ระหว่างที่นางรจนาพักฟื้นรักษาตัวข้างในพระราชวัง สังข์ทองเขาก็กลับบ้านไปทำไร่ทำสวนตามกิจวัตรเดิมของตน เขามีไร่ข้าวโพด สวนต้นกล้วย มีแปลงฟักทอง แปลงเผือก แปลงมัน ต้นมะพร้าว ต้นตาลโตนด และยังมีต้นมะม่วงน้ำดอกไม้ ที่เป็เสมือนราชินีของสายพันธุ์มะม่วงทั้งปวง เนื้อััที่เรียบเนียน กลิ่นที่หอมเตะจมูก รสชาติอันหวานละมุนจนตัดถึงขั้วหัวใจ เป็สายพันธุ์มะม่วงที่อร่อยสุดๆ สิ่งที่สังข์ทองเขาเพาะปลูก ทุกอย่างล้วนสามารถนำมาทำเป็ขนมหวานชั้นเลิศได้ทั้งนั้น ก็เพราะเขาและภรรยามีอาชีพค้าขายขนมหวานนั้นเอง
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเขาจะกลับบ้านมาทำสวน แต่สังข์ทองก็ไม่วายที่จะทำกับข้าวไปเยี่ยมนางรจนาภรรยาของตนในพระราชวังทุกวัน แม้ว่านางจะบอกว่าเขาว่าไม่เป็ไรเพราะทางการก็ได้จัดเตรียมอาหารไว้สำหรับนางทุกมื้ออยู่แล้ว แต่สังข์ทองเขาหาได้รับฟังคำพูดของนางไม่ เขาทำแบบนี้อยู่หนึ่งเดือนเต็ม จนกระทั่งนางรจนาสามารถกลับมารักษาต่อที่บ้านได้ในท้ายที่สุด
สามวันต่อมาในรุ่งเช้าวันใหม่ ในวันที่แสงแดดร้องระอุสาดส่องลงมาแบบไม่เกรงใจใคร ในวันที่แดดออก เปรี้ยง! ไม่มีแม้แต่ก้อนเมฆสักก้อนล่องลอยอยู่เหนือหัว ในวันที่สุดแสนจะธรรมดาของชาวแคว้นเกษพล กลิ่นของน้ำตาลไหม้ส่งกลิ่นอายคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เสียงของคนกำลังปอกมะพร้าวดัง ชับ! ชับ! ชับ!
ในขณะเดียวกันรถเกวียนขบวนใหญ่ของพระราชวัง ที่ประทับมาโดยกษัตริย์วรทัศน์ ดูเหมือนกำลังเคลื่อนตัวไปยังที่ไหนสักแห่ง
“รจนา พี่คั้นน้ำกะทิเสร็จแล้ว”
เสียงของสังข์ทองเอ่ย
“พอดีเลย น้ำตาลที่ข้าเคี่ยวก็เริ่มได้ทีแล้วเหมือนกัน”
รจนาตอบ
เสียงของคู่สามีภรรยา สังข์ทองและรจนาช่วยกันทำขนมหวานครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือน เมื่อกำลังจะยกกระทะขึ้น าแของนางรจนาที่ยังไม่หายดีนัก มันก็เกิดเจ็บแปลบขึ้นมา มันจนทำให้นางเกิดร้องเสียงหลง
“โอ๊ย!” สังข์ทองผวารีบบึ่งมาคว้าเอากระทะออกมาจากมือนางอย่างตื่นตระหนกใ
“เป็ยังไงบ้าง เจ็บมากไหม”
ในระหว่างนั้นเหล่าชาวบ้านชาวเมืองต่างก็พากันชะเง้อคอ มองข้ามรั้ว จ้องมองสิ่งกำลังเคลื่อนที่ไหลผ่านที่อยู่ตรงหน้า พวกเขามองเห็นขบวนรถเกวียนสีเหลืองอาราม ประดับประดาด้วยทองคำแกะสลักไปทั่วทั้งคัน มีควายขาวเผือกหนึ่งตัวและควายดำทมิฬหนึ่งตัวที่ค่อยลากรถเกวียนคันนั้น
มีเหล่าทหารและคณะเสนาอำมาตย์เดินนำหน้าและรั้งท้ายขบวนรถเกวียน มองจากระยะไกลเห็นกษัตริย์วรทัศน์ประทับอยู่บนรถเกวียนคันนั้นโดยลำพัง
‘ฝ่าาจะทรงเสด็จไปที่ไหน’ ซึ่งก็เป็ข้อสงสัยของเหล่าชาวบ้านที่เห็นรถเกวียนทางการเคลื่อนที่ผ่านไป แต่ทว่าไม่นานขบวนเสด็จก็ถึงที่หมาย
“รถเกวียนทางการกำลังมา! รถเกวียนทางการกำลังมา!”
เด็กชายอายุราว ๆ สิบขวบ วิ่งและะโบอกเพื่อนบ้านในคุ้มของตน เขาทั้งวิ่งทั้งหอบ พยายามะโออกไปให้เพื่อนบ้านทุกหลังคาเรือนได้ยินทั่วกัน สังข์ทองและนางรจนาที่กำลังนั่งพักอยู่บนเตียงใต้ถุนบ้าน ก็ได้เอ่ยทักถามเด็กชายคนนี้ว่า
“เ้าเห็ดมีอะไรอย่างงั้นหรือ”
สังข์ทองเอ่ยปากถาม
“น้าสังข์ทอง รถเกวียนทางการขอรับ ดูเหมือนกำลังมุ่งหน้ามาที่คุ้มของเรา”
เด็กชายตอบพลางหายใจหอบ เฮือก! เฮือก! มือก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปทางด้านหลัง
“นั้นไงขอรับ จวนจะมาถึงแล้ว”
เด็กชายเอ่ยต่อ
สังข์ทองก็แลเห็นขบวนรถเกวียนของทางการที่ตรงมาทางคุ้มนี้อย่างที่เด็กชายคนนี้ได้ว่าไว้ ทางนางรจนาเองก็อยากจะรุกขึ้นมองเช่นเดียวกัน แต่าแของนางยังคงกำเริบไม่หาย นางจึงทำได้เพียงแค่นั่งอยู่กับที่ ไม่อาจจะลุกขึ้นไปดูคู่กับผู้เป็สามีได้
ขบวนรถเกวียนของทางการเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกที จนสามารถมองเห็นใบหน้าของบุคคลที่นั่งประทับอยู่ในรถเกวียนคันนั้นอย่างองค์กษัตริย์วรทัศน์ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง และทิศทางที่รถเกวียนกำลังมุ่งหน้ามา ก็ดูเหมือนว่ากำลังจะตรงมาที่บ้านของสังข์ทองไม่มีผิด
“หรือว่า! ฝ่าาจะมาหาน้าสังข์ทอง!”
เ้าเห็ดอุทานขึ้นและเขาก็ปรี่เข้าไปยืนแนบข้างกับสังข์ทองอย่างลุกลี้ลุกลน ดูเหมือนว่าจะเป็ไปตามนั้น
รถเกวียนของทางการได้หยุดจอดอยู่ตรงหน้าบ้านของสังข์ทองแบบพอดิบพอดี เหล่าเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกข้างเคียงต่างก็พากันออกมาดู พวกเขาไม่ลืมที่จะนั่งลงกับพื้นเพื่อรับเสด็จองค์พระมหากษัตริย์
ทางด้านสังข์ทองเองเขาก็มั่นใจว่าฝ่าาตั้งใจที่จะเสด็จมาหาเขาเป็แน่ แต่ด้วยเหตุผลอันใดนั้นเขาไม่ย่อมรู้ได้
กษัตริย์วรทัศน์ก้าวเท้าลงมาจากรถเกวียน มีเหล่าทหาร สี่ถึงห้านาย คอยเปิดทางให้พระองค์เดินได้อย่างสะดวก ทหารหนึ่งนายถือร่มคันใหญ่คอยบังแสงแดดให้พระองค์เดินทอดตรงมา
เ้าเห็ดที่ได้เห็นแบบนั้นถึงกับเนื้อตัวสั่น มันเป็ครั้งแรกที่เด็กวัยสิบขวบคนนี้ ได้เจอะเจอกับองค์พระมหากษัตริย์ เขาดูตื่นเต้นมากกว่าใครทั้งนั้น ในขณะกษัตริย์วรทัศน์เดินตรงมาหาสังข์ทองโดยไม่มีท่าทีลังเลด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่งตามมาด
สังข์ทองรีบนั่งคุกเข่าลงโดยเร็วและพนมมือขึ้นมา
เ้าเห็ดเร่งรีบทำตามน้าอย่างตะกุกตะกัก เข่าทั้งสองข้างร่วงลงกระแทกพื้นเสียงดัง ตูบ! (คิดว่าน่าจะเจ็บอยู่พอสมควร) ไม่ช้าเงาของร่มคันใหญ่ก็ตกกระทบลงร่างกายของสังข์ทองจนได้ และน้ำเสียงที่สังข์ทองเคยได้ยินแล้ว เอ่ยทักขึ้นมาว่า