เวทย์มนต์นั้นจะสามารถรังสรรค์พลังวิเศษได้จากธรรมชาติ กล่าวคือพลังเวทย์มนต์นั้นจะเป็ไปตามหลักของธาตุทั้งหกตามธรรมชาตินั่นเอง
โดยที่ธาตุหลักทั้ง6 ธาตุนั้นจะประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ แสงสว่าง และความมืด
ธาตุเหล่านี้ไม่ต่างจากความทรงจำก่อนหน้านี้นักมันเพียงถูกลดทอนจาก 8 ธาตุเหลือเพียง 6 ธาตุเท่านั้นธาตุทองและธาตุไม้นั้นไม่ถูกนับเป็ธาตุหลักของดินแดนแห่งนี้
ผู้ใช้เวทย์มนต์คือผู้ที่สามารถััได้ถึงพลังเวทย์พวกเขานั้นสามารถหยิบยืมพลังของธรรมชาติแล้วนำมาใช้เป็พลังเวทย์ในบทเวทย์นั้นๆ
โดยเริ่มแรกนั้นผู้ใช้เวทมนต์นั้นจะถูกจัดกลุ่มให้อยู่ในลำดับต่างๆตามขอบเขตของพลังเวทย์ภายในร่าง
ผู้ที่เริ่มต้นเป็ผู้ใช้เวทย์มนต์นั้นจะถูกเรียกว่า‘ผู้ฝึกหัด’ ซึ่งผู้ที่จะอยู่ในขั้นผู้ฝึกหัดนั้นมีเงื่อนไขเพียงแค่คนผู้นั้นจะต้องสามารถััได้ถึงพลังเวทย์มนต์เพียงเท่านั้นเอง
เมื่อคนคนหนึ่งสามารถััถึงพลังเวทย์ได้เขาคนนั้นก็สามารถเป็ผู้ใช้เวทมนต์ขั้นผู้ฝึกหัดได้แล้ว
การรวบรวมพลังเวทย์ถูกดำเนินการไปได้ซักพักหนึ่งเมย์หญิงสาวผู้เป็มารดาของเมอร์ลินก็เข้ามาในห้อง เธอนำอาหารให้เด็กน้อยรับประทาน
เมอร์ลินยกเลิกการฝึกและหันกลับไปสนใจเมย์
สายตาของเมย์นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกของคนเป็แม่เธอมองเด็กน้อยที่ค่อยๆ จัดการกับอาหารของเธอด้วยความห่วงใย คำถามไถ่จำนวนมาถูกเอ่ยออกมาอย่างลื่นไหลทั้งสองสนทนากันจนทั้งห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศของครอบครัว
เมื่อเห็นว่าเมอร์ลินทานเสร็จเรียบร้อยแล้วเมย์จึงได้จัดการเก็บจานชามและปล่อยเมอร์ลินได้พักผ่อนอยู่ในห้อง
เมอร์ลินได้ทำการบ่มเพาะพลังของเขาต่อทันทีพลังเวทย์ที่ดึงดูดเข้ามาแล้วถูกกลั่นจนเปลี่ยนสภาพให้เป็พลังปราณเซียนนั้นทำให้การบ่มเพาะของเมอร์ลินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผ่านมา่ระยะเวลาหนึ่งในตอนนั้นเองภายในร่างของเขาก็ััได้ถึงพลังที่อยู่ในขีดจำกัดสูงสุดของระดับแรกมันเหลือเพียงเส้นบางที่เขาจะสามารถทะลวงบรรลุสู่ระดับที่ 2 ของขั้นรวบรวมปราณ
ในทันใดนั้น!ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น
เมื่อจู่ๆคลื่นพลังที่คุ้นเคยพลันแทรกผ่านเข้ามา ััการรับรู้ของเขาถึงกับสั่นสะท้านกลิ่นอายพลังที่ทรงอำนาจเคลื่อนเข้ามาััถึงจิตของเขาระลอกหนึ่งอย่างแ่เบา ร่างทั้งร่างกลายเป็สั่นไหว
“นี่มันไม่ใช่ััของพลังเวทมนต์!”เมอร์ลินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ใ
ัันี้คือพลังปราณเซียน!
มีเพียงแต่ผู้ฝึกตนเท่านั้นถึงจะััพลังนี้ได้ด้วยความรู้สึกนี้จากประสบการณ์ของเขานี่คือการบรรลุขอบเขตของขั้นผลิดอก
การเป็ผู้ฝึกตนบำเพ็ญเพียรนั้นเริ่มต้นจากขั้นการรวบรวมปราณแล้วนับขึ้นไป ‘ก่อลำต้น’, ‘แตกหน่อ’, ‘ผลิดอก’ และ ‘ร่วงโรย’ ไปตามลำดับ
ซึ่งความรู้สึกเมื่อครู่มันคือความรู้สึกของผู้บรรลุขั้นผลิดอก
์! นี่มันเื่ใดกัน?
ในภพภูมิแห่งนี้นอกจากเขาแล้วยังมีผู้ฝึกตนคนอื่นอยู่อีกหรือ?
ในอดีตนั้นกว่าเขาใช้เวลากว่า300 ปีถึงจะสามารถเข้าสู่ขอบเขตของขั้นผลิดอกได้ แต่ด้วยที่แห่งนี้นั้นมีสภาวะกระแสพลังเวทย์ที่เป็ประโยชน์
พลังเวทย์นั้นเปรียบเหมือนทรัพยากรที่ยอดเยี่ยมเมื่อฝึกฝนที่นี่การบ่มเพาะย่อมใช้เวลาที่น้อยลง
ผู้ที่เพิ่งบรรลุขั้นผลิดอกเมื่อครู่นี้เขาต้องอยู่ที่นี่มาเป็เวลาไม่น้อยกว่าหลายสิบปีแน่
การพบพานผู้ฝึกตนในดินแดนแห่งนี้นี่ไม่ใช่เื่ที่น่ายินดี
ยิ่งเป็ผู้ฝึกตนที่บรรลุถึงขั้นผลิดอกด้วยแล้วมันยิ่งเป็สถานการณ์ที่เลวร้าย
หากจะกล่าวถึงวิถีแห่งการฝึกตนในโลกของผู้ฝึกตนแล้วปัจจัยลำดับหนึ่งนั้นคือผลประโยชน์ส่วนตน ในโลกแห่งผู้ฝึกตนนั้นมีไม่มิตรแท้หรือศัตรูที่ถาวรแม้แต่ความสัมพันธ์ของสหายหรือศิษย์กับอาจารย์ก็หาได้ยกเว้นไม่
ผู้ที่มีจิตใจที่จะเอื้อเฟื้อบุคคลอื่นอย่างแท้จริงนั้นเป็สิ่งที่หาได้ยากยิ่งในโลกแห่งผู้ฝึกตน
ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มักเรียกมันว่า‘กฎแห่งป่า’ กฎที่ผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้โดยชอบธรรม ความชอบธรรมนั้นคือพลังและอำนาจ
ในภพภูมิก่อนเขาเองก็เคยอยู่ในวัฏจักรเหล่านี้
ใน่สุดท้ายเขาได้กลายเป็ผู้ฝึกตนในขอบเขตของขั้นร่วงโรยซึ่งเป็ลำดับขั้นสูงสุดของการฝึกตนบำเพ็ญเพียร ฐานะของเขาในตอนนั้นจึงเป็ผู้ทรงอำนาจลำดับต้นๆในโลกของการฝึกตน
ในอดีตผู้ที่อยู่ระดับเดียวกับเขานั้นมีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นส่วนผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าย่อมไม่อยู่ในสายตาเขา
ผู้ฝึกตนเด็กน้อยทั้งหลายต่างเรียกเขาว่าบรรพบุรุษแค่เขาหายใจแรงๆ ก็สามารถทำให้เด็กน้อยเ่าั้ตกอยู่ในความหวาดกลัวได้แล้ว
วิถีแห่งการฝึกตนเป็เซียนนั้นสามารถแยกออกเป็หลายแขนงบ้างบ่มเพาะด้วยการรวบรวมพลังปราณเซียน บ้างใช้ยาโอสถวิเศษบ่มเพาะ หรือทำการบ่มเพาะด้วยของวิเศษที่เป็มรดกตกทอดก็มี
แต่กระนั้นก็ยังมีอีกวิถีหนึ่งซึ่งเป็วิถีการฝึกตนที่โเี้นั่นคือการ่ชิงแกนปราณของผู้อื่นวิธีนี้เป็วิธีที่สามารถเพิ่มการฝึกตนได้รวดเร็วที่สุดและมันก็เป็วิธีที่ชั่วช้าที่สุดด้วยเช่นกัน
การบ่มเพาะพลังปราณเซียนลำดับแรกนั้นคือการรวบรวมปราณเมื่อสามารถรวบรวมปราณได้ถึงระดับที่เก้าแล้ว มันผู้นั้นย่อมสามารถสร้างแกนปราณขึ้นมาได้
เมื่อทำการสร้างแกนปราณได้สำเร็จเขาคนนั้นก็จะเข้าสู่ขอบเขตการก่อลำต้น
ทั้งนี้หากผู้ฝึกตนขั้นผลิดอกสามารถเสาะหาผู้ฝึกตนที่สามารถก่อตั้งแกนปราณได้หากบ่มเพาะด้วยวิถีมารเขาคนนั้นก็จะสามารถหาผลประโยชน์จากแกนปราณของผู้อื่นได้
การ่ชิงแกนปราณของผู้อื่นเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเองนั้นไม่ได้ถูกคนส่วนใหญ่ยอมรับ
การบ่มเพาะวิถีนี้จึงถูกเรียกว่าวิถีมารแต่มันก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจในการบ่มเพาะวิถีนี้
ยิ่งแกนปราณนั้นอยู่ในขั้นที่สูงส่งมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งจะสามารถเรียกประโยชน์จากแกนปราณได้มากเท่านั้น
การบ่มเพาะวิถีนี้แม้ว่ามันจะเป็วิถีที่เหี้ยมโหดและชั่วร้ายแต่ผลประโยชน์ที่ได้มานั้นก็ทำให้เกิดความยั่วยวนแก่ผู้ฝึกตนทั้งหลายไม่น้อย
การบ่มเพาะวิถีนี้นับว่าเป็วิถีที่ดำมืดน้อยคนนักที่จะรู้จักมัน และถึงแม้จะรู้แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าเปิดเผย มันจึงไม่ใช่วิถีที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายส่วนหนึ่งเป็เพราะเงื่อนไขของการใช้วิถีนี้ถูกจำกัดเฉพาะผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นผลิดอกขึ้นไปเท่านั้น
อีกทั้งถ้าหากข่าวการใช้วิถีที่โเี้นี้รั่วไหลออกไป คนคนนั้นก็จะถูกตีตราว่าเป็ผู้ฝึกตนนอกรีตและผู้ฝึกตนที่เป็ตัวตนที่มีอำนาจเหนือกว่าจะเข้าไปปราบปรามทันทีมันผู้นั้นทันทีดังนั้นแล้วผู้ฝึกตนที่ใช้วิถีนี้ส่วนใหญ่ล้วนต้องตายตกไปเสียทั้งสิ้น
การได้พบผู้ฝึกตนขั้นผลิดอกที่นี่จึงทำให้เมอร์ลินรู้สึกหวาดกลัวเขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับคนคนนี้
เขาไม่รู้ว่าที่แห่งนี้จะมีผู้ฝึกตนอยู่มากน้อยเพียงใด?
พวกเขาเ่าั้จะเป็ผู้ที่ชมชอบในการ่ชิงแกนปราณหรือไม่?
คำถามเหล่านี้เขานั้นไม่สามารถเอ่ยตอบได้
หากประสบเคราะห์ร้ายเกิดบังเอิญได้พบเจอผู้โเี้ขึ้นมาด้วยการบ่มเพาะที่ต่ำต้อยของเขาในตอนนี้ อาจพลาดท่าและถูก่ชิงแกนปราณไปอย่างง่ายดายเป็แน่
กรณีของคนที่ถูก่ชิงแกนปราณหากคนคนนั้นไม่ถึงแก่ความตาย เขาคนนั้นก็จะกลายเป็ผู้ที่ไม่สามารถฝึกตนบ่มเพาะได้อีกเลย
เื่นี้ทำให้หัวใจของเมอร์ลินเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัว
นับั้แ่นี้ไปเมอร์ลินจึงได้ตัดสินใจปกปิดการเป็ผู้ฝึกตนของตนเองเอาไว้เื่นี้จะเป็ความลับไม่สามารถให้คนอื่นล่วงรู้ไม่ได้
“ข้าจะต้องใช้ชีวิตในร่างของเด็กคนนี้ให้แเีที่สุด จนกว่าจะถึงวันที่ข้ามีความแข็งแกร่งที่เพียงพอเมื่อถึงตอนนั้นข้าจะไม่ปิดบังตัวตนของข้าอีกต่อไป”