บทที่ 5
ล่าสัตว์อสูร
หลังจากที่ลู่เฟิงบ่มเพาะขอบเขตของตนกลับมาอยู่ในระดับเดิมในระยะเวลา 1 สัปดาห์ เป็เื่ที่ราวกับว่าอยู่ในความฝัน
ลู่เฟิ่งก่อนหน้านี้ใช้เวลา 10 ปีในการบ่มเพาะขอบเขตขึ้นมาขนาดนี้ แต่หลังจากล่วงรู้ถึงพลังของตนเองเขาก็สามารถกลับมายืนจุดเดิมได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 7 วัน
พูดแล้วช่างน่าขำถ้าเกิดว่ารู้ความสามารถนี้เร็วกว่านี้ จะต้องไม่เสียเวลาถึง 10 ปีอย่างแน่นอน
ลู่เฟิ่งหลังจากที่บ่มเพาะขอบเขตพลังของตนเองขึ้นมาอยู่ในระดับเดิม ตั้งใจที่จะเดินทางออกไปจากตำหนักลงเพราะแห่งนี้
ตกดึกลู่เฟิ่งเปลี่ยนเครื่องแต่งกายของตนเองกลายเป็ชุดสีดำสนิทที่ดูทะมัดทะแมง “ เอาล่ะเตรียมตัวเสร็จแล้ว ”
“ ถ้าอยากจะฝึกฝนรวดเร็วขึ้นอีกก็ต้องเดินทางไปที่อยู่ของพวกสัตว์อสูรใกล้ๆ ”
“ ใกล้ๆเมืองหลวงของอาจักรวรรดิลู่ที่ที่มีพวกสัตว์อสูรเยอะที่สุดก็น่าจะเป็ป่าทางทิศตะวันออก ”
“ จริงอยู่ว่าการบำเพ็ญและการบ่มเพาะสามารถพัฒนาขอบเขตบ่มเพาะได้ ”
“ แต่หลังจากที่ตัวของข้ารู้ความสามารถของตนเองแล้ว ถึงได้รู้ความจริงมาหลายอย่าง สัตว์อสูรเป็สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์เมื่อเทียบกับระดับความแข็งแกร่งแล้ว ”
“ นั่นเพราะว่าขอบเขตการบ่มเพาะของสัตว์อสูรใช้เวลานานกว่ามนุษย์ ”
“ แต่ว่ามันเองก็ไม่ใช่ว่าสัตว์อสูรจะเสียเปรียบมนุษย์เสียทีเดียว บ่มเพาะของมนุษย์สามารถทำได้เพียงแค่อย่างเดียว ”
“ นั่นคือการบำเพ็ญและบ่มเพาะขอบเขตของตนเอง บางคนอาจจะมีทรัพยากรในการบ่มเพาะและบำเพ็ญเข้ามาช่วยส่งเสริม ”
“ แต่มันเองก็เป็เพียงแค่ทางเลือกเดียวสำหรับมนุษย์ที่จะบ่มเพาะขอบเขตของตน ”
“ แต่ว่าสัตว์อสูรนั้นแตกต่างออกไป อสูรสามารถบำเพ็ญและก็บ่มเพาะได้เช่นเดียวกับมนุษย์แต่ว่ามันก็มีอีกวิธีหนึ่งที่สัตว์อสูรได้เปรียบกว่า ”
“ นั่นคือการสังหารสัตว์อสูรด้วยกันเอง สัตว์อสูรเป็สิ่งมีชีวิตที่น่าเหลือเชื่อมันสามารถใช้เืของสัตว์อสูรด้วยตนเองมาเป็ตัวบ่มเพาะได้ ”
“ ในทางกลับกันมนุษย์กับไม่สามารถทำได้แบบนั้น มนุษย์เคยคิดจะนำเอาเืของสัตว์อสูรมาเป็วัตถุดิบในการบ่มเพาะ ”
“ แต่ว่าคนพวกนั้นเองก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ พวกมันไม่สามารถใช้เืของสัตว์อสูรในการบ่มเพาะได้ ”
“ เพราะว่าร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถตอบรับเืของสัตว์อสูรที่มีคุณสมบัติรุนแรงได้ มันจึงทำให้ความคิดนั้นของมนุษย์ที่คิดจะทำแบบนั้นล้มเหลวไป ”
“ สร้างสิ่งมีชีวิตมาให้มีความใกล้เคียงกัน มีขอบเขตที่เล็กกว่าแต่ก็ใช้เวลาการบ่มเพาะที่น้อยกว่า ”
“ สัตว์อสูรแข็งแกร่งกว่าแต่ก็ต้องใช้เวลาบ่มเพาะที่นานกว่า แต่ในทางกลับกันถ้าเกิดว่ามนุษย์อย่างข้าได้รับการบ่มเพาะอย่างสัตว์อสูร ”
“ ผลลัพธ์ที่ออกมามันก็ง่ายดายเป็อย่างมากข้าจะกลายเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ” ลู่เฟิ่งได้แต่แสยะยิ้มที่มุมปาก
ถ้าเกิดว่าหมาป่าทมิฬสังหารสัตว์อสูรในการต่อสู้ แล้วมันดูดซับเืของสัตว์อสูรความสามารถในการบ่มเพาะครึ่งหนึ่งที่มันทำการบ่มเพาะได้จากการดูดซับของสัตว์อสูร มันก็จะถูกส่งมาที่ร่างกายของลูกเฟิง
ทำให้ระดับพลังของลูกเฟิงนั้นพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะถูกแบ่งมาเพียงแค่ครึ่งเดียวแต่นั่นเองก็เป็จำนวนที่มากพอแล้ว
นี่คือเหตุผลที่ลู่เฟิ่งตั้งใจที่จะออกจากตำหนักบนเพราะในยามราตรี “ โชคดีคนที่มีฝีมือส่วนใหญ่ก็ถูกนำเอาออกจากตำหนักบ่มเพาะหมดแล้ว ”
“ เพราะว่าตัวของข้าเป็เพียงแค่คนเดียวที่อยู่ภายในตำหนักแห่งนี้ ”
“ แถมยังถูกเรียกว่าเป็เชื้อพระวงศ์ที่ไร้ความสามารถจึงไม่มีผู้คนอยากจะติดตาม ”
“ เพราะแบบนั้นก็เลยออกจากตำหนักแห่งนี้ได้ง่ายดาย” ลู่เฟิ่งไม่ดีหรอเรียกหมาป่าทมิฬออกมาทันที
จิติญญาแปรเปลี่ยนกลายเป็ร่างกายของหมาป่าที่สูงกว่า 1 เมตร องค์ชาย 5 ไม่รีรอะโขึ้นหลังของหมาป่าอย่างรวดเร็ว
หมาป่าทมิฬะโออกไปจากตำหนักแห่งนี้อย่างง่ายดาย มันเคลื่อนไหวโดยไร้ซึ่งเสียงกระทบ
“ นี่แหละคือความสามารถของหมาป่าทมิฬ ”
“ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวของมันมีคมเขี้ยวและกรงเล็บที่แหลมคม มันเคลื่อนไหวก็รวดเร็วไร้ที่ติ อยู่ในระดับขุนพล 2 ดาว”
“ ถ้าสามารถบ่มเพาะมันให้ขึ้นไปอยู่ในระดับแม่ทัพได้แล้วก็มันคงจะเก่งกว่านี้มาก”
“ เดินทางไปเลยป่าทางทิศตะวันออก ”
ในอีกครึ่งชั่วยามต่อมา
ณ ป่าทางทิศตะวันออก
ซากของสัตว์อสูรหมาป่าแดงหลายตัวนอนใต้เขื่อนกาดอยู่ตามพื้น ลู่เฟิ่งนั่งอยู่บนหลังหมาป่าทมิฬที่เป็คนสังหารฝูงหมาป่าแดงพวกนี้ด้วยตัวคนเดียว
“ หมาป่าแดงอย่างนั้นหรอ ”
“ หมาป่าแดงเป็เผ่าพันธุ์หมาป่าเป็สัตว์อสูรที่อ่อนด้อยลงมา ”
“ แม้แต่ภายในหมู่ของแต่ละศูนย์ชนชั้นสายเืเองก็มีผล เพราะว่าหมาป่าที่เป็สัตว์อสูรประเภทเดียวกันก็มีชนชั้นสายเืที่แตกต่าง ”
“ หมาป่าทมิฬเป็ชนชั้นสายเืที่สูงขึ้นมากว่าหมาป่าแดงที่เป็สัตว์อสูรทั่วไปความแข็งแกร่งยิ่งแตกต่าง ”
“ พวกนี้เป็สัตว์อสูรระดับทั่วไปหมาป่าแดงก็มีความแข็งแกร่งอยู่ระดับเพียงแค่สัตว์อสูรทั่วไป 1-2 ดาวเท่านั้น ”
“ ถ้าอยากจะสังหารผู้ที่แข็งแกร่งกว่านี้คงต้องเข้าไปด้านในลึกกว่านี้ ”
“ เอาล่ะหมาป่าทมิฬดูดซับเืพวกมันซะ ” หมาป่าทมิฬปลดปล่อยลมผ่านออกมา ใดนั้นเืของพวกหมาป่าแดงที่ไหลอยู่ตามพื้น มันแปลเปลี่ยนกลายเป็เส้นพลังิญญาสีแดงพุ่งเข้าใส่ร่างกายของหมาป่าทมิฬ
ร่างกายของหมาป่าทมิฬดูดซับเืของพวกหมาป่าพวกนั้น จากนั้นแลกเปลี่ยนกลายเป็พลังิญญาเพิ่มพูนขึ้นมาภายในร่างกาย
ลู่เฟิ่งที่นั่งอยู่บนหลังของหมาป่าทมิฬดวงตาเบิกกว้างขึ้น “ พลังที่เพิ่มเข้ามาหลั่งไหลเข้ามาภายในร่างกายไม่หยุดราวกับเป็มหาสมุทรที่ไร้ที่สิ้นสุด ”
พลังขอบเขตบ่มเพาะของลู่เฟิ่งพัฒนาขึ้นไปอยู่ในระดับก่อตัวขั้นที่ 6 เรียบร้อยแล้ว “ สมกับเป็การดูดซับเืของสัตว์อสูร ”
“ เพียงแค่ดูดซับเืของฝูงหมาป่าแดงเพียงแค่ไม่กี่สิบตัว ระดับขอบเขตภายในร่างกายก็พัฒนาขึ้นมาถึง 1 ขั้น”
“ เอาล่ะยังพอมีเวลาอยู่ก่อนที่ดวงตะวันนั้นจะขึ้น ก่อนที่จะกลับไปที่ตำหนักบ่มเพาะขอล่าให้หนำใจก่อนก็แล้วกัน ”
“ เข้าไปด้านในกันหมาป่าทมิฬ ”
หลังจากนั้น่เวลาการล่าสัตว์อสูรภายในปากก็เริ่มขึ้น ลู่เฟิ่งนั่งอยู่บนหลังหมาป่าทมิฬสังหารสัตว์อสูรภายในป่าจำนวนมาก
บริเวณนี้เป็เขตใกล้ๆเมืองหลวง จึงไม่ค่อยมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากนัก เพราะว่ามันเป็เขตที่อยู่อาศัยของเมืองผู้บ่มเพาะก็พากันกำจัดพวกสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งบริเวณรอบๆเมืองที่อยู่อาศัยไปหมดแล้ว
เหลืออยู่ก็เพียงแค่พวกสัตว์อสูรระดับต่ำ มันก็เพียงพอกับการบ่มเพาะใน่แรก
หลังจากราตรีผ่านพ้นไป ลู่เฟิ่งกลับไปถึงตำหนักบ่มเพาะก่อนที่ท้องฟ้านั้นจะสว่าง ราตรีผ่านพ้นมาเพียงแค่ราตรีเดียวเท่านั้น
ผู้ใดจะคาดคิดสังหารหมาป่าแดงไปเป็จำนวนมากพร้อมกับสัตว์อสูรประเภทอื่นๆ เขตของลู่เฟิ่งขึ้นมากลายเป็ขอบเขตก่อตัวขั้นที่เจ็ดแล้ว
“ องค์ชายห้าพะย่ะค่ะมีรับสั่งสำคัญ ” ลู่เฟิ่งที่กำลังนั่งอ่านตำราในห้องมองตรงออกไป ทหารผู้คุมการมาส่งราชโองการสำคัญที่ส่งตรงมาจากเมืองหลวง
“ มีเื่อะไร? ” ลู่เฟิ่งเปล่งเสียงอย่างเรียบเฉย ผ่านประตูที่ปิดอยู่
“ คือว่าฝ่าารับสั่งให้องค์ชายห้าไปเข้าเฝ้าพะยะค่ะ ”
ลู่เฟิ่งที่นั่งอยู่แสดงใบหน้าจริงจัง “ องค์จักรพรรดิเรียกเข้าเฝ้างั้นรึ? ”
จบบท
[ สาระสัตว์อสูร ]
[ หมาป่าแดงหมาป่าสายพันธุ์ทั่วไปของสัตว์อสูร เป็สายพันธุ์ที่มีสายเืที่ต่ำที่สุดในหมู่สัตว์อสูรประเภทหมาป่า พวกมันมีความแข็งแกร่งในการใช้กรงเล็บ มีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วพบเจอได้ง่ายดายภายในป่าขนาดกลาง ]