ชิงหยางแลหนานชี่หลงเดินลากสังขารมาพอควร จนพบถ้ำร้างแห่งหนึ่ง
ชิงหยางส่งสัมผัสพยัคฆ์ขาวออกไปตรวสอบภายในถ้ำ แลพยักหน้า
" เราจะพักเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่นี่ " ชิงหยางเอ่ย แลเดินเข้าไปในถ้ำสองตาของเขากวาดมองทั่วถ้ำ
ชิงหยางลากหินก้อนใหญ่ปิดปากถ้ำไว้ แลหาที่นั่ง
ชิงหยางนำเอายาสมานแผลสูตรผีบอกออกมาทาที่แผลที่ตนเองฟัน พลางพยักหน้าช้าๆ
" เจ้ามิใช้ยาสมานแผลของศิษย์พี่ผู้นั้นรึ " หนานชี่หลงเอ่ยถาม เขางุนงงเป็นยิ่งนัก
เพราะยาสมายแผลของสำนักใหญ่ๆนั้นล้วนแล้วแต่เป็นยาสานแผลชั้นสูง บาดแผลสาหัสสากรรจ์เพียงใดก็สามารถหายได้ในเจ็ดวัน
แต่สหายใหม่ที่อยู่ต่อหน้ากลับเมินเฉยยาสมานแผลชั้นสูง กลับใช้ยาสมานแผลของตน
" ยาสมานแผลเหล่านั้นมิได้เรื่องดอก ขืนเจ้าทาไปเจ้าอาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะหาย สู้ของข้ามิได้ " ชิงหยางเอ่ยออกมา
" แผลเล็กผิวเผินเช่นนี้ คืนเดียวก็หายแล้ว " ชิงหยางเอ่ยออกมา พลางยื่นตลับยา
หนานชี่หลงมองยังชิงหยาง พลางครุ่นคิด
" เอาเช่นนี้ เจ้าลองทายามสมานแผลของข้าไว้ที่แขนข้างหนึ่ง แลยาสมานแผลของศิษย์พี่ผู้นั้นอีกข้างหนึ่ง แลรุ่งเช้ามาดูว่าแผลข้างใดจะหายก่อน " ชิงหยางยกยิ้มออกมา
ชิงหยางก่อไฟ แลนำเนื้อของพยัคฆ์ขาวมาย่าง กลิ่นเนื้อย่างหอมหวลตลบอบอวลทั่วถ้ำ
" เจ้ากินเข้าไปได้เช่นใด เจ้ามิกลัวรึกับการมิเข้ากันของปราณพลัง " หนานชี่หลงเอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจ
" ข้ากินมันทุกวัน ก็มิเห็นเป็นสิ่งใด " ชิงหยางเอ่ยออกมา ในขณะที่กำลังเคี้ยวเนื้อย่างหอมกรุ่น
" เจ้าควรจะลอง ในเนื้อของมันมีปราณพลังมหาศาล ทั้งยังมีพลังวิญญาณแต่เบาบางไปหน่อย " ชิงหยางยื่นเนื้อพยัคฆ์ขาว
" ฮื่อห์ " หนานชี่หลงถอนหายใจออกมาอย่างแรง พลางมองยังชิ้นเนื้อย่าง
" ชิมดูนิดเดียวมิเป็นสิ่งใดดอก " ชิงหยางรบเร้าสหายใหม่
หนานชี่หลงชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่จึงเอ่ยออกมา " ลองดู " เขาเอ่ยออกมา พลางรับเอาชิ้นเนื้อย่างหอมกรุ่น
หนานชี่หลงกัดชิ้นเนื้อหยัคฆ์ขาวลงไปหนึ่งคำ สองตาพลันเบิกโพลง มองยังชิงหยาง
กลิ่นหอมของเนื้อชั้นเลิศลอยอยู่เต็มปาก ทั้งชุ่มฉ่ำแลหวานนุ่ม หนานชี่หลงหลับตาเพลิดเพลินกับรสชาติของเนื้อพยัคฆ์ขาว
ครู่ใหญ่ " ครืนนน " พลังปราณมากมายของพยัคฆ์ขาวพุ่งทะยานไปทั่วร่าง
" อ้า " หนานชี่หลงร้องออกมา เมื่อรู้สึกร้อนทั่วร่าง ร่างของหนานชี่หลงแดงฉานด้วยพลังอันบ้าคลั่ง
" ใจเย็นๆ อดทนไว้ ข้าจะบอกวิธี " ชิงหยางเอ่ยออกมา
" เจ้าจงชักนำปราณพลังของพยัคฆ์ขาว ให้ไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อทุกมัดแลทิ้งมันไว้ที่นั่น " ชิงหยางเอ่ยออกมา
หนานชี่หลงพยักหน้าแลเร่งทำตามที่สหายเอ่ย เมื่อปราณพลังของพยัคฆ์ขาวไปอยู่ที่กล้ามเนื้อทุกมัด
อุณหภูมิทั่วร่างพลันลดต่ำลงจนเป็นปกติ หนานชี่หลงพยักหน้าช้าๆ
" เวลานี้ในมัดกล้ามเนื้อทุกมัดของเจ้ามีพลังแฝงอัดแน่นอยู่ หากเจ้าอยากใช้ก็เพียงระเบิดพลังออกมา " ชิงหยางเอ่ย
" ข้าจะลองดู " หนานชี่หลงพยักหน้า แลชกออกไปสุดแรง
" เปรี้ยงง " มันเป็นหมัดที่ผสานปราณพลังของพยัคฆ์ขาวอันหนักหน่วง
หลงชี่หยางถึงกับตกใจ เมื่อพลังหมัดที่ชกออกไปนั้นน่าจะมีพลังราวเขตแดนผสานวิญญาณ
" เจ้าไปรู้วิธีนี้มากจากที่ใด " หนานชี่หลงเอ่ยถาม
ชิงหยางจึงเล่าเรื่องกลืนกินโลหิตพยัคฆ์ขาวให้สหายฟัง " วันนั้นข้าเกือบตาย " ชิงหยางเอ่ย
" นับว่าสวรรค์ยังเมตตาเจ้ามากนัก " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา
" ต่อไปเจ้ากินพอประมาณเพื่อให้ร่างกายคุ้นชิน แลค่อยเพิ่มปริมาณ แลระดับของสัตว์อสูร " ชิงหยางเอ่ย
" พยัคฆ์ขาวนี่เป็นสัตว์อสูรระดับใดรึ " หนานชี่หลงเอ่ยถาม เพราะเขาสงสัยว่าพลังปราณที่มากมายมหาศาลนั้นน่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับสูง
" พยัคฆ์ขาวตนนี้ ข้าล่ามันได้จากหลังเขาที่ข้าอยู่ มันอยู่ระดับสองสูงสุด " ชิงหยางเอ่ย
" ระดับสองสูงสุด " หนานชี่หลงพึมพำ สหายใหม่ผู้นี้ทำให้เขาแปลกใจมากมายหลายครานัก
" ข้าอยากถามเจ้าว่า ชายชุดดำเหล่านั้นเป็นผู้ใด แต่หากเจ้าลำบากใจก็มิต้องบอกข้าก็ได้ " ชิงหยางเอ่ยออกมา พลางกัดกินเนื้อพยัคฆ์ขาวย่างต่อ
" ฮื่อห์ " หนานชี่หลงถอนหายใจออกมาอย่างแรง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
" พวกมันเป็นคนในตระกูลหนานของข้า " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา ทั้งยังก้มหน้ามองต่ำ
" สหาย หากเจ้าอยากระบายก็พูดเถิด ข้าพร้อมรับฟัง " ชิงหยางเอ่ยออกมา พลางวางมือแตะที่ไหล่ของสหาย
" อืม " หนานชี่หลงพยักหน้า พลางสูดหายใจเข้าลึก
" บิดาของข้าเป็นเจ้าตระกูลหนาน แต่จู่จู่บิดาของข้ากลับล้มป่วยโดยมิทราบสาเหตุ เป็นเหตุให้เหล่าผู้อาวุโสหลายคนเร่งเร้าให้เลือกเจ้าตระกูลคนใหม่ " หนานชี่หลงเอ่ย
" แต่บิดาของข้าก็บ่ายเบี่ยงแลเร่งหาหมอทั่วใต้หล้ามารักษาตน นั่นยิ่งทำให้เหล่าผู้อาวุโสร้อนใจเป็นการใหญ่ " ชิงหยางพยักหน้าช้าๆ
" เมื่อบิดาของข้าอาการทรุดหนักลง แลบิดาของของข้ากลัวว่าข้าจะลำบากเมื่ออยู่ที่ตระกูล จึงได้ส่งข้ามาที่นี่ " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา
" แต่ความลำบากกลับตามข้ามาถึงที่นี่ " หนานชี่หลงกัดกรามแน่น
" สหายข้า เวลานี้บิดาของเจ้าเป็นเช่นใด " ชิงหยางเอ่ยถาม
" ยามที่ข้าออกมาจากตระกูล บิดาข้าก็อาการทรงตัวอยู่ แต่ก็มิรู้ว่าจะทรุดลงในวันใด " หนานชี่หลงเอ่ย
" พวกมันตามฆ่าเจ้า เพราะมิอยากให้เจ้ากลับตระกูลรึ " ชิงหยางเอ่ยถาม ในหัวสมองของเด็กหนุ่มมิค่อยรู้เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวสักเท่าใดเพราะตนเองนั้นมิมีครอบครัว
" ใช่ เพราะข้าเป็นทายาทสายตรงของท่านบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูล " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา
" กฎบัญญัติของตระกูลตราไว้ว่า ต้องเป็นบุตรหลายสายตรงของท่านบรรพจารย์เท่านั้น จึงจะสามารถปกครองตระกูลได้ " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา
" เช่นนี้แล้ว หากเจ้าตาย แลบิดาของเจ้าป่วยหนัก พวกตาแก่นั่นคงจะทำการแก้ไขกฎบัญญัติของตระกูลเป็นแน่ " ชิงหยางเอ่ย
" ใช่ เจ้ามองการได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา
" มันก็มิได้ยากขนาดนั้น " ชิงหยางเอ่ยออกมา
" ข้าว่าคนที่ได้ผลประโยชน์จากการนี้คงหนีมิพ้นคนที่ที่จะได้เป็นเจ้าตระกูลคนต่อไป ทั้งคนผู้นั้นก็ต้องเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง " ชิงหยางเอ่ย
" อืม " หนานชี่หลงพยักหน้าช้าๆ เขามองยังสหายใหม่พลางครุ่นคิด
" สหายชิงผู้นี้ อายุก็มิได้มากมายแต่กลับมีความคิดที่ลึกซึ้ง ทั้งฉลาดเป็นกรด หากได้คบหากันอย่างลึกซึ้ง มิแน่ว่าอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในตระกูลได้ " หนานชี่หลงคิดในใจ
ชิงหยางมองยังสหายที่นั่งเหม่อ " เจ้ามิต้องคิดให้มากความดอก เรื่องตระกูลของเจ้าแม้นข้ามิอยากยุ่งก็คงจะมิได้แล้ว " ชิงหยางเอ่ยออกมา
" เหตุใด " หนานชี่หลงเอ่ย
" ข้าฆ่าคนของตระกูลเจ้าไปห้า เจ้าคิดว่าตระกูลของเจ้าจะปล่อยข้าไปรึ " ชิงหยางเอ่ยออกมา
" ใช่ " หนานชี่หลงพยักหน้าช้าๆ
" หนีมิออก หลบมิได้แล้ว " ชิงหยางเอ่ยออกมาพลางยกยิ้ม
" เวลานี้เราควรเร่งฝึกฝนแลทะลวงขั้นพลังเถิด " ชิงหยางเอ่ยออกมา
" จริงสิข้าอยากถามเจ้าว่า สามกระบวนท่าเพียงพริบตานั้นเจ้าทำได้เช่นใด " หนานชี่หลงเอ่ยถาม
" หากเจ้าอยากรู้ เจ้าก็กินเนื้อพยัคฆ์ขาวย่างนี่ให้มากๆ แลข้าจะบอก " ชิงหยางเอ่ย
" ได้ " หนานชี่หลงพยักหน้า แลคว้าเนื้อพยัคฆ์ขาวย่างยัดเข้าปากพลางเคี้ยวจนแก้มป่อง
" อือ " หนานชี่หลงร้องคำรามลั่น แลเร่งชักนำปราณพลังของพยัคฆ์ขาวไปยังมัดกล้ามทั่วร่าง
" ฮื่อห์ " หนานชี่หลงถอนหายใจออกมาอย่างแรง เมื่อมัดกล้ามทุกมัดของตนอัดแน่นด้วยพลังที่มิเคยเป็นมาก่อน
" พลังแฝงช่างมากมายยิ่งนัก " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา พร้อมกับกำหมัดทั้งสองข้าง
" ครานี้เจ้าก็ใช้ออกด้วยพลังกายทั้งสามท่า " ชิงหยางเอ่ย
หนานชี่หลงมองยังสหาย พลางคิ้วขมวด " ง่ายๆเช่นนี้ " เขาเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
" ใช่ ง่ายๆเช่นนี้ " ชิงหยางเอ่ยออกมา
" ได้ ข้าจะลองดู " หนานชี่หลงเอ่ยออกมาแลหยัดกายลุกยืน พลางเรียกดาบสีทองออกมา
หนานชี่หลงระเบิดพลังกายแลแทงดาบออกไปเบี้องหน้า ฟันเฉียงตามติด แลเว้นระยะพักค่อยฟันลงตรงๆ
" ฟู่ว " หนานชี่หลงเป่าปากออกมาอย่างแรงพลางมองยังสหาย
" มิง่ายเลย " หนานชี่หลงพึมพำ แต่ในความผิหวังเขาเองก็ยังยิ้มได้
" อย่างน้อยก็เกือบสำเร็จ " หนานชี่หลงเอ่ยออกมา
" นั่นเพราะพลังแฝงในมัดกล้ามของเจ้านั้นยังน้อยอยู่ หากเจ้าสะสมพลังแฝงได้มากพอ เจ้าก็สามารถใช้สามกระบวนท่าเพียงพริบตาได้ " ชิงหยางเอ่ยออกมา
" เจ้ามีความรู้เกี่ยวกับสามกระบวนท่าเพียงพริบตามากขนาดนี้ เจ้าเป็นคนคิดเองรึ " หนานชี่หลงเอ่ยถาม
" วันนั้นที่ข้าใช้คราแรก ข้ามิได้คิดสิ่งใด ข้าเพียงใช้มันออกไป " ชิงหยางเอ่ยออกมา
" ฮ่า ฮ่า ฮ่า " หนานชี่หลงระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น
" เจ้านี่ " หนานชี่หลงได้แต่ส่ายหน้า เขามิอยากเชื่อเลยว่า สุดยอดการโจมตีเช่นนี้ จะบังเอิญใช้ออกโดยมิได้คิดสิ่งใด
" เวลานั้นคนจากตระกูลเถียนเถียนกรูเข้ามามากมายนัก ข้าจึงใช้ทุกอย่างที่ข้ามีสำแดงออกไป " ชิงหยางเอ่ย
" ถือว่าเป็นการค้นพบยอดวิชาโจมตีโดยบังเอิญที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก " หนานชี่หลงเอ่ย
" แลข้าเชื่อว่า สามกระบวนท่าเพียงพริบตาของเจ้า จะระบือลือไกลในใต้หล้า " หนานชี่หลงเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น
" ให้มันจริงเถอะ " ชิงหยางเอ่ยออกมา