หลังจากที่ทไวซ์ตัดสินใจเลิกช่วยเหลือในการสืบคดี แม้พวกเขาจะยังช่วยเหลือการฝึกของหมอก แสงและหมอกใช้เวลาทั้งหมดอีกสองปีเพื่อเตรียมพร้อม พวกเขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้มันจะอันตรายแค่ไหน และไม่รู้ว่ามันจะต้องใช้เวลายาวนานเท่าไหร่ อีกหนึ่งเหตุผลที่พวกเขาใช้เวลาเพิ่มอีกสองปี เพราะพวกเขาไม่อยากให้หมอกต้องย้ายสถานที่เรียนใหม่ ตัวหมอกเองก็ไม่ได้อยากย้ายนัก แม้เขาอยากจะสืบคดีการตายของครอบครัวเขา แต่การต้องเปลี่ยนสถานศึกษามันค่อนข้างยุ่งยาก ไม่นับรวมถึงการเปลี่ยนสังคม หลักสูตรการสอนแต่ละที่มันก็ไม่ได้เหมือนกันขนาดนั้น บางครั้งอาจต้องเรียนตามเก็บวิชาที่ไม่ตรงกับคนอื่นอีก
ส่วนแสงก็บอกข่าวให้ชาติรู้สถานการณ์ และแสงก็ไม่อยากให้ชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ด้วยเหมือนกัน ส่วนชาติเองเขาก็ลำบากใจอยู่ไม่น้อย เขารู้ว่าคดีนี้มันอันตรายแค่ไหน แต่แสงก็เป็เพื่อนกับเขามานาน มันจึงยากที่จะทิ้งเพื่อนใน่ที่ลำบากที่สุด ใน่สองปีมานี้แม้แสงจะต้องหายตัวไปเพื่อสืบข้อมูลบางครั้งเพราะต้องพยายามเคลื่อนไหวคนเดียวให้มากที่สุด แต่เขาก็มีเวลามากขึ้นที่จะได้ฝึกสอนหมอกด้วยตัวเอง แสงบอกให้หมอกหยุดไป MMA คลับ เพราะหมอกเริ่มติดนิสัยการต่อสู้ตามกติกามาบ้าง แน่นอนว่าไม่ถึงกับติดเป็นิสัยเสียทีเดียว แต่ก็มีหลายครั้งที่หมอกไม่ได้เลือกโจมตีในจุดที่ได้เปรียบหรือจุดอันตรายของอีกฝ่ายทั้งที่มีโอกาส หมอกเองก็รู้ตัวเหมือนกัน หลายครั้งที่เขาสู้กับเ้าหมี เ้านกฮูก หรือได้สู้กับสาและรามในบางครั้ง เขารู้เลยว่าการต่อสู้แบบข้างถนนหลายครั้งมันไม่มีจังหวะให้เขาสวนกลับเหมือนการชกตามกติกา แน่นอนว่าการที่เขารู้ศิลปะป้องกันตัวมันทำให้เขาได้เปรียบมากในการต่อสู้ แต่หลังจากนี้การต่อสู้ของเขาจะลำบากมากกว่าเดิม หลายครั้งเขาอาจต้องเจอกับสถานการณ์ที่เสียเปรียบทั้งด้านจำนวนและความสามารถ นั่นจึงเป็เหตุผลว่าหมอกต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์เ่าั้ให้ได้
หมอกยังคงไปเยี่ยมร้านกาลาปากอสบ้างบางครั้ง และทไวซ์ยังสอนการล้วงกระเป๋าและการสะเดาะกุญแจอยู่ ทไวซ์มักบอกให้หมอกเตรียมอุปกรณ์เพื่อสถานการณ์ต่างๆ ไว้เสมอ อย่างมีดพับเล็กๆ หรือตะไบเหล็ก ถึงหมอกจะคิดว่ามันเกินความจำเป็ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธทไวซ์ บางครั้งเวลาที่ทไวซ์อยู่กับหมอกแค่สองคน เหมือนเขาอยากจะพูดอะไรกับหมอกแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป หมอกเองก็พอเดาได้ว่าทไวซ์ไม่สบายใจเื่อะไร แม้เขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่ หมอกเลยขอให้ทไวซ์สอนการเป็บาร์เทนเดอร์ให้ในบางครั้งที่เขารู้สึกอึดอัด และทไวซ์ก็เต็มใจที่จะสอน ส่วนสาเริ่มเรียนศึกษานอกระบบเพื่อเตรียมตัวสอบเทียบ เธอตั้งใจว่าอยากจะเรียนด้านการบริหาร บางทีเธออาจจะขอทไวซ์เปิดสาขาใหม่ให้เธอเป็คนดูแล ส่วนรามใช้เวลาว่างคอยอธิบายความรู้ทางการเงินเบื้องต้นให้ทไวซ์กับสาฟัง และบางครั้งสาก็ลากหมอกมาฟังด้วยเหมือนกัน
หลังจากที่หมอกเรียนจบ ปวช. (ปีปัจจุบัน พ.ศ. 2552) แสงก็บอกว่าพวกเขาจะต้องเข้าเมืองหลวงของประเทศ เพราะข้อมูลส่วนใหญ่และสถานการณ์ต่างๆ มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นที่นั่น หมอกสงสัยว่าทำไมถึงจะมีอะไรเกิดขึ้นที่เมืองหลวง แสงตอบกลับว่าหลังจากเกิดการรัฐปะา นายกคนก่อนต้องหลบหนีออกจากประเทศ ทำให้มีคนจำนวนหนึ่งไม่พอใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนเกิดการประท้วงที่เมืองหลวง แน่นอนว่าตอนนี้การประท้วงยังมีไม่มากนักแต่มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และทางภาครัฐที่เป็รัฐบาลตอนนี้ก็มีการจับตาดูอย่างใกล้ชิด เราจึงต้องไปสังเกตการณ์ด้วยเหมือนกัน แสงเตือนทไวซ์ด้วยว่าไม่ว่าสายข่าวจะหาข่าวอะไรให้ระวังตัวให้ดี เป็ไปได้ก็ให้ลดจำนวนสายข่าวออกจากพื้นที่เมืองหลวงเสีย หากเป็ไปได้ก็อยากให้เอาคนออกมาให้หมดจะได้ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเื่วุ่นวาย ทไวซ์พยักหน้ารับ แม้เขาจะเป็ห่วงหมอกกับแสงและอยากรู้สถานการณ์ในเมืองหลวง แต่เขาก็รู้สึกว่ามันอันตรายจริงๆ ถ้าแค่ในระดับมีปากเสียงหรือม็อบบ้างก็ดีไป แต่ถ้าคนของเขาโดนหางเลขไปยุ่งเกี่ยวกับคดีทางการเมืองมันจะยิ่งวุ่นวายซะเปล่าๆ แถมคดีทางการเมืองนั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ ถ้าอัยการปัดตกไม่ดำเนินคดีก็ดีไป แต่ถ้าโดนดำเนินคดีสถานการณ์จะยิ่งเลวร้าย หลังจากที่หมอกและแสงอธิบายสถานการณ์เสร็จพวกเขาก็เตรียมตัวเข้าเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ใจกลางของความโกลาหล
มุมมองนักเขียน
ขอเริ่มต้นบทใหม่ด้วยสถานการณ์การเมืองที่เริ่มตึงเครียดขึ้นนะครับ แน่นอนว่าหากทุกคนรู้เื่ประวัติศาสตร์ทางการเมืองก็จะรู้ว่าเราอาจต้องเดินทางไปสู่เื่ราวที่เป็จุดละเอียดอ่อนทางประวัติศาสตร์ แต่ผมคงต้องบอกว่ามันไม่สามารถเขียนนิยายเื่นี้โดยไม่ผ่านเส้นประวัติศาสตร์นี้ได้ แม้มันเป็เพียงฉากหลังทางประวัติศาสตร์ แต่การเดินทางของแสงและหมอกจะไม่มีความหมายเลยถ้าเราไม่ผ่านเส้นทางนี้ อย่างไรก็ตาม นี่เป็เพียงนิยายและขอให้ผู้อ่านทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ