บุรุษชุดเขียวนามฮวาชิงมู่มองชายบนพื้นอย่างดูแคลนพลางหัวเราะเย้ยหยัน
“ซูชิงเฟิง แค่เ้าคิดจะท้าประลองข้าอย่างนั้นหรือ ดูพวกตระกูลซูของเ้าสิ พังพินาศจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วเส่ว์เอ๋อร์อยู่กับเ้ามีแต่จะลำบากตรากตรำ เฮ้อ พูดไปแล้วเราก็เป็ญาติกันห่างๆไม่ใช่หรือ อย่างไรเสียอาของเ้าก็เป็ฮูหยินของบ้านหลักจวนอันกั๋วกงพวกตระกูลซูของเ้าช่างเป็พวกอัปโชคเสียจริงใครข้องเกี่ยวด้วยก็ไม่เคยมีจุดจบที่ดี ดูอย่างท่านลุงข้าฮวาเจิ้งสิ แต่งกับอาของเ้าสุดท้ายก็ศพไม่ครบดีเ้าอยากให้เส่ว์เอ๋อร์ต้องตายเพราะคำสาปของตระกูลซูอีกคนหรือ”
“หุบปาก! อย่าดูิ่ญาติของข้า! ปล่อยภรรยาข้าเดี๋ยวนี้!”
บุรุษซึ่งเืท่วมร่างร้องคำรามดั่งสัตว์ร้ายติดกรงแต่ด้วยาแฉกรรจ์ทั่วตัว แม้แต่จะนั่งยังไม่ไหว ดูแล้วพร้อมจะหมดสติทุกเมื่อเขาไม่เหลือเค้าความน่าเกรงขามใดๆ ไม่ว่าใครก็สามารถล้มเขาได้ง่ายๆ
ฝูงชนเริ่มมุงดูแน่นจนขยับตัวแทบไม่ได้ฮวาชิงเหยียนถึงขั้นหาทางออกไปได้ยาก แต่เมื่อนางได้ยินชื่อ ‘ซูชิงเฟิง’กับ ‘ฮวาเจิ้ง’ นางก็ไม่ได้คิดจะออกไปั้แ่ตอนนั้น
ซูชิงเฟิงเป็ลูกพี่ลูกน้องของนางไม่ใช่หรือส่วนฮวาเจิ้ง...ก็คือบิดาของนาง
“เ้าใกล้ตายแล้ว”
ฮวาชิงเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังกล่าวความจริงข้อหนึ่ง ไม่ได้มีความรู้สึกใดเจือปน
คำพูดนี้ทำให้ฮวาชิงมู่กับพวกถึงกับชะงักก่อนจะหันไปมองฮวาชิงเหยียน พอจำหน้าได้ก็พากันหัวเราะลั่น
“โถ่ น้องสาวรองของข้านี่เอง ญาติไม่พบเจอกันเสียนาน อยู่ดีๆก็โคจรมาเจอกันจนได้ น้องสาวรองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วสามีลับๆ ของเ้าเล่า อ๋องเจ็ดอยู่ที่ไหนหรือ”
แม้ฮวาชิงมู่จะเป็บุตรนอกสมรสของบ้านรองแต่ไม่เคยเห็นตนต่ำต้อย เขาเป็ถึงบุตรชายคนโตของอนุในขณะที่ลูกของอิ่นฮูหยินยังอายุแค่แปดขวบ อีกทั้งแต่ไหนแต่ไรเขาเคยรังแกฮวาเฮ่าเย่ว์กับฮวาชิงเหยียนอย่างโหดร้าย สำหรับเขาสองพี่น้องไม่มีค่าให้จดจำแม้แต่น้อย
ทว่าฮวาชิงเหยียนไม่แม้แต่จะปรายตามองฮวาชิงมู่นางหันไปมองซูชิงเฟิงที่นอนจมเือยู่บนพื้น แล้วเอ่ยต่อ “พี่ชาย หากท่านไม่กินโอสถสมานแผลภายในครึ่งชั่วยามนี้ ท่านจะต้องตายแน่นอน”
ซูชิงเฟิงมองฮวาชิงเหยียนด้วยความประหลาดใจแววตาแฝงความละอายใจ เพราะั้แ่ฮวาเจิ้งเสียชีวิตมารดาของเขาก็ไม่ยอมให้พวกเขาติดต่อกับตระกูลฮวาอีกเลย
บิดาของเขาก็ถูกมารดาควบคุมจนแทบไม่ได้ส่งข้าวของมาช่วยเหลือเวลาพบเจอก็หลบหน้าหลบตาเพราะกลัวว่าฮวาเฮ่าเย่ว์หรือฮวาชิงเหยียนจะมาขอของกินหรือเงินทอง
ดังนั้นนอกจากบิดาแล้วครอบครัวของเขาจึงแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับฮวาชิงเหยียนเลย
เมื่อได้ยินฮวาชิงเหยียนเรียกเขาว่า‘พี่ชาย’ ก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาดใจนัก
ฮวาชิงมู่ร้องเสียงดังว่า
“น้องสาวรอง เ้าโง่จนลืมไปแล้วหรือหากไม่มีโอสถสมานแผลก็อย่าหวังว่าเขาจะรอดได้พวกตระกูลซูของเขาน่ะหรือจะมีเงินพันตำลึงทองไปซื้อโอสถดีๆทุกวันนี้ยังต้องตะเกียกตะกายออกไปจับสัตว์อสูรในหุบเขาหมื่นสัตว์อสูรมาขายทำเงินไม่เช่นนั้นคงเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองไม่รอด จริงสิ จะว่าไปแล้วตอนที่องค์รัชทายาทถอนหมั้นกับเ้าไม่ใช่ว่าให้เ้าไปตั้งหนึ่งพันตำลึงทองหรืออย่างไรก็เป็ลูกพี่ลูกน้องกัน เ้าคงไม่ใจดำปล่อยให้เขาตายต่อหน้าต่อตาใช่หรือไม่”
ซูชิงเฟิงก้มหน้าด้วยความอับอายที่เขาาเ็สาหัสเช่นนี้ก็เพราะโดนสัตว์อสูรกัด หากไม่ได้โอสถสมานแผลย่อมต้องตายแต่ครอบครัวเขาจะเอาเงินหนึ่งพันตำลึงทองมาจากที่ใดกัน แม้แต่ห้าร้อยตำลึงทองก็ยังหาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ตอนกลับถึงจวนก็พบว่าภรรยาถูกฮวาชิงมู่พาตัวไปเขาจึงฝืนร่างที่าเ็มาดักเจอที่นี่ ตั้งใจจะสู้สุดตัว แต่เขาาเ็หนักเกินไปฮวาชิงมู่เตะเพียงครั้งเดียวก็ปลิวกระเด็นออกมานอนข้างนอกเช่นนี้
ขณะเดียวกันผู้คนรอบด้านกลับให้ความสนใจกับอีกเื่มากกว่า ฮวาชิงเหยียนถูกถอนหมั้นซ้ำยังเป็การถอนหมั้นที่ไม่อาจย้อนคืนได้อีก
องค์รัชทายาทนี่ช่างโเี้เสียจริงถึงขั้นมอบเงินหนึ่งพันตำลึงทองให้เป็ค่าถอนหมั้นเท่ากับเป็การตอกย้ำว่าเขาไม่แยแสฮวาชิงเหยียนอีกต่อไปซ้ำยังทำให้นางเสียหน้าคนทั่วทั้งเมือง และดูเหมือนว่านางจะรับเงินนั้นมาแล้วจริงๆ
“ฮ่าๆ พี่เจ็ด ท่านดูสิพี่สะใภ้เจ็ดของข้าเอาเงินหนึ่งพันตำลึงทองที่องค์รัชทายาทให้เป็ค่าถอนหมั้นมาใช้แทงพนันหรือช่างเป็สตรีที่น่าสนใจอะไรเช่นนี้”
อ๋องเก้านึกย้อนไปถึงเมื่อวานที่ฮวาชิงเหยียนนำเงินหนึ่งพันตำลึงทองมาวางเดิมพันหากเป็เช่นนั้นจริง นางย่อมไม่เห็นว่าเงินนั้นเป็ความอัปยศกลับใช้หมุนกำไรเป็หมื่นตำลึงทองเสียด้วย
อ๋องเก้าหัวเราะจนท้องแข็งพลางยื่นมือจะวางบนไหล่อ๋องเจ็ดเพื่อพยุงตัวทว่าเพียงถูกอีกฝ่ายปรายตาเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็งมองก็ชะงักค้างราวกับถูกแช่แข็งไปทั้งตัว จึงทำหน้าบูดเบี้ยวพลางบ่นพึมพำ “พี่เจ็ด เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยประหลาดเสียที แค่แตะก็ไม่ได้ทั้งที่วันนั้นพี่สะใภ้เจ็ดยังเกาะหลังท่านอยู่เลยแต่ท่านไม่เห็นเฉือนนางเป็ชิ้นๆ เลยนี่เห็นชัดว่าพี่สะใภ้เจ็ดของท่านมิใช่คนธรรมดาในสายตาท่านตอนนี้นางถูกล้อเลียนเช่นนี้ ท่านก็ควรลงไปช่วยกู้หน้าสตรีของท่านหน่อยไม่ใช่หรือ”
อ๋องเก้าพูดพลางส่งสายตาเย้าแหย่ต่อชายหน้ากากเงินข้างกาย
“ไม่จำเป็”
อ๋องเจ็ดผู้พูดคำน้อยดังทองคำเอ่ยเพียงสองคำอย่างเยือกเย็นทว่าอ๋องเก้ายังไม่ทันได้ถามต่อเสียงของฮวาชิงเหยียนก็ดังขึ้นมาจากเบื้องล่างเสียก่อน
“ข้ามีโอสถน้ำสมานแผลหนึ่งขวด ดื่มแล้วภายในครึ่งก้านธูปก็จะหายดีถึงตอนนั้นท่านจะสู้กับฮวาชิงมู่ก็ยังทัน ด้วยประสบการณ์ของท่านย่อมชนะเขาได้แน่นอน”
ฮวาชิงเหยียนล้วงขวดเคลือบเงาลายครามออกจากแขนเสื้อด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
ทว่าฮวาชิงมู่กลับทำราวกับได้ยินเื่ตลกที่สุดในใต้หล้าหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจ “ฮวาชิงเหยียนเ้าเพ้ออะไรอยู่ โอสถน้ำสมานแผลบ้าบออะไรจะทำให้หายภายในครึ่งก้านธูป? เ้าคิดว่าของเ้าคือโอสถสมานแผลชั้นยอดหรือต่อให้เป็โอสถชั้นยอดก็มิอาจทำให้คนหายได้รวดเร็วถึงเพียงนั้น ฮ่าๆๆเ้ามองฟ้าดูเถอะ เ้าพูดจาเหลวไหลจนวัวบินว่อนอยู่เต็มท้องฟ้าแล้ว!”
“ฮ่าๆๆๆ!”
“ฮวาชิงเหยียนนี่ยังกับคนไร้สติ แค่พูดโม้ยังพูดได้ขนาดนี้”
ผู้คนรอบข้างซึ่งกลั้นหัวเราะไม่ไหวต่างะเิหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นพวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าโอสถชนิดใดจะสามารถรักษาาแสาหัสให้หายดีได้ภายในครึ่งก้านธูปโดยเฉพาะกับอาการของซูชิงเฟิง ต่อให้กินโอสถสมานแผลชั้นดีก็ต้องนอนรักษาตัวอย่างน้อยครึ่งเดือนจึงจะลุกเดินได้
“ท่านพี่...อย่านะเ้าคะ...”
มู่เส่ว์เอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมแขนของฮวาชิงมู่เอ่ยเสียงอ่อนหวานดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา นางส่ายหน้าให้ซูชิงเฟิงเบาๆไม่รู้ว่ากำลังห้ามเขาไม่ให้ประลองกับฮวาชิงมู่หรือกำลังขอร้องให้ไม่หลงเชื่อคำพูดเหลวไหลของฮวาชิงเหยียน
ดวงตาแจ่มใสของฮวาชิงเหยียนเหลือบมองมู่เส่ว์เอ๋อร์อย่างเ็าเพียงแค่นั้น มู่เส่ว์เอ๋อร์ก็รู้สึกเหมือนถูกมองทะลุถึงหัวใจเผลอหดตัวกลับเข้าไปในอกของฮวาชิงมู่ทันที
ฮวาชิงเหยียนไม่แม้แต่จะหยุดชะงักแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจก่อนจะเบือนสายตาไปยังซูชิงเฟิงอีกครา เอ่ยเสียงเรียบ “จะดื่มหรือไม่”
มู่เส่ว์เอ๋อร์แอบถอนหายใจโล่งอกเมื่อครู่เพียงสบตาฮวาชิงเหยียนแวบเดียวนางก็รู้สึกเหมือนความคิดในใจถูกเปิดเผยจนหมดสิ้น
ยามซูชิงเฟิงสบตากับฮวาชิงเหยียนเขารู้สึกว่าสายตาของนางลึกเกินหยั่ง ไม่อาจเดาอารมณ์หรือความคิดใดๆ ได้เลยแต่กลับสงบนิ่งมั่นคงเสียจนทำให้คนอยากเชื่อฟัง
เขามองขวดเคลือบเงาลายครามในมือเล็กเรียวของนางดวงตาที่สิ้นหวังคล้ายมีแสงแวววาวเขายกมือซ้ายที่เจ็บหนักจนเกือบขยับไม่ได้ขึ้นมาคว้าขวดนั้นไว้แน่นสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตัดสินใจเด็ดขาด เปิดจุกขวดก่อนจะยกดื่ม
คราแรกเขานึกว่าคือโอสถเม็ดแต่พอกลืนแล้วกลับพบว่าเป็ของเหลว ไม่ทันตั้งตัวจึงสำลักออกมาเล็กน้อย
กลิ่นหอมเฉพาะของโอสถน้ำสมานแผลลอยฟุ้งไปทั่วในทันทีกลิ่นนั้นหอมอ่อนละมุน ชวนให้ร่างกายรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างน่าประหลาด