หยางจูปล่อยให้ผู้ชายตรงหน้านวดมือและทายาให้กับเธอ ไม่คิดว่าเขาจะมีมุมอ่อนโยนแบบนี้เหมือนกัน หรือความจริงเขาก็เป็แบบนี้ เพียงแต่เธอไม่รู้
“คราวหลังอย่าทำให้ตัวเองเจ็บตัวอีก ถ้าออกแรงมากกว่านี้ข้อมือคงเคลื่อน”
“ขอบคุณค่ะ” หยางจูชักมือกลับอย่างเขินอาย ยิ่งพอได้อยู่ใกล้ๆ ก็ตื่นตะลึงกับความงามของใบหน้าผู้ชายคนนี้ ไม่แปลกเลยถ้าคนอื่นจะเข้าใจผิดว่าเขาเป็ชายตัดแขนเสื้อ
“เื่ย้ายบ้าน เราจะย้ายไปอยู่ที่บ้านพักคนงานเมื่อไหร่คะ”
“อีกหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาของเวลาทำความสะอาดบ้าน แล้วก็จัดการความเรียบร้อยก่อนน่ะ”
“ทำไมเราไม่พาคุณย่าไปอยู่ด้วยล่ะคะ” เธอพอจะดูออกว่านอกจากคุณย่าแล้ว บ้านนี้ก็ไม่ได้มีใครใจดีกับสามีสักเท่าไหร่
หวงจิ่นกวงส่ายหน้าพร้อมทั้งถอนหายใจออกมาเบาๆ “ชวนแล้ว ท่านไม่ยอมไป บอกแค่ว่าตัวเองแก่แล้ว อยากจะตายอยู่ที่บ้าน”
หยางจูได้ยินแบบนั้นก็แย้งอยู่ในใจ อย่างคุณย่าหวงยังอยู่ได้อีกหลายสิบปี ปีนี้ท่านเพิ่งจะอายุ 62 ปีเท่านั้น ทั้งยังแข็งแรงมากอีกด้วย ยังไม่ตายง่ายๆ หรอก ยังอยู่สำแดงฤทธิ์เดชได้อีกนาน
“ทำไมคุณถึงไม่บอกผมเื่ที่ถูกคนที่บ้านรังแก”
หยางจูนั่งเงียบ เธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมร่างเดิมถึงไม่ยอมปริปาก แต่เลือกที่จะประชดโดยการทำตัวเหลวแหลกให้อีกฝ่ายดูถูก
“คุณดูเปลี่ยนไปมากนะ ไม่เหมือนจูจูที่ผมรู้จักเลย"
“ยังไงคะ” หยางจูรู้สึกใจเต้นแรง แต่ก็มองว่าเป็เื่ธรรมดาที่คนเป็สามีจะรู้ว่าคนไหนคือภรรยาของเขา
“เดิมทีผมคิดว่า ถ้าบอกความจริงเื่ที่ถูกปลดประจำการ คุณจะต้องโวยวายบ้านแตก แล้วก็หอบเงินหนีกลับบ้านเดิมแน่” หวงจิ่นกวงมุมปากกระตุกเล็กน้อยเมื่อพูดถึงตรงนี้
“ฉันดูเห็นแก่ตัวขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
“เมื่อก่อนก็อาจจะใช่ แต่ผมไม่โทษคุณหรอก เพราะผมคุณถึงต้องมาตกในสภาพนี้”
หยางจูขมวดคิ้วไม่เข้าใจ เธอรู้สึกว่าเื่ระหว่างเธอกับสามีมีเื่มากกว่านี้ที่เธอยังไม่รู้ แต่ก็จนใจที่คิดเท่าไหร่ก็หาคำตอบของเื่นี้ไม่ได้สักที
เช้าวันถัดมาหยางจูไม่กล้าตื่นสาย เธอรีบตื่นแต่เช้า สำรวจคนที่นอนบนพื้น พบว่าเขายังคงนอนนิ่งอยู่บนฟูก จากนั้นก็รีบลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา เตรียมตัวทำอาหารมื้อ แต่เพราะต้องทำอาหารในห้อง พอเริ่มก่อไฟสามีก็ตื่นพอดี
“ฉันทำคุณตื่นหรือเปล่าคะ?” หยางจูถามอย่างเกรงใจ
“ไม่หรอก ปกติผมก็ตื่นเวลานี้” เขาปฏิเสธและเตรียมตัวออกไปวิ่ง
เธอไม่ได้สนใจเขาแต่ก้มหน้าก้มตาทำมื้อเช้าต่อไป อาหารเช้าควรจะเป็มื้อที่สำคัญที่สุด สามียังไม่แข็งแรงดี ถึงอย่างไรก็ต้องบำรุงเขาให้เต็มที่
สักพักคนบ้านใหญ่ก็เริ่มลุกขึ้นมาหุงหาอาหาร ทางการเข้ามาให้การช่วยเหลือบ้านหลังที่ได้รับความเสียหาย ต่อจากนี้ทุกคนในหมู่บ้านก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่กันเหมือนเดิม
ข่าวบ้านหยางแยกบ้านค่อนข้างเป็ข่าวใหญ่ เนื่องจากว่าคุณย่าหวงยังไม่เสียชีวิต ทำไมพวกเขาถึงรีบแยกบ้าน แต่เสียงก็แตกเป็สองฝ่าย อีกฝ่ายก็บอกว่าแยกหรือไม่แยกก็ไม่ต่างกัน เพราะพวกเขาแยกครัวกันนานแล้ว อีกฝ่ายก็บอกว่าทำไม่ถูก แม่ยังไม่ลงโรงลูกเต้าก็แยกทาง
“ฉันทำโจ๊กข้าวโพดกับน้ำแกงกระต่ายเอาไว้ คุณเอาไปให้คุณย่าสิคะ” หยางจูตักอาหารเช้าให้สามีเอาไปแสดงความกตัญญูต่อผู้าุโ
“อืม” เวลานี้หวงจิ่นกวงเพิ่งจะออกกำลังกายเสร็จ เหงื่อท่วมตัวจนเขาต้องถอดเสื้อตัวนอกออก เผยให้เห็นแผลขนาดใหญ่บนหน้าท้อง แต่นั่นก็ยังไม่ดึงดูดสายตาคนข้างนอกให้มองกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็มัดๆ กระทั่งหยางจูเองก็ยังอดที่จะมองมันไม่ได้
“เช็ดน้ำลายด้วย” หวงจิ่นกวงหยิบเสื้อบนบ่าคลุมไปที่ศีรษะของภรรยา
หยางจูเพิ่งรู้ตัวก็ตอนที่เสื้อตัวใหญ่คลุมมาที่หน้าของเธอ กลิ่นเหงื่อของเขายังคงอยู่ ผสมกับกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มของเธอแล้วมันช่างเข้ากันได้เป็อย่างดี
บรรยากาศบ้านรองดูท่าว่าจะคึกคักเป็พิเศษ ต่างจากบ้านใหญ่ที่ดูอึมครึมอย่างบอกไม่ถูก ่สายหยางจูออกไปซักผ้า บังเอิญสวนเข้ากับสูงจิ่งหลิว หล่อนพยายามหลบหน้า แต่ก็หนีไม่พ้นสายตาแหลมคมของหยางจูไปได้ เธอพบว่ามุมปากของหล่อนช้ำทั้งสองข้าง
“วันนี้ไม่ได้ไปทำงานที่ทุ่งนาเหรอคะ?” หยางจูบังเอิญพบกับฉู่เม่ยโดยบังเอิญ
“ไอหยานึกว่าใคร วันนี้ทางการเข้ามาตรวจสอบความเสียหาย คุณพ่อเลยให้ชาวบ้านหยุดทำงานกันก่อน รอดูท่าทีว่าพวกเขาจะสั่งการลงมายังไง”
“เมื่อวานขอบคุณพี่มากนะคะที่ช่วยพูด” หยางจูจำได้ว่าสะใภ้ใหญ่ช่วยเธอพูด
“ไม่เป็ไรหรอก ความจริงฉันก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่กับความคิดพวกนั้น ยิ่งพอมาได้ยินน้องสามยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของเขา ฉันก็ยิ่งละอายใจที่สนใจลมปากคนอื่น มากกว่าคนในครอบครัว”
หยางจูดูออกว่าหล่อนไม่มีพิษภัย เป็เพียงคนที่ขยันและคนงกคนหนึ่งเท่านั้น แต่คนแบบนี้ไม่ใช่หรือที่ควรจะเป็สะใภ้ตัวอย่าง ไม่ใช่ทั้งแบบเธอแล้วก็สูจิ่งหลิว ที่วันๆ เอาแต่จับผิดคนอื่น
หลายวันผ่านไปทุกคนก็กลับเข้าไปทำงานตามปกติ ดูเหมือนว่าสูจิ่งหลิวจะสงบปากสงบคำมากขึ้น เก็บตัวอยู่แต่ในห้องกับลูกสาว ไม่ได้ออกมาหาเื่เธอเหมือนเมื่อก่อน
่นี้สามีของเธอมักจะขึ้นเขาไปหาของป่าทุกวัน บางวันก็หิ้วกระต่ายป่ามา บางวันก็หิ้วไก่ป่ามา ทำให้เธอมีอาหารจานเนื้อกินทุกวัน ลูกชายก็ดูเหมือนจะอ้วนขึ้นมาก ไม่ผอมแห้งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
“ฉันไม่เห็นรู้มาก่อนว่าคุณเป็พวกนายพราน”
“หึ ผมก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณทำอาหารเป็”
สองสามีภรรยาพูดจาหยอกล้อไปมา แต่ถ้าฟังดีๆ แล้วเหมือนต่างฝ่ายต่างก็จับผิดกันอยู่ เธอรู้ว่าสามีกำลังสงสัยในตัวเธอ สัญชาตญาณบอกกับเธอแบบนั้น
“คนที่ก้าวผ่านประตูผีมาแล้วครั้งหนึ่งแบบฉัน ถึงได้รู้ว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ยกเว้นแต่ว่าไม่อยากทำ”
พอได้ยินแบบนี้หวงจิ่นกวงก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เขาลืมไปสนิทเลยว่าเธอเองก็เพิ่งจะฟื้นจากความตายไม่ต่างจากเขาเหมือนกัน
ทางด้านคุณย่าหวงท่านยังคงปกติดี ดูเหมือนว่าหยางจูจะเป็ห่วงมากเกินกว่าเหตุ เพราะท่านดูไม่ทุกข์ร้อนหรือโศกเศร้าอะไร
“มีเื่อะไรเหรอ” น้อยครั้งที่จะเห็นหลานสะใภ้คนนี้เดินมาพูดคุย ยกเว้นแต่จะมาขออนุญาตออกไปข้างนอก
“ฉันมีเื่จะถามคุณย่าน่ะค่ะ” หยางจูนั่งลงที่แคร่หน้าบ้าน
“ว่ามาสิ”
“คุณย่าทำใจได้เหรอคะที่ฉันจะเอาิเอ๋อร์ไปอยู่ด้วย” สามีบอกกับเธอแล้ว ว่าคุณย่าหวงอนุญาตให้พาลูกชายไปอยู่ที่บ้านพักคนงานด้วย ซึ่งทำให้เธอค่อนข้างแปลกใจเป็อย่างมาก
“ก็ถ้าเป็หล่อนมาขอฉันก็คงไม่ยอมให้เหลนฉันไปหรอก” คุณย่าหวงตอบแบบไม่ใส่ใจ
“ทำไมถึงมั่นใจล่ะคะว่าเขาคือเืเนื้อเชื้อไขของตระกูลหวง” หยางจูตัดสินใจถามคำถามที่คาใจตัวเองมาตลอด ในเมื่อปู่กับย่าแท้ๆ ยังไม่ยอมรับเลย
“หลานชายฉัน ฉันเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้ว่าเป็คนอย่างไร พวกปากอีกาก็พูดไปเรื่อย ไม่ใส่ใจเสียอย่างใครจะทำอะไรได้”
ไม่ใส่ใจ ก็แต่รีบวิ่งแจ้นไปสู่ขอหลานสะใภ้ให้กับหลานชาย เพียงเพราะคำครหาว่าไม่ใช่ชายแท้เนี่ยนะ
“จิ่นกวงน่ะเป็คนไม่ค่อยพูด แต่ก็รักพี่รักน้อง อะไรที่ปล่อยผ่านได้ก็ปล่อย ไม่เก็บมาใส่ใจ ต่อไปฉันหวังว่าเธอจะดีกับพวกเขาทั้งสองให้มาก อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ สามีภรรยาไม่ควรแยกเตียงกันนอน เื่พวกนี้คงไม่ต้องให้สอนหรอกมั้ง”
หยางจูหันไปมองหน้าลูกชาย ไม่บอกก็รู้ว่าเขาน่าจะเป็คนรายงาน ถึงกระนั้นเธอก็ยังรับปาก ก็แค่นอนเตียงเดียวกันจะไปยากอะไร
“ค่ะ”
คิดเองเออเอง สุดท้ายย่าชิลสุด คนแก่อ่ะเนอะ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เหลือแค่ตายเท่านั้นที่ยังไม่เคยเจอ คนไหนปล่อยวางได้ก่อนก็ไม่ทุกข์ ส่วนคนที่ยังยึดติดก็ทุกข์ต่อไป