ยามอรุณรุ่ง ณ เมืองขรรค์อุกกาบาต บรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบกลับคุกรุ่นไปด้วยกระแสแห่งความตื่นตระหนก แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงกระทบยอดศาลาอาศรมเทวะขรรค์ฟ้ามิได้ดูสง่างามเช่นวันวาน แต่มันกลับเผยให้เห็นรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันจอมปลอมที่ถูกเปิดโปงจนล่อนจ้อนจากการเปิดศึกข้อมูลข่าวสารของราชันแห่งลงกา
บนข่ายใยมนตรามหาละลวย (ติ๊กต๊อกอาคม) บัดนี้กลายเป็นสมรภูมิแห่งข้อมูลข่าวสารที่ร้อนระอุยิ่งกว่าการประลองยุทธ์ครั้งใดๆ เมื่อนิมิตภาพจากศิษย์ชั้นนอกผู้หนึ่งเริ่มแพร่กระจายไปทั่วทุกหัวระแหงดุจไฟลามทุ่ง นิมิตนั้นมิใช่เพียงภาพเคลื่อนไหวธรรมดา แต่มันถูกสลักด้วยอาคมที่บรรจุ "กระแสความรู้สึก" อันรุนแรง จนผู้ที่รับชมผ่านศิลาเนตรทิพย์สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความสิ้นหวัง กลางเถ้าถ่านแห่งศรัทธาที่พังทลาย
ภาพในนิมิตเริ่มต้นที่หน้าประตูใหญ่ของอาศรมฯ ที่บัดนี้ไร้ซึ่งเวรยามขรรค์อาคมยืนเฝ้าอย่างที่เคยเป็นมานับพันปี มีเพียงเศษใบไม้แห้งปลิวว่อนผ่านซากปรักหักพังของป้ายหินแกะสลักที่เคยจารึกนามของมหาฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่ ศิษย์ชั้นนอกผู้นั้นเดินถือศิลาเนตรทิพย์ด้วยมือที่สั่นเทา พลางถ่ายทอดสภาพภายในที่ถูกรื้อค้นจนพินาศย่อยยับราวกับถูกกองทัพอสูรบุกปล้นสะดม
"จบสิ้นแล้ว... พี่น้องผู้บำเพ็ญทั้งหลาย ทุกอย่างที่พวกเราเคยเทิดทูนและอุทิศตนให้มันคือเรื่องโกหกที่ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อสูบเลือดสูบเนื้อพวกเรา!" เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ "เมื่อคืนนี้ ขณะที่พวกเรากำลังหลับใหลด้วยความเชื่อมั่นในบารมีของเจ้าอาศรม ท่านมหาฤๅษีมุกดา ท่านเจ้าอาศรมลำดับที่สิบสาม ผู้ครองตนอยู่ในสภาวะ ระดับมหาฤๅษี อันทรงตบะเดชะ ผู้ที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าท่านอยู่สูงส่ง ละทิ้งซึ่งกิเลสทั้งปวง... แต่ความจริงคืออะไร? ท่านกลับลอบหนีไปในความมืดมิดพร้อมกับ ท่านอัศวิน บุตรชายในไส้ ทิ้งพวกเราให้เผชิญกับชะตากรรมที่มองไม่เห็น!"
"ท่านมหาฤๅษีมิได้หนีไปตัวเปล่า แต่ท่านได้ใช้ ย่ามมิติอาคม ระดับสูงกวาดเอา 'แก้วมณีรัตน์' ในคลังกลางไปจนเกลี้ยงเกลา แม้แต่ของวิเศษและศาสตราอาคมที่บรรพชนสะสมมานับร้อยปีก็ไม่เหลือทิ้งไว้ให้พวกเราเลย! บัดนี้อาศรมล้มละลายแล้ว... พวกศิษย์รับใช้เช่นข้าที่ทำงานหนักมาแรมปี ทนถูกกดขี่เพื่อหวังจะได้แก้วมณีรัตน์ไปประคองตบะเดชะ กลับถูกทิ้งไว้กลางทางดุจสุนัขที่ไร้เจ้าของ!"
ภาพในนิมิตแพนไปเห็นกลุ่มศิษย์ที่กำลังแย่งชิงสมบัติส่วนที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด บ้างก็ถอดเครื่องทรงประจำสำนักทิ้งลงพื้นและเหยียบย่ำด้วยความแค้นที่สั่งสมมานาน "ดูเอาเถิด... นี่หรือคือที่พึ่งของเหล่าผู้บำเพ็ญ? นี่หรือคือผู้ทรงศีลที่พวกเรากราบไหว้? หากสำนักใดในชมพูทวีปยังพอมีความเมตตา ข้ามีความชำนาญในการดูแลพรรณไม้ทิพย์และปรุงเครื่องยาเสก ได้โปรดรับข้าเข้าสังกัดด้วยเถิด!"
....
ณ ตำหนักพักแรมอัมพวัน ที่พักอันวิจิตรและเงียบสงบที่สุดในเมืองขรรค์อุกกาบาต ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับคนธรรมดา วายุ ในร่างจำแลงที่แฝงไปด้วยรัศมีลึกลับอันทรงอำนาจ กำลังเอนกายพิงพนักพิงไม้จันทน์หอมที่สลักลวดลายกินนรพนมมือ จ้องมองนิมิตที่สั่นสะเทือนวงการผู้บำเพ็ญอยู่บนหน้าจอศิลาเนตรทิพย์อย่างพินิจพิเคราะห์ แสงสีฟ้าจากศิลาส่องกระทบใบหน้าคมเข้มของเขา เผยให้เห็นแววตาที่สงบนิ่งดุจมหาสมุทรที่ลึกสุดหยั่ง แฝงไว้ด้วยความพึงพอใจในแผนการที่กำลังดำเนินไปตามครรลอง
“ท่านมหาฤๅษีผู้นี้... ช่างมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดที่ยอดเยี่ยมสมกับที่สั่งสมกิเลสในคราบนักบุญมานาน” วายุครุ่นคิดในใจพลางยกจอก น้ำจัณฑ์ทิพย์ ขึ้นจิบ กลิ่นหอมฉุนรุนแรงแต่อบอวลไปด้วยพลังปราณของสุราวิเศษซ่านไปทั่วโสตประสาท “การสลัดทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปพร้อมกับทรัพยากรทั้งหมดในยามที่ชื่อเสียงป่นปี้ เป็นการตัดสินใจที่โหดเหี้ยมแต่มีประสิทธิภาพยิ่งนัก ดูท่าว่าเส้นทางของเขาต่อจากนี้ คงมิพ้นการผันตัวไปเป็น 'เจ้าสำนักเดรัจฉานวิชา' ที่แฝงกายอยู่ในเงามืด เพื่อรอวันที่จะกลับมาทวงคืนอำนาจด้วยเล่ห์กลมืดดำเป็นแน่”
วายุวางจอกน้ำจัณฑ์ลงเบาๆ บนโต๊ะศิลาเย็นเยียบ แล้วส่งสัญญาณเรียกผู้ติดตามข้างกายด้วยกระแสจิตอันมั่นคง "บริวารภูตพราย... ไปเรียก คชินทร์ มาพบเราที่ห้องโถงของตำหนักอัมพวัน บัดนี้ถึงเวลาที่หมากตัวสำคัญของเราจะต้องเคลื่อนที่ และขยายฐานอำนาจแห่งข้อมูลข่าวสารนี้ให้หยั่งรากลึกลงไปในใจมหาชน”
มินานนัก บรรยากาศในห้องก็เย็นเยียบลงชั่วครู่พร้อมกับกลิ่นอายวิญญาณจางๆ เมื่อบริวารภูตพรายในชุดองค์รักษ์สีทมิฬนำทางคชินทร์เข้ามา คชินทร์ในวันนี้ดูต่างจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด แม้ใบหน้าจะยังดูอิดโรยและบอบช้ำจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่แววตาที่เคยสิ้นหวังและมืดมนกลับถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงและความเคารพยำเกรงต่อชายหนุ่มตรงหน้าที่เขามิอาจคาดเดาความลึกซึ้งของพลังได้เลย
"นายท่าน... ข้ามาพบตามบัญชาแล้วขอรับ" คชินทร์เอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเครือและนอบน้อม "เรื่องที่เกิดขึ้นในนิมิต... มันเป็นความจริงหรือขอรับ? อาศรมเทวะขรรค์ฟ้าที่ยิ่งใหญ่ล่มสลายลงแล้วจริงๆ หรือ? ทั้งหมดนี้... เป็นเพราะน้ำมือของคุณชายเพียงผู้เดียวหรือขอรับ?"
วายุคลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการขยับหมากเดินเกมธรรมดา "เจ้าก็เห็นนิมิตนั่นแล้วมิใช่หรือ? เมื่อรากฐานที่สร้างจากคำลวงถูกขุดคุ้ย ยอดเจดีย์ที่สูงเทียมฟ้าที่ตั้งอยู่บนกองเลือดและน้ำตาของผู้คนก็ย่อมพังทลายลงมาเป็นธรรมดา สุยุโนตายอย่างอนาถในสระบัวมรณะตามกรรมที่ตนก่อ ส่วนมหาฤๅษีที่เจ้ายกย่องนักหนาก็หอบสมบัติหนีหายไปดุจหัวขโมยในยามวิกาล... บัดนี้ เจ้าพอใจกับผลลัพธ์ของการเปิดโปงครั้งนี้หรือไม่?"
คชินทร์ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นจนเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องโถงวิจิตร เขาก้มลงกราบเท้าของวายุอย่างสุดตัวด้วยใจจริง "ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของ คุณชาย... ข้าจะมิวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต! หากมิได้ท่านช่วยชี้แนะและมอบศิลาเนตรทิพย์ให้ข้าได้แสดงความจริงออกไป ข้าคงต้องตายไปพร้อมกับความแค้นที่ไม่มีวันได้รับความเป็นธรรม และกลายเป็นวิญญาณพยาบาทที่ไร้ค่าตัวหนึ่งเท่านั้น ข้าจะขอเป็นข้ารับใช้และจดจำพระคุณนี้ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ขอรับ!"
วายุโบกมือเบาๆ ให้เขาลุกขึ้น "ลุกขึ้นเถอะเจ้า... เรามิได้ต้องการข้ารับใช้ที่มาสยบยอมด้วยบุญคุณ เราเพียงแค่คืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ถูกรังแกและใช้ความจริงสยบคำลวงเท่านั้น ว่าแต่... ในเมื่ออาศรมที่เจ้าเคยฝากชีวิตไว้พินาศไปแล้ว เจ้าคิดจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหลืออยู่นี้? จะกลับไปบำเพ็ญตบะแบบเดิมในโลกที่เจ้าเพิ่งเห็นความโสมมของมันงั้นหรือ?"
คชินทร์เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาดูว่างเปล่าและโดดเดี่ยวราวกับคนหลงทางในมหาทะเลทราย "ข้าเองก็มิรู้เหมือนกันขอรับ... ข้าเป็นเพียง ผู้บำเพ็ญต้น ที่ตบะเดชะถูกทำลายไปจนเกือบหมดสิ้น พลังวิญญาณในขั้วขวัญของข้าก็แตกซ่านจากความเจ็บปวดที่ถูกคนรักหลอกใช้ ข้าคงล่วงเลยช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะกลับไปฝึกอาคมเพื่อเป็นยอดฝีมือได้แล้ว... ข้าคงจะหาป่ารกร้างสักแห่ง หรือไปเป็นลูกจ้างหาบเร่ในเมืองที่ห่างไกลเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ จนกว่าจะหมดลม"
วายุจ้องลึกลงไปในดวงตาของคชินทร์ด้วยสายตาที่มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ "ช่างน่าเสียดายนัก... เจ้ามีความสามารถในการเล่าเรื่องราวและสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้คนอย่างหาตัวจับยาก นิมิตที่เจ้าสลักออกมามันเข้าถึงก้นบึ้งของหัวใจผู้คนได้ดีกว่าบทสวดมนต์ใดๆ หากเจ้าทิ้งมันไปเสียเปล่าๆ ชมพูทวีปก็คงจะขาดรสชาติไปไม่น้อย และที่สำคัญ... โลกใบนี้ยังต้องการความจริงที่เจ็บปวดเพื่อขัดเกลาจิตใจผู้คน"
ทันทีที่กล่าวจบ วายุสะบัดมือเบาๆ กลางอากาศ ย่ามมิติอาคม สีน้ำตาลไหม้ที่ปักอักขระทองคำโบราณที่ส่องประกายวูบวาบก็ปลิวไปตกตรงหน้าคชินทร์
"ในนี้มี 'แก้วมณีรัตน์' จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ เม็ด ซึ่งมากพอที่จะทำให้เจ้าตั้งตัวได้ในเมืองนี้หรือเมืองใดๆ ไปอีกหลายสิบปี และนอกจากนี้... ในย่ามยังมี 'ว่านร้อยปีทิพย์โอสถ' ที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายและธาตุขันธ์ที่สึกหรอ และที่สำคัญที่สุดคือ 'น้ำมันว่านเรียกขวัญคืนจิต' อีกหนึ่งตลับ ยานี้สำคัญยิ่งนัก เพราะมันจะช่วยรวบรวมขั้วขวัญที่แตกซ่านของเจ้าให้กลับมาสถิตเป็นหนึ่งเดียว และส่งเจ้ากลับสู่ ระดับผู้ทรงอาคม ได้ในเวลาอันสั้น หากเจ้าตั้งใจบำเพ็ญจิต"
คชินทร์มือสั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะย่ามมิติอาคมนั้น ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตา "ของล้ำค่าที่แม้แต่ศิษย์เอกอาศรมยังมิอาจครอบครองได้... นายท่านมอบให้ข้าจริงๆ หรือขอรับ? ข้ามิมีสิ่งใดจะตอบแทนเลย..."
"เรามีข้อแลกเปลี่ยน... เราต้องการให้เจ้ามอบเป้าหมายใหม่ให้แก่ชีวิตตนเอง" วายุกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่กังวานไปทั่วตำหนัก "เจ้าได้เห็นอานุภาพของนิมิตในข่ายใยมนตราแล้วใช่ไหม? มันทรงพลังยิ่งกว่าศาสตราวุธใดๆ ในโลก เพราะมันสามารถทำลายกองทัพและอาศรมได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อเราเองแม้แต่หยดเดียว เราอยากให้เจ้าใช้ความเจ็บปวดจากการที่เคยถูกหลอกใช้ในความรัก เปลี่ยนให้เป็นเรื่องราวเตือนสติและสร้างเสียงหัวเราะให้แก่คนทั้งโลก... ในฉายาของ 'นักสลักนิมิตสายแมงเม่าบูชารัก' (ซึ่งหมายถึง คนโง่งมที่ยอมพุ่งเข้ากองไฟเพื่อความรักจนปีกไหม้ แต่ยังรอดชีวิตมาบอกเล่าความโง่ของตนให้ผู้อื่นฟังเพื่อเป็นวิทยาทาน) !"
"เมื่อเจ้าโด่งดังและมีผู้ติดตามมากพอ เจ้าจงรวบรวมคนที่มีชะตากรรมถูกเอาเปรียบเช่นเดียวกัน ตั้งสำนักเป็น 'สำนักรวมพลนักสื่อสาร' (เอ็มซีเอ็น) ของตนเองขึ้นมา... นี่จะเป็นสำนักรูปแบบใหม่ที่มิได้ฝึกการเข่นฆ่าด้วยกำลัง แต่ฝึกการใช้มนตราแห่งข้อมูลข่าวสารเพื่อครองใจมหาชนและเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปตามที่เราต้องการ!"
คชินทร์ฟังคำเหล่านั้นด้วยความตื่นตะลึง ราวกับมีแสงสว่างวาบขึ้นในสมองที่เคยมืดบอด "ข้าเข้าใจแล้ว นายท่าน! ข้าจะมิยอมเป็นคนโง่ที่ถูกหลอกใช้อีกต่อไป แต่ข้าจะเป็นคนโง่ที่ทำให้โลกเห็นว่าความรักที่บิดเบี้ยวมันร้ายกาจเพียงใด ข้าจะสร้างสำนักรวมพลนักสื่อสารให้ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองขรรค์อุกกาบาตตามบัญชาของท่านขอรับ!"
"ดี... ไปทำหน้าที่ของเจ้าเสีย"
หลังจากคชินทร์จากไปพร้อมกับความมุ่งมั่นใหม่ วายุหันไปหา บริวารภูตพราย ทั้งสองที่ยืนนิ่งสงบดุจรูปสลัก "บริวารภูตพราย... เมื่อวานเราสั่งให้พวกเจ้าไปสืบดูว่ามีของอร่อยที่ใดบ้างในเมืองนี้ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์อสูรที่หายากพอจะคู่ควรกับมื้ออาหารของเรา... เจ้าได้ความว่าอย่างไร?"
"เรียนท่าน... ข้าสืบมาเรียบร้อยแล้วขอรับ มีร้าน 'เนื้อสัตว์อสูรย่างอาคม' ที่มีชื่อเสียงเรื่องการใช้ไฟจากหินอัคนีใต้โลกในการรมควัน รสชาติเข้มข้นถึงขั้ววิญญาณและช่วยส่งเสริมพละกำลัง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองขรรค์อุกกาบาตนี้เองขอรับ!"
"ยอดเยี่ยม... งั้นเราไปพิสูจน์รสชาติกันเถอะ หวังว่าคราวนี้พวกเจ้าจะเลือกไม่ผิด" วายุลุกขึ้นขยับภูษาจำแลงของตนให้เข้าที่ ก่อนจะเดินออกจากตำหนักพักแรมอัมพวันไปพร้อมกับบริวารคู่ใจ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของน้ำจัณฑ์ทิพย์และความเงียบงันที่ซ่อนพายุใหญ่ที่กำลังจะพัดพาไปทั่วทั้งสามภพ
ในขณะเดียวกัน ณ ใจกลาง กรุงลงกา ข่าวความพินาศย่อยยับของอาศรมเทวะขรรค์ฟ้าได้แพร่สะพัดผ่านข่ายใยมนตราไปถึงหูของเหล่าขุนพลยักษ์อย่างรวดเร็ว
ในท้องพระโรงอันวิจิตรตระการตา เหล่าผู้นำของ ๘ กองพลจตุรบท ไม่ว่าจะเป็นเหล่าสมณะยักษ์จาก กองเวทบรรลัยกัลป์ หรือเหล่านักรบจาก กองกายาเหล็กไหล ต่างพากันมาประชุมรวมตัวกันอย่างมิได้นัดหมาย ดวงตาทุกคู่จ้องมองนิมิตบนหน้าจอคริสตัลยักษ์ด้วยความตกตะลึงและเกรงขาม แม่ทัพจากกองเวทบรรลัยกัลป์ลูบเคราเขียวมรกตพลางพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ "ความมั่นคงนับพันปีของพวกพราหมณ์จอมปลอม... กลับถูกทำลายสิ้นด้วยนิมิตเพียงชุดเดียวของราชาพวกเรา ช่างเป็นตบะเดชะที่น่าสะพรึงกลัวและล้ำลึกยิ่งนัก!"