" ถามได้ไหมคะว่าพี่อาศัยอยู่กับใคร"
ชลดาถามขึ้นในขณะที่กำลังนั่งรถไปด้วยกันกับเมธาวี ทั้งสองตกลงกันว่าจะไปคุยเื่งานรวมถึงการจัดตกแต่งสถานที่ร่วมกัน และวางแผนที่จะรับพนักงานและคนงานเย็บผ้า
และที่สำคัญพวกเธอก็ตั้งใจว่าจะหาผ้าที่ถูกใจที่สุดมาใช้ให้เหมาะกับแบรนด์ตัวเองอีกด้วย
" มีอะไรหรือเปล่าคะ"
เมธาวีรู้สึกสงสัยเมื่อได้ยินคำถามนั้น
"พอดีว่าตอนนี้เป็่เริ่มต้นที่เราสองคนคงจะต้องทำงานหนักกันน่ะค่ะ บางครั้งอาจจะต้องนอนที่ออฟฟิศเลยก็ได้ ก็เลยกลัวว่าถ้าหากพี่มีคนที่คอยอยู่ที่บ้านจะเป็ปัญหาอะไรหรือเปล่า"
เมธาวีขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนที่เธอจะส่ายหน้าเบาๆ
" ไม่มีหรอกค่ะ ฉันอาศัยอยู่ที่บ้านคนเดียว ส่วนคุณแม่ก็อยู่ที่โรงพยาบาล ฉันเลยต้องไปหาอยู่บ่อยๆแค่นั้นเองค่ะ "
เมธาวีเหลือแค่แม่เท่านั้นที่เป็คนในครอบครัว แล้วตอนนี้แม่ของเธอก็ป่วยเป็โรคลิ้นหัวใจรั่วจนต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ที่สำคัญทางคุณหมอก็ได้บอกเธอเอาไว้ว่าแม่ของเธอจะต้องได้รับการผ่าตัดด่วน
เธอจึงต้องพยายามหาเงินจนสุดความสามารถเพื่อที่จะได้ช่วยชีวิตของผู้เป็แม่เอาไว้ เงินที่จะได้จากการขายแบบในครั้งนี้ก็เป็ความหวังที่เธอจะนำไปรักษาแม่ของเธอแต่สุดท้ายเธอก็ถูกโกงจนได้
ชลดาเงียบไปชั่วขณะก่อนที่จะค่อยๆยื่นมือเรียวเล็กไปกอบกุมมือที่ดูก็รู้ว่าผ่านการทำงานหนักของหญิงสาวที่มีท่าทางโศกเศร้าเสียใจและคิดหนัก
" มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ ฉันอยากให้พี่สบายใจจะได้มีแรงมาทุ่มเทให้กับงานและบริษัทที่ฉันกำลังตั้งขึ้นอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจนะคะ ตอนนี้ความสบายใจของพี่ก็เป็ประโยชน์สำหรับฉันมากเหมือนกัน"
" แต่ว่า..."
" ถ้าหากพี่ไม่บอกพี่ก็จะไม่สบายใจอยู่แบบนี้ แล้วสุดท้ายมันก็ไม่เกิดผลดีกับฉันหรือสิ่งที่ฉันกำลังจะสร้างขึ้น บางทีฉันอาจจะพิจารณาเื่รับพี่เข้ามาทำงานก็ได้นะคะ"
" !!! ไม่นะคะ ฉันจำเป็ที่จะต้องหาเงินไปรักษาแม่ของฉันจริงๆ แม่ของฉันจำเป็ที่จะต้องผ่าตัดด่วน ถ้าภายในอาทิตย์นี้ฉันไม่ไปคยืนยันยอมเื่การผ่าตัด ไม่แน่ว่าคุณแม่ของฉันอาจจะแย่ก็ได้"
เมธาวีรีบลนลานพร้อมกับกอบกุมมือของเ้านายตัวน้อยด้วยความกระวนกระวายใจ ตอนนี้เด็กสาวตรงหน้าเป็ที่พึ่งสุดท้ายของเธอ ถ้าหากเธอปล่อยผ่านไปไม่รู้อนาคตของเธอและแม่จะเป็ยังไง
" ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าต้นเหตุของความไม่สบายของพี่ในตอนนี้คือเื่ความเจ็บป่วยของคุณแม่พี่สินะคะ ถ้าอย่างนั้นเราก็ทำให้พี่สบายใจเร็วที่สุดจะดีกว่าค่ะ วันนี้พี่กลับไปได้เลยนะคะแล้วก็นำเงินนี้ไปจ่ายค่ารักษาและค่าผ่าตัดให้กับคุณแม่พี่เลย เมื่อพี่คิดว่าพร้อมแล้วให้ติดต่อมาที่เบอร์นี้แล้วเราจะมาร่วมกันสร้างแบรนด์เสื้อผ้าที่จะโด่งดังไปทั่วโลกด้วยกันค่ะ"
เมธาวีมองเช็คเงินสดตาโต จำนวนเงินที่มากพอสมควรจนสามารถจ่ายค่าผ่าตัดและค่าอื่นๆได้ ทำให้เธออยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสายตาของเด็กสาวที่มองมาแล้วก็รับมาแนบอกพร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน
" ฮึก! ฉันขอสาบานเลยค่ะว่าจะถวายชีวิตนี้เพื่อคุณดา ไม่ว่าจะต้องทำงานหนักขนาดไหนฉันจะต้องทำให้แบรนด์และบริษัทของคุณโด่งดังให้ได้ "
น้ำเสียงที่มั่นคงเจือสะอื้นพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความจงรักภักดีทำให้ชลดารู้เลยว่าหญิงสาวตรงหน้ารักษาสัญญามากแค่ไหน
" เดี๋ยวฉันจะไปส่งที่หน้าโรงพยาบาลนะคะ แล้วเจอกันค่ะ"
เมื่อได้รู้สถานที่โกเมนก็พยักหน้าให้คนขับรถตรงไปที่นั่นทันที เขาที่นั่งฟังการสนทนามาโดยตลอดรู้สึกหัวใจเต้นแรงและเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชมชลดาเป็อย่างมาก
เธอเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาและยังสามารถใช้ประโยชน์จากผู้คนได้อย่างเต็มที่ จนตอนนี้เขาอยากจะเรียกเธอว่านายหญิงอย่างเต็มภาคภูมิ
หลังจากที่ส่งเมธาวีที่หน้าโรงพยาบาลเสร็จเรียบร้อย ชลดาก็นั่งคิดถึงเื่ราวในชีวิตก่อนตอนที่เธอฟังบทสัมภาษณ์ของเมธาวี
ทุกครั้งที่พูดถึงผู้เป็แม่ ดีไซเนอร์สาวผู้โด่งดังจะต้องร้องไห้ออกมาหรือเต็มไปด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าในครั้งนั้นเมธาวีไม่สามารถหาเงินช่วยชีวิตผู้เป็แม่ได้ทัน สุดท้ายผู้เป็แม่ก็เสียชีวิตในที่สุด
ตอนนี้เธอรู้สึกนับถือเมธาวีเป็อย่างมาก ทั้งที่ผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายและทำลายจิตใจมามากมายขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็ยังลุกขึ้นสู้จนประสบความสำเร็จได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคงเป็แผลใจไปตลอดชีวิตอยู่ดี
แม้ตอนแรกชลดาจะดีใจที่ได้พบกับเมธาวี แต่ตอนนี้เธอดีใจมากกว่าที่ได้ช่วยชีวิตของแม่หญิงสาวคนนั้น
เมธาวีรีบเก็บเช็คใส่กระเป๋าอย่างมิดชิดและรอบคอบที่สุด นี่เป็เงินที่มากที่สุดั้แ่เธอเติบโตและเริ่มทำงานมา และที่สำคัญมันจะต้องช่วยชีวิตได้อย่างแน่นอน
เมธาวีกอบกุมกระเป๋าไว้แน่นพร้อมกับเดินเข้าไปในโรงพยาบาลด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจเป็อย่างมาก
ตอนนี้แม่ของเธอป่วยเป็โรคหัวใจที่จำเป็จะต้องผ่าตัด แม้ใน่เวลาปกติจะยังดูไม่เป็อะไรมาก แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้เพราะมีโอกาสหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ตลอดเวลา
เมธาวีเดินเข้าไปในห้องรวม ก่อนที่จะเห็นว่าตอนนี้แม่ของเธอกำลังนั่งเหม่อมองไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าเศร้าหมองบนเตียงในห้องผู้ป่วยรวมที่ภายในห้องมีผู้ป่วยถึง 20 กว่าคน โชคดีที่แม่ของเธอได้อยู่เตียงริมสุดและได้มองเห็นธรรมชาติด้านนอกที่ตัวเองชื่นชอบ
เมธาวีเดินเข้าไปจับมือแม่พร้อมกับยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
" แม่จ๋า อีกไม่นานแม่จะหายดีแล้วนะ หนูหาเงินมาจ่ายค่าผ่าตัดของแม่ได้แล้วนะจ๊ะ "
พรระวีหันมามองลูกสาวด้วยความสงสาร ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเธอจำเป็ที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัดและต้องใช้เงินเป็จำนวนมาก แต่ครอบครัวของเธอยากจนเป็อย่างมากไม่มีทางที่จะหาเงินมาได้เร็วขนาดนี้
" ลูกไม่จำเป็ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ ยังไงซะแม่อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ต่อลูก ปล่อยให้แม่ไปเถอะนะ"
" ไม่ค่ะ!! แม่ต้องอยู่กับหนูไปนานๆ "
ตอนนี้แม่ของเธออายุเพียง 50 เท่านั้น แต่ด้วยความตรากตรำมาโดยตลอดจึงทำให้ดูแก่กว่าปกติ แต่เธอเชื่อว่าถ้าแม่ของเธอหายป่วยและเธอดูแลให้ดีไม่ให้แม่ของเธอต้องทำงานหนัก ทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นท่าทางของผู้เป็แม่ที่ดูเหมือนจะปฏิเสธอีกครั้ง เมธาวีก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
" ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะแม่ ครั้งนี้หนูกำลังจะได้เข้าทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง เป็บริษัทที่กำลังจะผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเอง ทั้งวิสัยทัศน์และฝีมือของเ้านายยอดเยี่ยมมาก และที่สำคัญก็ยังมีเมตตาให้เงินจำนวนนี้มาช่วยค่าใช้จ่ายเื่การผ่าตัดของแม่ด้วย แม่คิดว่าคนระดับนี้เขาจะหลอกหนูเหรอคะ "
หลังจากที่ 2 แม่ลูกพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด ในที่สุดพรระวีก็พยักหน้าพร้อมกับฝากฝังใหลูกสาวทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดให้สมกับที่ได้รับความเมตตาจากเ้านายที่แสนดีแบบนี้
เมธาวีเดินเข้าไปติดต่อและทำเอกสารเื่การผ่าตัดพร้อมกับจ่ายเงินด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุด และเธอก็ได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าแม่ของเธอจะต้องหายดี ซึ่งนี่ทำให้เธอรู้สึกสบายใจเป็อย่างมากและตั้งใจที่จะติดต่อไปหาชลดาเพื่อช่วยเหลือในด้านการเริ่มต้นธุรกิจให้เร็วที่สุด
เธอเองก็เคยทำงานอยู่ในร้านขายเสื้อผ้าขนาดใหญ่ แต่เพราะชุดที่เธอออกแบบถูกลูกสาวของเ้าของร้านขโมยไป สุดท้ายเธอจึงถูกไล่ออกในที่สุด
แต่ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าเธอมีประสบการณ์พอสมควรในเื่เหล่านี้ เธอหวังแค่ว่าอย่างน้อยประสบการณ์ของเธอจะช่วยชลลดาให้ประสบความสำเร็จได้
ชลดาเดินทางไปดูเนื้อผ้าตามร้านขายผ้าต่างๆ รวมถึงสิ่งของสำหรับตกแต่งร้านเสื้อผ้าของเธอในอนาคต แม้ตอนนี้จะยังไม่จำเป็ต้องใช้แต่เธอก็อยากดูไว้เป็แนวทาง
โกเมนมองดูนาฬิกาซึ่งตอนนี้เป็เวลา 6 โมงเย็นด้วยความกังวลใจอยู่ตลอดเวลา เขาได้รับสายจากธนาว่าตอนนี้นายท่านกำลังนั่งรอชลดากลับมารับประทานอาหารเย็น
แต่เมื่อเห็นเด็กสาวยังคงเดินดูของด้วยสีหน้าผ่อนคลายเขาจึงไม่กล้าเข้าไปรบกวน
และกว่าชลดาจะทำทุกอย่างเสร็จและกลับมาที่คฤหาสน์ก็เป็เวลาเกือบจะหนึ่งทุ่ม ซึ่งเลยเวลาอาหารเย็นไปพอสมควรแล้ว!
เมื่อเธอเดินเข้ามาก็เห็นเมธัสกำลังนั่งกอดอกมองตรงมาที่เธอด้วยสายตาเรียบเฉยๆแต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจ บนโต๊ะอาหารยังคงว่างเปล่า เธอไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายทานไปเรียบร้อยแล้วหรือว่ายังไม่ได้ทานกันแน่ แต่เธอคิดว่าอย่างแรกมากกว่า เพราะเขาไม่น่าจะมานั่งรอเธอเพื่อทานอาหารพร้อมกันหรอก
ชลดาที่เห็นแบบนั้นจึงรีบยิ้มกว้างอย่างเอาใจ พร้อมกับเดินเข้าไปหาในท่าทางที่คิดว่าน่ารักน่าเอ็นดูที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถึงเธอจะมีเป้าหมายอยากจะมีเงินมากๆเพื่อที่จะได้ไม่ต้องลำบาก แต่เป้าหมายในการพิชิตใจของสามีก็ยังเป็สิ่งที่เธอยังอยากจะทำมัน
เมื่ออีกฝ่ายยังคงเงียบชลดาจึงไม่สามารถเงียบได้อีก เธอรีบหยิบเอาใบโฉนดขึ้นมาพร้อมกับยื่นให้เมธัสดูด้วยความกระตือรือร้น
" คุณเมธัสคะ นี่เป็บริษัทและก็โรงงานที่หนูดาซื้อไว้ คุณเมธัสมีความคิดเห็นยังไงบ้างคะ"
เมธัสหยิบเอาใบโฉนดและแบบแปลนขึ้นมาดูอย่างพิจารณาก่อนที่จะพยักหน้าอย่างพอใจ
" เลือกได้ไม่เลว ทั้งทำเลที่ตั้งรวมถึงโครงสร้างเหมาะสมเป็อย่างมาก ด้านหลังเธอสามารถใช้เป็โรงงานที่กว้างขวางได้ และด้านหน้าก็ยังทำเป็บริษัทและร้านขายเสื้อได้ เพียงแต่ต้องปรับปรุงตรงส่วนที่จะทำเป็ร้านให้น่าสนใจและผู้คนมองเห็นได้มากกว่านี้"
ชลดาเองก็พยักหน้าไปกับการวิเคราะห์ของเมธัส ยิ่งเธอมองโฉนดใบนั้นเธอก็ยิ่งมีความสุขจนยิ้มกว้างพร้อมกับดวงตาเป็ประกายจากใจจริง
เมธัสที่หันมาเห็นก็ถึงกับชะงักนิ่งไปชั่วขณะพร้อมกับหัวใจเต้นแรง เขาไม่นึกว่าการที่หญิงสาวได้ซื้อโรงงานแบบนี้จะทำให้เธอดีใจมากขนาดนี้
มันทำให้เขาอยากจะเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขแบบนี้ตลอดเวลา
" ถ้าเงินไม่พออย่าลืมว่าบัตรที่ฉันให้ไปมีจำนวนเงินมากมายมหาศาลที่เธอสามารถใช้ได้เต็มที่ ถึวเธอไม่ใช้ยังไงฉันก็เสียค่าธรรมเนียมเรื่อยๆอยู่แล้ว และอีกอย่างถ้าเธอไม่ใช้เลยทางธนาคารที่ให้บัตรนี้มาคงร้องไห้น้ำตาเป็สายเืแน่ๆ"
ชลดาถึงกับตาโตเมื่อได้ยินคำพูดล้อเล่นออกมาจากปากของคนที่จริงจังตลอดเวลาแบบนี้ แต่ถึงแม้จะล้อเล่นแต่สีหน้าและแววตาของเมธัสก็ยังเรียบเฉยเหมือนเดิม
ไม่สิ ดูเหมือนแววตาจะเป็ประกายและสบตาเธอมากกว่าปกติ เป็แววตาที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวอย่างอธิบายไม่ถูก
ทั้งที่เธอ้าจะชนะใจเมธัสเพื่อความมั่นคงในชีวิต แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะเริ่มมีความรู้สึกดีๆกับอีกฝ่ายมากขึ้นซะแล้ว
" เอาล่ะ...ตอนนี้เรามาทานข้าวกันเถอะ ฉันหิวแล้ว"
!!! ตกลงเขารอเธอจริงๆใช่ไหม