กระบี่ฟ้าสังหาร

    กระบี่ฟ้าสังหาร ตอนที่ 31 : หนีมิออก หลบมิได้แล้ว

    ชิงหยางแลหนานชี่หลงเดินลากสังขารมาพอควร จนพบถ้ำร้างแห่งหนึ่ง 


    ชิงหยางส่งสัมผัสพยัคฆ์ขาวออกไปตรวสอบภายในถ้ำ แลพยักหน้า 


    " เราจะพักเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่นี่ " ชิงหยางเอ่ย แลเดินเข้าไปในถ้ำสองตาของเขากวาดมองทั่วถ้ำ 


    ชิงหยางลากหินก้อนใหญ่ปิดปากถ้ำไว้ แลหาที่นั่ง 


    ชิงหยางนำเอายาสมานแผลสูตรผีบอกออกมาทาที่แผลที่ตนเองฟัน พลางพยักหน้าช้าๆ


    " เจ้ามิใช้ยาสมานแผลของศิษย์พี่ผู้นั้นรึ " หนานชี่หลงเอ่ยถาม เขางุนงงเป็นยิ่งนัก


    เพราะยาสมายแผลของสำนักใหญ่ๆนั้นล้วนแล้วแต่เป็นยาสานแผลชั้นสูง บาดแผลสาหัสสากรรจ์เพียงใดก็สามารถหายได้ในเจ็ดวัน 


    แต่สหายใหม่ที่อยู่ต่อหน้ากลับเมินเฉยยาสมานแผลชั้นสูง กลับใช้ยาสมานแผลของตน


    " ยาสมานแผลเหล่านั้นมิได้เรื่องดอก ขืนเจ้าทาไปเจ้าอาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะหาย สู้ของข้ามิได้ " ชิงหยางเอ่ยออกมา


    " แผลเล็กผิวเผินเช่นนี้ คืนเดียวก็หายแล้ว " ชิงหยางเอ่ยออกมา พลางยื่นตลับยา


    หนานชี่หลงมองยังชิงหยาง พลางครุ่นคิด 


    " เอาเช่นนี้ เจ้าลองทายามสมานแผลของข้าไว้ที่แขนข้างหนึ่ง แลยาสมานแผลของศิษย์พี่ผู้นั้นอีกข้างหนึ่ง แลรุ่งเช้ามาดูว่าแผลข้างใดจะหายก่อน " ชิงหยางยกยิ้มออกมา


    ชิงหยางก่อไฟ แลนำเนื้อของพยัคฆ์ขาวมาย่าง กลิ่นเนื้อย่างหอมหวลตลบอบอวลทั่วถ้ำ 


    " เจ้ากินเข้าไปได้เช่นใด เจ้ามิกลัวรึกับการมิเข้ากันของปราณพลัง " หนานชี่หลงเอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจ


    " ข้ากินมันทุกวัน ก็มิเห็นเป็นสิ่งใด " ชิงหยางเอ่ยออกมา ในขณะที่กำลังเคี้ยวเนื้อย่างหอมกรุ่น 


    " เจ้าควรจะลอง ในเนื้อของมันมีปราณพลังมหาศาล ทั้งยังมีพลังวิญญาณแต่เบาบางไปหน่อย " ชิงหยางยื่นเนื้อพยัคฆ์ขาว


    " ฮื่อห์ " หนานชี่หลงถอนหายใจออกมาอย่างแรง พลางมองยังชิ้นเนื้อย่าง


    " ชิมดูนิดเดียวมิเป็นสิ่งใดดอก " ชิงหยางรบเร้าสหายใหม่ 


    หนานชี่หลงชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่จึงเอ่ยออกมา " ลองดู " เขาเอ่ยออกมา พลางรับเอาชิ้นเนื้อย่างหอมกรุ่น


    หนานชี่หลงกัดชิ้นเนื้อหยัคฆ์ขาวลงไปหนึ่งคำ สองตาพลันเบิกโพลง มองยังชิงหยาง


    กลิ่นหอมของเนื้อชั้นเลิศลอยอยู่เต็มปาก ทั้งชุ่มฉ่ำแลหวานนุ่ม หนานชี่หลงหลับตาเพลิดเพลินกับรสชาติของเนื้อพยัคฆ์ขาว 


    ครู่ใหญ่ " ครืนนน " พลังปราณมากมายของพยัคฆ์ขาวพุ่งทะยานไปทั่วร่าง 


    " อ้า " หนานชี่หลงร้องออกมา เมื่อรู้สึกร้อนทั่วร่าง ร่างของหนานชี่หลงแดงฉานด้วยพลังอันบ้าคลั่ง


    " ใจเย็นๆ อดทนไว้ ข้าจะบอกวิธี " ชิงหยางเอ่ยออกมา 


    " เจ้าจงชักนำปราณพลังของพยัคฆ์ขาว ให้ไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อทุกมัดแลทิ้งมันไว้ที่นั่น " ชิงหยางเอ่ยออกมา


    หนานชี่หลงพยักหน้าแลเร่งทำตามที่สหายเอ่ย เมื่อปราณพลังของพยัคฆ์ขาวไปอยู่ที่กล้ามเนื้อทุกมัด 


    อุณหภูมิทั่วร่างพลันลดต่ำลงจนเป็นปกติ หนานชี่หลงพยักหน้าช้าๆ 


    " เวลานี้ในมัดกล้ามเนื้อทุกมัดของเจ้ามีพลังแฝงอัดแน่นอยู่ หากเจ้าอยากใช้ก็เพียงระเบิดพลังออกมา " ชิงหยางเอ่ย


    " ข้าจะลองดู " หนานชี่หลงพยักหน้า แลชกออกไปสุดแรง 


    " เปรี้ยงง " มันเป็นหมัดที่ผสานปราณพลังของพยัคฆ์ขาวอันหนักหน่วง


    หลงชี่หยางถึงกับตกใจ เมื่อพลังหมัดที่ชกออกไปนั้นน่าจะมีพลังราวเขตแดนผสานวิญญาณ


    " เจ้าไปรู้วิธีนี้มากจากที่ใด " หนานชี่หลงเอ่ยถาม 


    ชิงหยางจึงเล่าเรื่องกลืนกินโลหิตพยัคฆ์ขาวให้สหายฟัง " วันนั้นข้าเกือบตาย " ชิงหยางเอ่ย


    " นับว่าสวรรค์ยังเมตตาเจ้ามากนัก " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา 


    " ต่อไปเจ้ากินพอประมาณเพื่อให้ร่างกายคุ้นชิน แลค่อยเพิ่มปริมาณ แลระดับของสัตว์อสูร " ชิงหยางเอ่ย


    " พยัคฆ์ขาวนี่เป็นสัตว์อสูรระดับใดรึ " หนานชี่หลงเอ่ยถาม เพราะเขาสงสัยว่าพลังปราณที่มากมายมหาศาลนั้นน่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับสูง


    " พยัคฆ์ขาวตนนี้ ข้าล่ามันได้จากหลังเขาที่ข้าอยู่ มันอยู่ระดับสองสูงสุด " ชิงหยางเอ่ย


    " ระดับสองสูงสุด " หนานชี่หลงพึมพำ สหายใหม่ผู้นี้ทำให้เขาแปลกใจมากมายหลายครานัก


    " ข้าอยากถามเจ้าว่า ชายชุดดำเหล่านั้นเป็นผู้ใด แต่หากเจ้าลำบากใจก็มิต้องบอกข้าก็ได้ " ชิงหยางเอ่ยออกมา พลางกัดกินเนื้อพยัคฆ์ขาวย่างต่อ


    " ฮื่อห์ " หนานชี่หลงถอนหายใจออกมาอย่างแรง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง


    " พวกมันเป็นคนในตระกูลหนานของข้า " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา ทั้งยังก้มหน้ามองต่ำ


    " สหาย หากเจ้าอยากระบายก็พูดเถิด ข้าพร้อมรับฟัง " ชิงหยางเอ่ยออกมา พลางวางมือแตะที่ไหล่ของสหาย


    " อืม " หนานชี่หลงพยักหน้า พลางสูดหายใจเข้าลึก 


    " บิดาของข้าเป็นเจ้าตระกูลหนาน แต่จู่จู่บิดาของข้ากลับล้มป่วยโดยมิทราบสาเหตุ เป็นเหตุให้เหล่าผู้อาวุโสหลายคนเร่งเร้าให้เลือกเจ้าตระกูลคนใหม่ " หนานชี่หลงเอ่ย


    " แต่บิดาของข้าก็บ่ายเบี่ยงแลเร่งหาหมอทั่วใต้หล้ามารักษาตน นั่นยิ่งทำให้เหล่าผู้อาวุโสร้อนใจเป็นการใหญ่ " ชิงหยางพยักหน้าช้าๆ


    " เมื่อบิดาของข้าอาการทรุดหนักลง แลบิดาของของข้ากลัวว่าข้าจะลำบากเมื่ออยู่ที่ตระกูล จึงได้ส่งข้ามาที่นี่ " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา


    " แต่ความลำบากกลับตามข้ามาถึงที่นี่ " หนานชี่หลงกัดกรามแน่น 


    " สหายข้า เวลานี้บิดาของเจ้าเป็นเช่นใด " ชิงหยางเอ่ยถาม


    " ยามที่ข้าออกมาจากตระกูล บิดาข้าก็อาการทรงตัวอยู่ แต่ก็มิรู้ว่าจะทรุดลงในวันใด " หนานชี่หลงเอ่ย


    " พวกมันตามฆ่าเจ้า เพราะมิอยากให้เจ้ากลับตระกูลรึ " ชิงหยางเอ่ยถาม ในหัวสมองของเด็กหนุ่มมิค่อยรู้เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวสักเท่าใดเพราะตนเองนั้นมิมีครอบครัว


    " ใช่ เพราะข้าเป็นทายาทสายตรงของท่านบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูล " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา


    " กฎบัญญัติของตระกูลตราไว้ว่า ต้องเป็นบุตรหลายสายตรงของท่านบรรพจารย์เท่านั้น จึงจะสามารถปกครองตระกูลได้ " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา


    " เช่นนี้แล้ว หากเจ้าตาย แลบิดาของเจ้าป่วยหนัก พวกตาแก่นั่นคงจะทำการแก้ไขกฎบัญญัติของตระกูลเป็นแน่ " ชิงหยางเอ่ย


    " ใช่ เจ้ามองการได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา 


    " มันก็มิได้ยากขนาดนั้น " ชิงหยางเอ่ยออกมา


    " ข้าว่าคนที่ได้ผลประโยชน์จากการนี้คงหนีมิพ้นคนที่ที่จะได้เป็นเจ้าตระกูลคนต่อไป ทั้งคนผู้นั้นก็ต้องเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง " ชิงหยางเอ่ย


    " อืม " หนานชี่หลงพยักหน้าช้าๆ เขามองยังสหายใหม่พลางครุ่นคิด 


    " สหายชิงผู้นี้ อายุก็มิได้มากมายแต่กลับมีความคิดที่ลึกซึ้ง ทั้งฉลาดเป็นกรด หากได้คบหากันอย่างลึกซึ้ง มิแน่ว่าอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในตระกูลได้ " หนานชี่หลงคิดในใจ 


    ชิงหยางมองยังสหายที่นั่งเหม่อ " เจ้ามิต้องคิดให้มากความดอก เรื่องตระกูลของเจ้าแม้นข้ามิอยากยุ่งก็คงจะมิได้แล้ว " ชิงหยางเอ่ยออกมา


    " เหตุใด " หนานชี่หลงเอ่ย 


    " ข้าฆ่าคนของตระกูลเจ้าไปห้า เจ้าคิดว่าตระกูลของเจ้าจะปล่อยข้าไปรึ " ชิงหยางเอ่ยออกมา


    " ใช่ " หนานชี่หลงพยักหน้าช้าๆ 


    " หนีมิออก หลบมิได้แล้ว " ชิงหยางเอ่ยออกมาพลางยกยิ้ม 


    " เวลานี้เราควรเร่งฝึกฝนแลทะลวงขั้นพลังเถิด " ชิงหยางเอ่ยออกมา


    " จริงสิข้าอยากถามเจ้าว่า สามกระบวนท่าเพียงพริบตานั้นเจ้าทำได้เช่นใด " หนานชี่หลงเอ่ยถาม


    " หากเจ้าอยากรู้ เจ้าก็กินเนื้อพยัคฆ์ขาวย่างนี่ให้มากๆ แลข้าจะบอก " ชิงหยางเอ่ย


    " ได้ " หนานชี่หลงพยักหน้า แลคว้าเนื้อพยัคฆ์ขาวย่างยัดเข้าปากพลางเคี้ยวจนแก้มป่อง 


    " อือ " หนานชี่หลงร้องคำรามลั่น แลเร่งชักนำปราณพลังของพยัคฆ์ขาวไปยังมัดกล้ามทั่วร่าง 


    " ฮื่อห์ " หนานชี่หลงถอนหายใจออกมาอย่างแรง เมื่อมัดกล้ามทุกมัดของตนอัดแน่นด้วยพลังที่มิเคยเป็นมาก่อน


    " พลังแฝงช่างมากมายยิ่งนัก " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา พร้อมกับกำหมัดทั้งสองข้าง 


    " ครานี้เจ้าก็ใช้ออกด้วยพลังกายทั้งสามท่า " ชิงหยางเอ่ย


    หนานชี่หลงมองยังสหาย พลางคิ้วขมวด " ง่ายๆเช่นนี้ " เขาเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ 


    " ใช่ ง่ายๆเช่นนี้ " ชิงหยางเอ่ยออกมา 


    " ได้ ข้าจะลองดู " หนานชี่หลงเอ่ยออกมาแลหยัดกายลุกยืน พลางเรียกดาบสีทองออกมา


    หนานชี่หลงระเบิดพลังกายแลแทงดาบออกไปเบี้องหน้า ฟันเฉียงตามติด แลเว้นระยะพักค่อยฟันลงตรงๆ 


    " ฟู่ว " หนานชี่หลงเป่าปากออกมาอย่างแรงพลางมองยังสหาย


    " มิง่ายเลย " หนานชี่หลงพึมพำ แต่ในความผิหวังเขาเองก็ยังยิ้มได้ 


    " อย่างน้อยก็เกือบสำเร็จ " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา


    " นั่นเพราะพลังแฝงในมัดกล้ามของเจ้านั้นยังน้อยอยู่ หากเจ้าสะสมพลังแฝงได้มากพอ เจ้าก็สามารถใช้สามกระบวนท่าเพียงพริบตาได้ " ชิงหยางเอ่ยออกมา


    " เจ้ามีความรู้เกี่ยวกับสามกระบวนท่าเพียงพริบตามากขนาดนี้ เจ้าเป็นคนคิดเองรึ " หนานชี่หลงเอ่ยถาม


    " วันนั้นที่ข้าใช้คราแรก ข้ามิได้คิดสิ่งใด ข้าเพียงใช้มันออกไป " ชิงหยางเอ่ยออกมา


    " ฮ่า ฮ่า ฮ่า " หนานชี่หลงระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น 


    " เจ้านี่ " หนานชี่หลงได้แต่ส่ายหน้า เขามิอยากเชื่อเลยว่า สุดยอดการโจมตีเช่นนี้ จะบังเอิญใช้ออกโดยมิได้คิดสิ่งใด


    " เวลานั้นคนจากตระกูลเถียนเถียนกรูเข้ามามากมายนัก ข้าจึงใช้ทุกอย่างที่ข้ามีสำแดงออกไป " ชิงหยางเอ่ย


    " ถือว่าเป็นการค้นพบยอดวิชาโจมตีโดยบังเอิญที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก " หนานชี่หลงเอ่ย


    " แลข้าเชื่อว่า สามกระบวนท่าเพียงพริบตาของเจ้า จะระบือลือไกลในใต้หล้า " หนานชี่หลงเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น 


    " ให้มันจริงเถอะ " ชิงหยางเอ่ยออกมา


    คล้ายกับเรื่องกระบี่ฟ้าสังหาร ที่คุณอ่าน