แม่น้ำเ้าพระยา... เส้นทางสู่กรุงศรีอยุธยา
สายลมแม่น้ำพัดเอื่อยเฉื่อย ปะทะเข้ากับใบหน้ากร้านแดดของเหล่าทหารกล้า พาเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกโสนที่บานสะพรั่งเหลืองอร่ามอยู่ริมตลิ่ง ผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นๆ และกลิ่นคาวปลาจางๆ ลอยมาแตะจมูก เป็กลิ่นอายแห่งมาตุภูมิที่ห่างหายไปแรมปี แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาจากฟากฟ้าสีครามสดใส สะท้อนผิวน้ำเ้าพระยาที่เป็เกลียวคลื่นเล็กๆ ให้เกิดประกายระยิบระยับวูบวาบราวกับมีใครนำเพชรนิลจินดานับล้านเม็ดมาโปรยปรายไว้ต้อนรับการกลับมาของวีรบุรุษ
เรือพายลำน้อยที่ทำจากไม้ตะเคียนทองขุด ของ ขุนแผน ซึ่งแยกตัวออกมาจากขบวนทัพใหญ่เพื่อเร่งรุดล่วงหน้า กำลังล่องไหลตามกระแสน้ำมุ่งหน้าสู่ราชธานีอย่างรวดเร็ว ฝีพายกรรเชียงจ้วงน้ำเป็จังหวะสม่ำเสมอ ซู่... ซู่... เสียงไม้พายตัดผิวน้ำฟังดูไพเราะราวกับดนตรีขับกล่อมผู้ที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล
ขุนแผน ในชุดเครื่องแบบแม่ทัพเต็มยศที่แม้จะดูมอมแมมเล็กน้อยจากการเดินทางไกลข้ามวันข้ามคืน เสื้อยันต์สีแดงเริ่มซีดจางและมีรอยขาดวิ่นบ้างตามกาลเวลา แต่ก็ไม่อาจบดบังราศีจับของยอดขุนพลได้ เขานั่งชันเข่าอยู่หัวเรืออย่างสบายอารมณ์ ใบหน้าคมเข้มที่เคยเคร่งเครียดและกรำแดดกรำฝนมาตลอดศึกเชียงใหม่ บัดนี้เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่กว้างและมีความสุขที่สุด แววตาพยัคฆ์ที่เคยดุดันจนข้าศึกขยาด บัดนี้ทอประกายอ่อนโยนเมื่อทอดมองยอดเจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญ์สีทองอร่ามที่เห็นอยู่ลิบๆ ปลายขอบฟ้า
"เฮ้อ... ในที่สุดก็ถึงเสียที..."
ขุนแผนพึมพำกับตัวเอง สูดอากาศเข้าปอดลึกๆ จนเต็มอก ราวกับจะเก็บกลิ่นอายของบ้านเกิดเมืองนอนให้ซึมซับเข้าสู่กระแสเื "หนึ่งปีเต็มๆ ... หนึ่งปีเต็มๆ ที่ข้าต้องไปกินกลางดินกินกลางทราย นอนหนุนขอนไม้ต่างหมอน รบพุ่งกับพวกเชียงใหม่จนดาบบิ่น... ป่านนี้ แม่วันทอง เมียรักของข้า คงจะชะเง้อคอรอข้าจนคอยาวเป็ยีราฟแล้วกระมัง"
กันต์ (ในคราบไอ้จุก ศิษย์เอกวัดแค) นั่งขัดสมาธิอยู่กลางเรือ ข้างตัวมีดาบเก่าคู่ใจและย่ามใบเก่งวางอยู่ เขากำลังแกะห่อใบตองข้าวต้มมัดที่แวะซื้อมาจากชาวบ้านริมน้ำกินอย่างเอร็ดอร่อย เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง รสชาติหวานมันของกะทิและกล้วยสุกทำให้เขาลืมความเหนื่อยล้าไปได้ชั่วขณะ เขาเพิ่งเรียนจบหลักสูตรมหาเวทย์ ๑ ปีมาจากหลวงปู่คง และขุนแผนก็แวะมารับเขาพอดีหลังจากเสร็จศึกเชียงใหม่ เพื่อเดินทางกลับอยุธยาพร้อมกัน
"อาจารย์จ๊ะ..."
กันต์เอ่ยถามทั้งที่ข้าวต้มมัดยังเต็มปาก เม็ดข้าวเหนียวติดที่มุมปาก "ศึกเชียงใหม่หนักมากเลยเหรอจ๊ะ? เห็นหายเงียบไปตั้งปีนึง ไม่ส่งข่าวคราวมาเลย ผมนึกว่าอาจารย์ลืมศิษย์ก้นกุฏิคนนี้ซะแล้ว หรือนึกว่าอาจารย์ไปหลงสาวเหนือผิวขาวๆ จนไม่อยากกลับบ้าน"
"หนักสิวะ! เอ็งคิดว่าไปเดินเล่นทุ่งลาเวนเดอร์รึไง"
ขุนแผนหันมาตอบ พลางหัวเราะในลำคอ แววตามีความเหนื่อยล้าฉายชัดวูบหนึ่งเมื่อนึกถึงสมรภูมิเืที่เพิ่งผ่านมา แต่ก็แฝงความภาคภูมิใจในชัยชนะ "ทางนั้นมันเล่นของแรง หมอผีมันเยอะ ยิ่งกว่าดงผีป่าที่เอ็งเคยเจอ แถมชัยภูมิมันดี ตั้งรับอยู่บนที่สูง ข้าต้องใช้เวลาวางแผนล้อมเมือง ตัดเสบียง แล้วตีฝ่าวงล้อมเข้าไป... แล้วไหนจะต้องจัดการเื่การเมืองภายในเชียงใหม่ เจรจาสงบศึกอีก... กว่าจะปราบราบคาบ กว่าจะจัดระเบียบให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็สุข ก็กินเวลาไปเป็ปี"
ขุนแผนถอนหายใจยาว แต่รอยยิ้มยังไม่จางหายไปจากมุมปาก
"แต่ข้าก็รีบที่สุดแล้วนะ... พอจัดการทุกอย่างเสร็จ ข้าแทบไม่ได้พัก สั่งถอนทัพ รีบบึ่งมารับเอ็งที่วัดแค แล้วดิ่งกลับอยุธยานี่แหละ... ใจข้ามันบินล่วงหน้าไปถึงเรือนตั้งนานแล้ว ข้าอยากจะเอาชัยชนะ เอาเกียรติยศไปฝากแม่วันทองนาง นางจะได้ภูมิใจในตัวผัวคนนี้ ว่าผัวนางไม่ได้หนีไปตายดาบหน้า แต่กลับมาอย่างวีรบุรุษ"
กันต์ฟังแล้วพยักหน้าเข้าใจ พลางกลืนข้าวต้มมัดลงคอ แต่ด้วยความที่เป็คนช่างสังเกตและรู้ทัน (เพราะอ่านเื่ย่อและสปอยล์วรรณคดีมาแล้ว) ก็อดถามเื่สาวๆ ไม่ได้ตามประสาคนปากไว
"แล้ว... ไปรบนานขนาดนี้ ชนะศึกใหญ่ขนาดนั้น ไม่ได้ 'สาวเหนือ' ติดไม้ติดมือมาบ้างเหรอจ๊ะ?" กันต์ถามลองเชิง หรี่ตามองอย่างจับผิด "ตามธรรมเนียมโบราณ แม่ทัพผู้ชนะมักจะได้รางวัลเป็บรรณาการมีชีวิตไม่ใช่เหรอ? หรืออาจารย์ถือศีลข้อสามเคร่งครัด?"
ขุนแผนหัวเราะในลำคอ หึ หึ ส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความรู้มากของศิษย์รัก เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบ 'ผ้าซิ่นตีนจก' ลวดลายงดงามวิจิตรประณีต สีแดงเืหมูตัดกับดิ้นทองออกมาโชว์วูบหนึ่ง แสงแดดกระทบดิ้นทองจนเป็ประกายวาววับ ก่อนจะรีบเก็บกลับเข้าไปแนบกายอย่างหวงแหน
"มีสิ... สายตาเอ็งนี่มันรู้ทันข้าจริงๆ" ขุนแผนยิ้มกริ่ม แววตาเป็ประกายเ้าชู้แบบปิดไม่มิด "นางชื่อ 'ลาวทอง' ... งามหยาดเยิ้มสมคำล่ำลือ ผิวขาวอมชมพูเหมือนดอกท้อ กิริยามารยาทเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ เอาใจเก่งเป็ที่หนึ่ง ไม่เหมือนผู้หญิงชาวกรุงที่แสนงอน"
"อ้าว! แล้วนางไปไหนล่ะจ๊ะ?" กันต์ชะเง้อมองซ้ายขวาในเรือลำน้อยที่ว่างเปล่า "ผมไม่เห็นใครเลย หรืออาจารย์เสกนางลงหม้อถ่วงน้ำมา? หรือย่อส่วนใส่กระเป๋าเสื้อ? หรือว่า... กินนางเข้าไปแล้ว?"
"ปากเสีย!"
ขุนแผนเขกหัวศิษย์รักเบาๆ ด้วยด้ามดาบฟ้าฟื้น โป๊ก! "ข้าฝากนางไว้ที่ค่ายเชียงใหม่ก่อน... ให้รอขบวนทัพใหญ่เดินทางตามมาทีหลังพร้อมเชลยศึก อีกสักครึ่งเดือนคงถึง"
"ทำไมล่ะจ๊ะ? มีของดีต้องรีบโชว์สิ เดี๋ยวชาวบ้านเขาก็ลือว่าอาจารย์โม้หรอก"
ขุนแผนถอนหายใจยาวอีกครั้ง คราวนี้สีหน้าของเขาดูอ่อนโยนและจริงจังขึ้น สายตาคมกริบทอดมองเหม่อไปทางทิศใต้... ทิศที่ตั้งของเรือนแก้ว เรือนหอที่เขาสร้างไว้กับวันทอง
"ข้า... คิดถึงแม่วันทอง เหลือเกินว่ะไอ้จุก"
น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดมานาน ความรักที่มีต่อวันทองนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ "ข้าจากบ้านไปนาน แรมเดือนแรมปี... ภาพหน้าเมียลอยวนเวียนอยู่ในหัวทุกคืนก่อนนอน ยามกินข้าว ยามจับดาบ ยามนอนหนาว... ใจข้ามันร้อนรุ่มเหมือนไฟสุม อยากจะกลับมาเห็นหน้าเมียรักให้เร็วที่สุด อยากกอดนางให้หายเหนื่อย... ถ้าข้ามัวแต่รอขบวนทัพที่เดินต้วมเตี้ยม หรือพานางลาวทองเดินทางมาด้วย มันจะล่าช้า... ข้าเลยตัดสินใจควบม้ามาลงเรือล่วงหน้าคนเดียว เพื่อจะมาหาวันทองให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่นาทีเดียวข้าก็ไม่อยากรอ"
กันต์ฟังแล้วรู้สึกจุกในอก... ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีกันวุ่นวายในหัว
'โห... อาจารย์... รักเมียหลวงขนาดนี้เลยเหรอ ยอมทิ้งเมียใหม่ไว้ข้างหลังเพื่อรีบมาหา... นี่มันพระเอกนิยายโรแมนติกชัดๆ ผู้ชายยุคนี้มันคลั่งรักขนาดนี้เชียวเหรอวะ แต่... ก็มีเมียใหม่เนี่ยนะ ตรรกะอะไรของเขา'
"ข้ากะว่า..." ขุนแผนเล่าแผนการในหัวต่ออย่างมีความสุข โดยไม่รู้ชะตากรรมข้างหน้า "พอกลับไปถึงเรือน ข้าจะกอดวันทองให้หายคิดถึง จะหอมแก้มซ้ายขวาให้ชื่นใจ จะเล่าความดีความชอบให้ฟัง... แล้วค่อยบอกเื่ลาวทองทีหลัง ค่อยๆ อธิบายเหตุผล วันทองนางเป็คนมีเหตุผล นางใจกว้าง นางคงเข้าใจและยอมรับเมียรองได้ ข้าจะให้นางลาวทองปรนนิบัตินางเหมือนพี่สาว อยู่กันสามคนผัวเมีย มีความสุขตามประสา"
กันต์ยิ้มแห้งๆ เหงื่อตกกีบ 'ถ้ารู้ว่าเมียแต่งงานใหม่ไปแล้ว... อาจารย์จะยังยิ้มออกไหมเนี่ย โลกสวยด้วยมือเราจริงๆ อาจารย์ตู... ฮาเร็มในฝันมันไม่มีจริงหรอกจ้ะอาจารย์'
"ถึงแล้ว..."
ขุนแผนชี้มือไปข้างหน้า ปลุกกันต์จากความคิดฟุ้งซ่าน "ป้อมเพชร! เข้าเขตพระนครศรีอยุธยาแล้ว!"
กำแพงเมืองสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำ ป้อมปราการแข็งแกร่งดูน่าเกรงขาม ธงช้างเผือกโบกสะบัดปลิวไสวต้อนรับการกลับมาของวีรบุรุษ เสียงผู้คนจอแจเริ่มดังแว่วมาตามลม บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของราชธานี
...
หนึ่งชั่วโมงต่อมา... กลางตลาดน้ำบางกะจะ
เรือเทียบท่าที่ท่าน้ำหน้าวัดพนัญเชิง ซึ่งเป็ย่านตลาดการค้าที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่ง ขุนแผนรีบะโขึ้นฝั่ง จัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย ลูบหนวดลูบเครา ส่องเงาตัวเองในน้ำเพื่อเช็คความหล่อ
"เอ็งรอข้าอยู่ที่นี่นะไอ้จุก อย่าเพิ่งไปซนที่ไหน" ขุนแผนสั่งกำชับ มือกระชับดาบฟ้าฟื้น "ข้าต้องรีบเข้าวังไปรายงานตัวต่อ สมเด็จพระพันวษา รับตราตั้งยศตำแหน่งอย่างเป็ทางการ เสร็จแล้วข้าจะรีบกลับมา... เราจะได้ไปบ้านข้ากัน! ไปกินกับข้าวฝีมือแม่วันทอง! นางทำแกงส้มดอกแคอร่อยที่สุดในสามโลก!"
"รับทราบจ้ะ! รีบไปรีบมานะจ๊ะ!"
ขุนแผนะโขึ้นฝั่งอย่างคล่องแคล่ว เดินฮัมเพลงผิวปากอย่างอารมณ์ดี หายลับไปในฝูงชนที่จอแจ โดยมีกันต์มองตามหลังด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เดินเที่ยว 'ตลาดโบราณ' ของจริง
กันต์เดินเตะฝุ่นสำรวจตลาดฆ่าเวลา ตลาดอยุธยาในยุคทองช่างน่าตื่นตาตื่นใจ ผู้คนขวักไขว่เดินกันให้ไหล่ชนไหล่ พ่อค้าแม่ขายะโเรียกลูกค้าเสียงดังฟังชัด สินค้าวางเรียงรายละลานตา ทั้งผ้าไหมแพรพรรณหลากสีสันจากเปอร์เซีย เครื่องลายครามจากจีนที่วาดลวดลายั เครื่องเทศกลิ่นฉุนกึก และแผงขายมีดดาบชั้นดีที่ตีจากเหล็กน้ำพี้
กลิ่นหอมของปลาทูย่าง กลิ่นน้ำตาลเคี่ยวทำขนมหม้อแกง และกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คนผสมปนเปกันเป็กลิ่นเฉพาะตัวของตลาด กันต์เดินดูของเพลินจนลืมตัว เขาหยุดยืนอยู่ที่แผงขายมีดพับ กำลังจับๆ คลำๆ ดู 'มีดพับอรัญญิก' เล่มสวยอย่างสนใจ
ปึก!
แรงกระแทกจากด้านหลังอย่างจงใจและรุนแรง ทำให้กันต์เซถลาหน้าทิ่มไปชนแผงขายของจนกระจาดมีดกระจายเกลื่อนพื้น เสียงโลหะกระทบพื้นหินดัง เคร้งคร้าง!
"เฮ้ย! เดินประสาอะไรวะ! ไม่มีตาเหรอ!" กันต์หันขวับด้วยความโมโห เืวัยรุ่นพุ่งพล่าน
เบื้องหน้าของเขา คือชายรูปร่างท้วมลงพุงจนพุงกระเพื่อม ผิวขาวจัดจนซีดเผือดแบบคนไม่เคยตากแดดตากลม ผมบนศีรษะบางจนเกือบล้านเห็นหนังศีรษะมันแผล็บที่กลางกระหม่อม แต่พยายามหวีจัดทรงปาดข้างไว้อย่างเรียบร้อย สวมเสื้อผ้าไหมเนื้อดีที่สุดที่ทอด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง ประดับด้วยสร้อยสังวาลทองคำเส้นโตเท่าโซ่ล่ามช้าง นิ้วมืออวบอูมทุกนิ้วสวมแหวนเพชรนิลจินดาวูบวาบกระแทกตาจนแสบ
หน้าตาของเขาดูธรรมดา ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่จนน่าเกลียดเหมือนตัวตลกในละครทีวี แต่สิ่งที่ทำให้เขาดูน่ารังเกียจคือ แววตา... แววตาเล็กหยีที่มองต่ำลงมาด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง ราวกับมองเห็นคนอื่นเป็เพียงฝุ่นผงใต้ตีน
"ขุนช้าง!"
กันต์อุทานในใจดังลั่น ไม่ผิดแน่! ลักษณะแบบนี้ รัศมีความรวยกระแทกตาแบบนี้ กลิ่นน้ำอบที่ฉุนกึกจนเวียนหัวแบบนี้ นี่คือเศรษฐีใหญ่อันดับหนึ่งแห่งเมืองสุพรรณ คู่ปรับตลอดกาลของอาจารย์ขุนแผน!
"ไอ้ไพร่ตาบอด!"
ขุนช้างตวาดเสียงแหลมแสบแก้วหู ทั้งที่ตัวเองเป็ฝ่ายเดินมาชนแท้ๆ "มายืนขวางทางข้าทำไม! ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! เห็นขบวนเ้าสัวเดินมายังไม่รู้จักหลีก! เสื้อผ้าก็สกปรกมอมแมม เป็ขอทานหรือโจรป่า!"
"อ้าวลุง..." กันต์ลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กางเกง พยายามข่มอารมณ์อยากเอาเท้าไปประทับหน้าคนรวย "ลุงเดินมาชนผมเองนะ ผมยืนดูของอยู่เฉยๆ ทางตั้งกว้างไม่เดิน มาเบียดผมทำไม"
"บังอาจ! มึงกล้าเถียงข้ารึ!"
ขุนช้างหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัดที่โดนเด็กเมื่อวานซืนถอนหงอก มันหันไปพยักหน้าให้บ่าวไพร่ร่างั์ผิวดำมืดสองคนที่ยืนประกบข้าง "สั่งสอนมันซิ! ตบปากมัน! ให้มันรู้ว่าข้าเป็ใคร!"
บ่าวร่างั์แสยะยิ้ม ง้างมือหนาเหมือนใบพายจะตบเข้าที่หน้ากันต์ แต่กันต์ที่ผ่านการฝึกนรกจากวัดแคมาแล้ว ไวกว่ามาก เขาเบี่ยงตัวหลบวูบเพียงนิดเดียว แล้วขัดขาเบาๆ
ตุ้บ!
บ่าวร่างั์ล้มหน้าคะมำจูบพื้นอย่างสวยงาม ฝุ่นตลบ
"อุ๊ย! ขอโทษจ้ะ พื้นมันลื่น" กันต์ยิ้มกวนๆ ยักไหล่
ขุนช้างเห็นท่าไม่ดี รีบถอยกรูดไปหลบหลังบ่าวอีกคนด้วยความขี้ขลาด แต่ปากยังเก่ง "มึง... มึงเป็ใคร! รู้ไหมว่าข้าคือขุนช้าง! เศรษฐีใหญ่แห่งสุพรรณ! ข้ารู้จักขุนน้ำขุนนางทั้งวัง! กูจะสั่งคนมาลากคอมึงไปโบยให้หลังลาย! ไปจับมันมา!"
กันต์กำลังจะสวนกลับด้วยหมัด แต่สายตาเหลือบไปเห็นถุงเงินใบโตที่เอวขุนช้าง... และความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามา
'อย่าเพิ่งมีเื่ดีกว่า... เดี๋ยวอาจารย์ซวยเพิ่งกลับมาแท้ๆ อีกอย่าง... คนรวยชอบคนประจบ ลองเล่นบทตลกดูหน่อย'
"ขออภัยจ้ะท่านเ้าสัว..." กันต์เปลี่ยนโหมดทันที แกล้งทำเสียงอ่อนเสียงหวาน ยกมือไหว้ปลกๆ ทำตัวลีบ "ข้าน้อยตาถั่วเอง ไม่ทันเห็นบารมีอันเจิดจรัสของท่าน... ท่านเ้าสัวผู้มั่งคั่ง รูปหล่อ (ในสายตาคนตาบอด) ผิวพรรณผ่องใสราวดวงจันทร์วันเพ็ญ โปรดอภัยให้เด็กตาดำๆ ด้วยเถิดจ้ะ ผมเพิ่งมาจากบ้านนอก ไม่รู้อีโหน่อีเหน่"
คำยอ (ที่แฝงคำด่า) ทำให้ขุนช้างยืดอกพุงพลุ้ยขึ้นทันที มันแสยะยิ้มหยันอย่างผู้ชนะ สะบัดพัดในมือเบาๆ
"หึ! รู้จักเจียมตัวก็ดี... เห็นแก่ที่มึงยอมกราบกราน และเห็นแก่ที่มึงตาถึงว่าข้าหล่อเหลา ข้าจะละเว้นโทษให้"
ขุนช้างล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าไหม ล้วงเอา 'เบี้ยหอย' (เงินโบราณ) ออกมา 2-3 ตัว แล้วโยนลงพื้นตรงหน้ากันต์ ราวกับให้ทานสุนัขข้างถนน
"เอ้า... เอาไปซื้อยาทาแผล แล้วไสหัวไปซะ อย่ามาขวางทางข้าอีก"
กันต์กำหมัดแน่น พยายามระงับอารมณ์อยากะโเตะก้านคอ แต่แล้ว... ประโยคถัดมาของขุนช้าง ก็ทำให้เขาชะงักกึกยิ่งกว่าเดิม
ขุนช้างหันไปสั่งแม่ค้าขายผ้าที่นั่งตัวสั่นอยู่ด้วยเสียงดังฟังชัด
"อีปริก! เอาผ้าแพรสีกลีบบัวเนื้อดีที่สุดมา! ม้วนใหญ่ๆ เลยนะ! ข้าจะเอาไปฝาก 'เมียข้า' ... แม่วันทอง นางบ่นว่าอยากได้สีนี้มาตัดสไบใหม่ใส่ไปทำบุญกับข้า นางกำลังท้องกำลังไส้ ข้าต้องเอาใจนางหน่อย"
เปรี้ยง!
เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลของกันต์! โลกทั้งใบหมุนคว้าง คำว่า "เมียข้า" และ "แม่วันทอง" ที่ออกจากปากขุนช้าง ไม่ได้ทำให้กันต์ใจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนคนไม่รู้เื่ราว แต่กลับทำให้เขา "ชา" ไปทั้งตัว... ขนลุกซู่ด้วยความสะพรึงกลัว
กันต์ยืนนิ่งแข็งทื่อเป็หิน มองดูขุนช้างรับม้วนผ้าแพรสีชมพูหวานแหวว แล้วเดินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะร่าเริงอย่างมีความสุข ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันในใจของเด็กหนุ่ม
เขาไม่ได้วิ่งไปถามใครต่อว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเขารู้อยู่แล้ว... รู้มาจากหนังสือ... รู้มาจากห้องเรียน...
"มันถึงเวลาแล้วสินะ... มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ" กันต์รำพึงกับตัวเองเบาๆ
ภาพความทรงจำจากหนังสือเรียนวรรณคดีเื่ขุนช้างขุนแผน ลอยเข้ามาในหัวฉากต่อฉากเหมือนภาพยนตร์ ...ขุนแผนไปรบเชียงใหม่... ขุนช้างใช้อุบายเื่กระดูกปลอมไปหลอกย่าทองประศรีและนางศรีประจัน... แม่วันทองถูกบีบคั้น ร้องไห้เจียนตายแต่ต้องจำใจเข้าพิธีแต่งงานใหม่...
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามบทประพันธ์เป๊ะๆ ราวกับมีใครเขียนบทกำกับไว้
แต่สิ่งที่ทำให้กันต์รู้สึกจุกในอกจนน้ำตาคลอเบ้า ไม่ใช่เพราะสงสารอาจารย์อย่างเดียว แต่มันคือ ความจริงที่น่าใ ที่เพิ่งตกตะกอนในความคิดของเขา...
'หนึ่งปี...'
กันต์ก้มมองมือตัวเองที่หยาบกร้านขึ้นจากการฝึกดาบและการทำงานหนักที่วัดแค
'หนึ่งปีที่เราขอฝึกวิชากับหลวงปู่... ่เวลาเดียวกับที่ขุนแผนติดพันการจัดระเบียบเมืองเชียงใหม่...'
'ถ้าเราไม่ได้ขอฝึกวิชา... ถ้าเราคะยั้นคะยอให้ขุนแผนรีบกลับั้แ่วันแรกที่ชนะศึก... หรือถ้าเราไม่ได้เป็ภาระให้เขาต้องแวะมารับที่วัดแคจนเสียเวลาเดินทาง... เขาอาจจะกลับมาเร็วกว่านี้สัก 2-3 วันไหม?'
'ถ้าเขากลับมาเร็วกว่านี้สักนิด... แค่นิดเดียว... วันทองอาจจะยังไม่ยอมเข้าหอ หรือขุนแผนอาจจะมาทันขัดขวางงานแต่งงานก็ได้'
กันต์แค่นหัวเราะสมเพชตัวเองในลำคอ น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดไหลซึมออกมา
"ตลกร้ายชะมัด... เราพยายามจะมาเปลี่ยนประวัติศาสตร์ มาช่วยพระเอก... แต่กลายเป็ว่า 'ตัวเราเอง' นี่แหละ ที่เป็จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ประวัติศาสตร์มันสมบูรณ์ ทำให้โศกนาฏกรรมนี้เกิดขึ้น"
การหายตัวไป 1 ปีของเขา คือ่เวลาทองที่เปิดโอกาสให้ขุนช้างดำเนินแผนการชั่วร้ายได้สำเร็จโดยไม่มีใครขัดขวาง เขารู้แล้วว่าทำไมหลวงปู่ถึงพูดว่า "เอ็งมีกรรมที่ต้องชดใช้"
นี่คือกรรมของเขา... กรรมที่รู้ทั้งรู้ แต่หยุดมันไม่ได้ และอาจจะเป็ส่วนหนึ่งของมันด้วยซ้ำ
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา...
ขุนแผนเดินกลับมาจากวังหลวง หน้าบานเป็จานเชิง รัศมีความสุขแผ่ออกมารอบตัว ในมือถือ ตราตั้งพระราชทาน และถุงเงินรางวัลถุงใหญ่ เดินยิ้มทักทายชาวบ้านมาตลอดทาง
"ไอ้จุก! เก็บของ! ข้าได้เลื่อนยศเป็ 'พระสุรินทรลือไชย' แล้วโว้ย!"
ขุนแผนะโบอกศิษย์รักด้วยความดีใจสุดขีด ชูตราตั้งขึ้นฟ้าเหมือนเด็กได้ของเล่น "สมเด็จพระพันวษาทรงเมตตาข้ายิ่งนัก! ทรงชมเชยว่าข้าเป็ยอดขุนพลคู่บารมี! แถมยังประทานเงินทองให้อีกเพียบ! เดี๋ยวเราจะรีบกลับบ้าน ไปฉลองกับแม่วันทอง! นางจะต้องดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ! วันนี้ข้าจะปิดหมู่บ้านเลี้ยงฉลองเลยคอยดู!"
กันต์ยืนนิ่ง... เขาเงยหน้ามองอาจารย์ที่กำลังมีความสุขที่สุดในชีวิต แววตาของเขาไม่ได้มีความตื่นเต้นยินดีด้วยเลย แต่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย สงสาร และความเข้าใจโลกที่โหดร้าย
"ท่านขุน..." กันต์เอ่ยเสียงเรียบ แต่หนักแน่น
"ท่านเตรียมใจมาบ้างหรือยังจ๊ะ?"
"เตรียมใจอะไร?" ขุนแผนเลิกคิ้ว หุบยิ้มเล็กน้อย "ข้าจะไปกอดเมีย ข้าจะไปหาความสุข ต้องเตรียมอะไร! เอ็งพูดจาแปลกๆ"
"ท่านเป็แม่ทัพ... ท่านรู้ดีว่าในสนามรบ สถานการณ์พลิกผันได้เสมอ... ฝ่ายที่ได้เปรียบอาจจะเพลี่ยงพล้ำได้ในพริบตา"
กันต์เดินเข้าไปจับมืออาจารย์แน่น บีบเพื่อให้กำลังใจล่วงหน้า มือของขุนแผนอุ่นและแข็งแรง แต่กันต์รู้ว่าอีกไม่กี่วินาที มือคู่นี้จะสั่นเทาด้วยความเ็ป "ที่เรือนของท่านก็เหมือนกัน... เวลาหนึ่งปี มันนานพอที่จะเปลี่ยนใจคน หรือเปลี่ยนสถานการณ์ได้... ไม่มีอะไรยั่งยืนหรอกจ้ะ"
ขุนแผนหุบยิ้มสนิท ใบหน้าเริ่มตึงเครียด สัญชาตญาณนักรบเริ่มทำงาน เขาสังเกตเห็นความผิดปกติในแววตาศิษย์รักที่ดูเศร้าหมองเกินกว่าเหตุ และบรรยากาศรอบตัวที่ดูเหมือนชาวบ้านจะซุบซิบและมองมาทางเขาด้วยสายตาแปลกๆ
"เอ็งรู้อะไรมา... ไอ้จุก... พูดมาตรงๆ อย่าอ้อมค้อม"
กันต์สูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าที่จะเป็คนทำลายความสุขของอาจารย์
"นางไม่ได้รอท่านแล้วจ้ะ..."
กันต์พูดความจริงด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ แต่บาดลึกไปถึงขั้วหัวใจคนฟัง "ชาวบ้านแถวนี้... ในตลาด... เขาลือกัน ให้แซ่ดเลยท่านอาจารย์"
"เอ็งหมายความว่าเยี่ยงไร!"
ขุนแผนกระชากคอเสื้อกันต์จนตัวลอย ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตระหนก "ใคร! ใครมันกล้ามายุ่งกับเมียข้า! บอกข้ามา! ข้าจะไปตัดหัวมัน!"
"ขุนช้าง..."
กันต์ตอบชื่อศัตรูที่เขารู้อยู่แล้วออกมาเบาๆ "มันใช้อุบายสกปรก หลอกทุกคนว่าท่านตายในสนามรบ... มันเอาหม้อใส่กระดูกปลอมมาอ้าง... มันบีบบังคับนางวันทองสารพัด... และตอนนี้... นางเป็เมียมันโดยถูกต้องตามประเพณีแล้วจ้ะ"
ผัวะ!
ขุนแผนผลักกันต์ออกอย่างแรงด้วยความช็อก จนกันต์เซถอยหลังไปชนเสาท่าเรือ ข้าวของในมือหล่นกระจัดกระจาย
มือของขุนแผนที่กำแน่น เผลอคลายออก... ผ้าซิ่นตีนจก ของนางลาวทองที่เขาแอบกำไว้ในมือ เพื่อกะจะเอาไปเป็ของขวัญสารภาพบาปและขอโทษวันทอง... ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินคลุกฝุ่นทรายสกปรก ราวกับความหวังและความรักที่พังทลายลง
ใบหน้าคมเข้มแดงก่ำด้วยความโกรธจัดจนเส้นเืปูดโปน แต่ดวงตากลับว่างเปล่า เหม่อลอย เหมือนคนถูกกระชากิญญาออกจากร่าง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบทรุด
"ไม่จริง... วันทองสัญญากับข้า... นางสาบานว่าจะรอ..." เสียงของขุนแผนสั่นพร่า แหบแห้งเหมือนคนขาดน้ำ "นางรักข้าคนเดียว... ขุนช้างมันจะทำแบบนั้นได้ยังไง... มันเป็เพื่อนข้า..."
"มันคือความจริงจ้ะอาจารย์"
กันต์เดินเข้าไปใกล้ พูดเตือนสติด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาเห็น ดาบฟ้าฟื้น ที่เอวขุนแผนเริ่มสั่นระริกและส่งเสียงครางต่ำๆ วิ้ง... วิ้ง... ราวกับมันรับรู้ถึงแรงโทสะของเ้าของ
"และส่วนหนึ่ง... ก็อาจจะเป็ความผิดของผมด้วย ที่ทำให้ท่านกลับมาช้าไป... ถ้าผมไม่รั้งท่านไว้ที่วัดแค ท่านอาจจะมาทัน"
กันต์ก้มหน้ายอมรับผิด น้ำตาไหลพราก "แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาโทษตัวเอง หรือมาฟูมฟาย... ท่านต้องตัดสินใจ ว่าจะยอมจำนนต่อโชคชะตา ยอมให้มันแย่งของรักไป... หรือจะไปทวงของรักคืน!"
คำว่า "ทวงคืน" ปลุกสติของขุนแผนให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความเศร้า
ขุนแผนสูดหายใจลึก... อกสะท้อนขึ้นลงแรงๆ ความเ็ปที่กัดกินหัวใจค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ ความแค้น ที่ลุกโชนดั่งไฟนรก ั์ตาที่เคยโศกเศร้าเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวและอำมหิต รังสีฆ่าฟันแผ่ออกมาจากร่างจนชาวบ้านแถวนั้นต้องถอยหนี
มือหนาเอื้อมไปจับด้าม ดาบฟ้าฟื้น ที่เอว กำแน่นจนสั่นระริก เส้นเืที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ
"ไอ้ช้าง..."
เสียงคำรามต่ำลึกเหมือนสัตว์ร้ายที่าเ็ดังลอดไรฟัน "มึงหลอกว่ากูตาย... เพื่อแย่งเมียกู... มึงกล้าเหยียบย่ำหัวใจขุนแผนคนนี้!"
"กลับเรือน!"
ขุนแผนประกาศก้องเสียงดังสนั่นท่าเรือ แววตาเปลี่ยนเป็สีเื "ข้าไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม... ข้าไม่สนตราตั้งหรือยศถาบรรดาศักดิ์เฮงซวยนี่! ข้าจะไปเอานางคืน! และถ้าใครขวาง... ข้าจะฟันมันให้ยับ! จะเผาเรือนมันให้วอดวาย!"
ขุนแผนะโลงเรือพายด้วยความเร็วปานสายฟ้า กระชากไม้พายจากมือนายท้าย แล้วจ้วงน้ำสุดแรงเกิดด้วยพละกำลังมหาศาล เรือพายพุ่งทะยานออกไปจากท่าราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง น้ำแตกกระจาย
"รอด้วยจ้ะอาจารย์!"
กันต์รีบะโตามลงไปในเรือแทบไม่ทัน เขานั่งเกาะกราบเรือแน่น มองแผ่นหลังของอาจารย์ที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่าง
'เอาล่ะ... ในเมื่อประวัติศาสตร์่แรกมันแก้ไม่ได้... เรามาสายไป...'
กันต์กำ มีดหมอ ในมือแน่น แววตามุ่งมั่นขึ้น
'งั้นเรามาช่วยกันเขียนตอนจบใหม่ ให้มันสะใจกว่าเดิมเถอะอาจารย์! ศึกชิงนางครั้งนี้... ผมจะไม่อยู่เฉยๆ อีกแล้ว!'
เรือพายพุ่งทะยานแหวกสายน้ำเ้าพระยา ทิ้งฟองคลื่นสีขาวไว้เื้ั มุ่งหน้าสู่ทิศใต้... สู่เรือนขุนช้าง... สู่จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมรักสามเส้าที่โลกต้องจารึก และกำลังจะถูกเขียนใหม่ด้วยน้ำมือของขุนแผนและศิษย์เอกหลงยุค!