แบนชีภูตสวาท (จบ)

    บทที่ 10

    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะว่าฉันเอาหลักฐานหลายอย่างติดตัวมาให้คุณดูด้วย”“ไม่ใช่ครับ..ไม่ใช่..” ไมเคิลโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “ผมน่ะเชื่อถือในคำพูดของแพ้ตดี้อยู่แล้วละ ว่าคุณเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานนี้ ว่าแต่..คุณรู้แล้วใช่ไหมครับว่าเพราะอะไรผมถึงมาที่นี่..? ” เขากลับย้อนถามในที่สุด“ฉันทราบแต่เพียงว่า คุณกำลังค้นคว้าที่จะเขียนหนังสือใหม่สักเล่มหนึ่ง” มีฟพูดเรียบๆ มันมีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของเธอที่ไมเคิลออกจะทึ่ง เพราะสำเนียงอาจจะเป็นไอริชจริง แต่มันมีความอ่อนทุ้มนุ่มนวลยามที่เธอทอดหางเสียงลงอย่างประหลาด“ครับ จุดประสงค์ใหญ่ที่ผมมาที่นี่ก็เพื่อจะค้นคว้า ส่วนที่ขาดหายไปของตำนานดั้งเดิมที่ชาวไอริชเคยมีอยู่ ทั้งหมดก็เพื่อจะทำเป็นสารานุกรมฉบับสมบูรณ์ขึ้นฉบับหนึ่ง”“ค่ะ ถ้าทำคนเดียวก็คงต้องใช้เวลานานมากทีเดียว” มีฟพูดราวปรารภกับตัวเอง“ครับ เพราะอย่างนั้นผมถึงต้องการผู้ช่วยยังไงล่ะ” ไมเคิลพูดยิ้มๆ “ผมอยากจะได้ใครสักคนที่มีความรู้เรื่องภาษาอย่างดี มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องตำนานเก่าแก่ แล้วก็มีความสามารถในการใช้เครื่องเวิร์ด โปรเซสเซอร์ด้วย”“ฉันคิดว่าตัวเองคงทำได้ดีค่ะ” มีฟตอบพลางยิ้มให้“ผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่สัก 6 เดือนนะครับ เช่าบ้านไว้หลังหนึ่งไม่ไกลจากสเคอร์รี่เท่าไรนัก แต่ผมอาจจะอยู่เลยจากที่กำหนดไว้ได้ไม่เกิน 2 เดือน สำหรับเรื่องเงินเดือนของคุณ ผมตั้งไว้ว่าอาทิตย์ละ 200 เหรียญ บวกค่าพาหนะในการเดินทาง แล้วก็ยังบวกผลประโยชน์ตามเปอร์เซ็นต์ที่เราจะตกลงกันหลังจากหนังสือเสร็จแล้วอีกด้วย”“ก็ดีนี่คะ” เธอตอบโดยไม่ลังเลใจแม้แต่น้อยซึ่งทำให้ไมเคิลออกจะแปลกใจอยู่ เพราะกำลังคิดอยู่ในใจว่า ถ้าเธอจะเรียกร้องค่าตอบแทนมากกว่านี้อีกสักเล็กน้อยเขาก็พร้อมจะให้อยู่แล้ว รวมทั้งเรื่องเปอร์เซ็นต์ที่จะได้รับจากหนังสือนั่นด้วย แพ้ตดี้พูดถูก มีฟยินดีที่จะทำงานชิ้นนี้ด้วยใจรักจริงๆ“คุณอยากจะให้ฉันทำอะไรบ้างล่ะคะ? ”“ก่อนอื่น คุณคงจะต้องช่วยค้นคว้าเกี่ยวกับหลักฐานดั้งเดิมของตำนานต่างๆ รวมไปถึงพวกนิทานพื้นบ้าน คุณอาจจะต้องแปลเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็นภาษาอังกฤษ อ้างหลักฐานที่มาของมัน และ เอ้อ..ก็อย่างที่คุณเคยทำมาแล้วนั่นแหละครับ”“ฉันเข้าใจค่ะ” มีฟพยักหน้ารับอีกครั้ง“ยังมีอะไรอีกไหมครับ? ”“คุณจะให้ฉันเริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะคะ? ”ไมเคิลหันหน้าไปมองแพ้ตดี้อย่างแปลกใจเต็มที่ เขานึกไม่ถึงว่าการเจรจามันจะง่ายดายถึงเพียงนี้..“พรุ่งนี้เลยเป็นไงครับ? ” เขาเอ่ยถามออกไป“สักกี่โมงดีคะ..? ”“เอ้อ..” ไมเคิลชักอึกอักขึ้นมา“เอาอย่างนี้ดีกว่านะ” แพ้ตดี้เอ่ยขึ้น “ผมเห็นจะต้องปิดสำนักงานแล้วละ เลยเวลามานานแล้ว ตอนนี้คุณสองคนไปหาอะไรดื่มกันก่อนดีกว่า อีกไม่เกิน 20 นาทีผมจะตามไป”ไมเคิลหันไปมองมีฟเป็นเชิงถาม ซึ่งเธอก็พยักหน้าอย่างเต็มอกเต็มใจ“แล้วเราจะไปที่ไหนกันดีล่ะครับ เห็นจะต้องพึ่งคุณให้ช่วยแนะนำแล้ว ผมไม่รู้จักที่ไหนเลย”“ฉันคิดว่าที่บัสเวลล์น่าจะดีที่สุดนะคะ และช่วงนี้ก็น่าจะเงียบดีด้วย” เธอหันไปมองหน้าแพ้ตดี้เป็นเชิงถาม ซึ่งเขาก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยทันที“งั้นเราก็ไปที่บัสเวลล์กัน..ว่าแต่อยู่ไกลไหมครับ? ”ไมเคิลถามยิ้มๆมีฟมองออกไปนอกหน้าต่าง พยักหน้าไปทางถนนดอว์สัน“ตรงหัวเลี้ยวที่ 2 นั่น เดินไปสัก 5 นาทีก็ถึงแล้วละค่ะ”
    สองหนุ่มสาวเดินไปตามถนนดอว์สันด้วยกันเงียบๆ จนเมื่อเลี้ยวหัวมุมถนนโมลสวิร์ธแล้วนั่นแหละ มีฟจึงได้เอ่ยขึ้น“ฉันต้องขอบคุณอย่างมากเลยค่ะ ที่คุณเปิดโอกาสให้ฉันได้ทำงานชิ้นนี้”“อย่าพูดอย่างนั้นเลย” ไมเคิลรีบสั่นศีรษะปฏิเสธทันที “อันที่จริงผมเสียอีกที่ต้องขอบใจคุณ คุณก็รู้ดีว่าธรรมชาติของงานแบบนี้มันเกี่ยวข้องอยู่กับการค้นคว้าหาข้อมูลที่ต้องถูกต้องอย่างมาก เราอาจจะได้ข้อมูลจากหลายทางซึ่งบางทีอาจจะขัดกันอยู่ก็ได้ ต้องตรวจสอบกันลงไปให้แน่ชัดถึงจะเขียนขึ้นมาเป็นหนังสือได้ เพราะฉะนั้นผมถึงดีใจมากที่โชคดี สามารถหาผู้ช่วยที่มีคุณสมบัติตามต้องการทุกอย่าง แถมยังเป็นคนที่มีความสามารถสูงอีกด้วย ผมว่ามันน่าจะเป็นลางดีนะครับ หนังสือเล่มนี้น่าจะประสบความสำเร็จสูงทีเดียว”“ค่ะ แต่ถึงยังไงฉันก็ต้องขอบใจคุณอยู่ดี คงไม่จำเป็นต้องบอกละมังคะว่า การที่มีชื่อฉันเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่กับงานระดับนี้ มันเท่ากับเป็นการช่วยยกระดับของฉันขึ้นได้มากแค่ไหน นอกจากฉันจะได้ชื่อเสียงแล้วก็ยังได้เงินอีกด้วยนะคะ”“มันก็จริงอยู่หรอก” ไมเคิลตอบเรียบๆ แต่กำลังอึดอัดใจอย่างที่สุด เพราะถ้าจะพูดกันตามความจริงแล้ว อัตราค่าจ้างที่เขาให้เธอนั้นมันไม่สูงอะไรเลย “ผมคิดว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีแล้วละก็ ..คือเมื่อหนังสือเสร็จเรียบร้อย ผมก็จะต้องแบ่งโบนัสให้คุณอีกก้อนใหญ่ทีเดียว”“ถึงแล้วค่ะ” มีฟพยักหน้าไปทางห้องกาแฟที่อยู่หน้าโรงแรมเล็กๆ หลังจากนั้นไมเคิลก็เดินตามเธอเข้าไปข้างในที่ยังว่างเปล่าอยู่ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่ลูกค้าจะเข้ามาอุดหนุน“ผมชักชอบบรรยากาศที่นี่เสียแล้วสิ” ไมเคิลกวาดสายตามองไปรอบๆ ซึ่งมีโต๊ะตั้งอยู่เพียง 10 กว่าตัว การตกแต่งภายในที่ใช้ประจำ เข้ามาช่วยทำให้ห้องดูกว้างขวางขึ้น “คุณจะดื่มอะไรดีครับ? ”“ฉันขอไวน์ขาวก็แล้วกันค่ะ” ขณะไมเคิลเดินไปสั่งเครื่องดื่มที่บาร์ มีฟก็เดินไปที่โต๊ะตัวหนึ่งตรงมุมห้อง ลากเก้าอี้มาเติมไว้ให้เต็ม 3 ตัว เมื่อทรุดตัวลงนั่งเรียบร้อยแล้ว เธอก็จับตามองชายหนุ่มชาวอเมริกันที่กำลังยืนซื้อเครื่องดื่มอยู่เป็นครู่ จนเมื่อเขาเดินกลับมาที่โต๊ะเขายังหนุ่มกว่าที่เธอคิดไว้มากและออกจะเป็นคนเงียบขรึมเสียด้วย ไม่เอะอะโวยวายคุยโวโอ้อวดเช่นชายหนุ่มอเมริกันทั้งหลายที่เธอเคยพบมา“แพ้ตดี้เล่าให้ผมฟังว่า มีหนังสือของคุณ 2-3 เล่มที่ได้รับการตีพิมพ์ออกมา” ไมเคิลวางแก้วไวน์ขาวลงตรงหน้าเธออย่างระมัดระวัง มีฟออกจะแปลกใจไม่น้อยที่เห็นเขาดื่มโค๊กแทนเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์แรงกว่า“ปกติผมไม่ค่อยดื่มบ่อยนัก” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสายตาที่เปล่งคำถามของเธอเข้า “คือเวลากินเหล้าหรือดื่มเบียร์เข้าไปแล้วมันรู้สึกไม่ค่อยสบาย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน คุณเล่าเรื่องหนังสือของคุณให้ผมฟังดีกว่า”มีฟยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ สีหน้าขรึมลงกว่าเดิม“ทั้งหมดที่พิมพ์ไปแล้วก็แค่ 3-4เล่มเท่านั้นละค่ะ 3 เล่มแรก เป็นหนังสือสำหรับเด็ก ส่วนเล่มที่ 4 เป็นหนังสือสำหรับหนุ่มสาว หนังสือสำหรับเด็กนั่นเป็นนิทานโบราณ ที่ฉันเอามาเขียนในรูปแบบใหม่ สำหรับหนุ่มสาวเป็นเรื่องของเด็กวัยรุ่น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านที่เคยเชื่อถือสืบต่อกันมาเท่านั้นละค่ะ”“ซึ่งคุณก็คงประสบความสำเร็จมากพอสมควรทีเดียวใช่ไหม..? ” ไมเคิลจับตามองใบหน้าหญิงสาวอยู่อย่างพิจารณา สังเกตเห็นอยู่ว่าเธอค่อยดูสบายใจขึ้นบ้าง เพราะเธอเริ่มเอ่ยถึงงานที่ตนเองเคยทำอยู่และดูจะเต็มใจเล่าให้เขาฟังด้วย“ใช่ค่ะ” มีฟพยักหน้ารับ “นี่ฉันก็กำลังคิดจะเขียนเล่มที่ 2 สำหรับพวกวัยรุ่นกับผู้อ่านที่อยู่ในกลุ่มหนุ่มสาวอีกเหมือนกัน เพิ่งจะเสร็จนิทานสำหรับเด็กเล่มล่าสุดไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง แต่รับรองค่ะว่าฉันจะไม่ทำให้งานของคุณเสียหายแน่นอน” เธอรีบเสริมในตอนท้าย“บางที เราอาจจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากกว่านี้ก็เป็นได้”ซึ่งมีฟก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ท่าทางเธอดูคลายใจลงมาก“ว่าแต่คุณจะรังเกียจไหม ถ้าคุณจะต้องไปอยู่ร่วมบ้านกับผมสักระยะหนึ่งหรือเฉพาะตอนที่จำเป็นจริงๆ? ” เขาสังเกตเห็นอยู่ ว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสีหน้าของเธอจึงรีบพูดต่อว่า “ที่บ้านนั่นผมไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกนะครับ มีภรรยาแล้วก็ลูกอีก 2 คนอยู่ด้วย บ้านที่ผมเช่าอยู่ห่างจากสเคอรี่ส์ไม่มากนัก..ว่าแต่คุณรู้จักสเคอรี่ส์หรือเปล่าล่ะ? ”“รู้สิคะ ตอนเด็กๆ ฉันกับพ่อแม่เคยไปพักผ่อนกันที่นั่นเสมอ”ไมเคิลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดแพ้ดดี้ถึงได้มาช้านัก“คุณมีพี่ชายหรือน้องสาวบ้างหรือเปล่า..? ”“ไม่มีหรอกค่ะ ฉันเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่”“หรือครับ..? ” เขาสังเกตเห็นความเครียดขรึมในสีหน้าของมีฟ จึงคิดว่าทางที่ดีไม่ควรจะชวนเธอคุยเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวต่อไป “เอ..ทำไมแพ้ตดี้ถึงยังไม่มาอีกนะนี่? ”มีฟเหลือบมองนาฬิกาข้อมือของตนเองบ้าง หยิบแก้วไวน์ขึ้นมาดื่มอึกสุดท้าย เมื่อวางแก้วลงก็บอกว่า“ฉันเห็นจะต้องขอตัวกลับก่อนนะคะ เพราะยังมีงานที่บ้านจะต้องทำ”“เป็นเรื่องอะไรที่น่าตื่นเต้นด้วยหรือเปล่า? ”“ไม่หรอกค่ะ เป็นเรื่องการสืบหาต้นตระกูลที่มีคนมาว่าจ้างให้ฉันทำ ที่จริงมันก็ออกจะเป็นงานที่น่าเบื่ออยู่ แต่อย่างน้อยค่าจ้างที่ได้รับมันก็พอจะจ่ายบิลต่างๆ ได้”