จอมโจรวังบุปผา

    ตอนที่32 หนี้เลือด

    ตอนที่32หนี้เลือด

     

                หลังจากคุยกับว่านเฟยเสร็จรุ่งเช้ามู่หยางก็ส่งคนออกค้นหาโจรสวมรอยคนนั้นโดยเน้นที่ลำธารที่เขาใช้หลบหนีเมื่อครั้งก่อน ตามหากันนานถึงสองวัน...ก็พบร่างไร้วิญญาณลอยอยู่กลางน้ำโชคดีที่มีกิ่งไม้ขวางไว้ ศพเขาจึงไม่ไหลไปสู่แม่น้ำใหญ่มู่หยางสั่งให้เจ้าหน้าที่นำร่างนั้นขึ้นมาแต่ทว่า....ใบหน้านั้นกลับถูกมีดกรีดจนไม่เหลือสิ่งให้จดจำได้มู่หยางรีบถกแขนเสื้อร่างไร้วิญญาณนั้นดู ก็พบว่ามีรอยฟันที่แขน

    “ไม่ผิดแน่...คนผู้นี้คือโจรสวมรอย”

    แต่ทว่า....อาจไม่มีประโยชน์แล้วที่จะใช้เขาเป็นหลักฐาน มู่หยางได้แต่ถอนหายใจ

    “ท่านจะทำอย่างไรต่อจากนี้....ใต้เท้าลู่”

    ...............................................................

            หลังจากเรื่องวันนั้นทำให้ว่านเฟยถูกพักงานและนำตัวไปคุมขัง วังบุปผาก็กลับมาเปิดอีกครั้ง แม้เสียงดนตรีจะยังดัง โคมแดงยังส่องสว่าง และแขกยังคงเดินเข้าออกเช่นเดิม แต่สำหรับ
    จูอัน...
    ทุกอย่างกลับเงียบงันกว่าที่เคย นางนั่งอยู่ใต้ต้นเหมยเพียงลำพัง ปลายนิ้วลูบกลีบดอกไม้ที่ร่วงลงบนฝ่ามือ ภาพของว่านเฟยในวันที่ถูกทหารพาตัวไป ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

            เขาถูกขังเพราะปกป้องนางอีกครั้งที่ความรู้สึกผิดวนกลับไปกลับมาซ้ำซากหลายครั้ง ทุกครั้งที่นางคิดจะแก้ไขแต่สุดท้ายเรื่องก็บานปลายขึ้นตลอด ทั้งเรื่องของแม่ที่ล้มลงต่อหน้าคำขู่ของคนจากจวนหัวหน้าคลัง การถูกใส่ร้าย รวมถึงทุกสิ่งที่ใต้เท้าโจวทำเพื่อปกปิดความผิดของตน ล้วนสะสมอยู่ในใจ ราวกับเปลวไฟที่ถูกกดทับมานาน จนพร้อมจะลุกโชนขึ้นทุกเมื่อ

            กระทั่งคืนหนึ่ง...เสียงฝีเท้าเร็วและหนักก็วิ่งเข้ามาที่ครัวจูอันและคนในนั้นต่างหันไปมองด้วยความสงสัยประตูเปิดออกพร้อมกับคำพูดที่ทำให้ทุกคนตกใจ

    "ใต้เท้าโจว......มาที่วังบุปผาอีกแล้ว"

    มือของนางหยุดนิ่งสาวใช้อีกคนทำฝาหม้อหล่น ส่วนคนครัวก็ลมแทบใส่เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่า....ชายคนนี้...มาเพื่ออะไร

    "จูอัน....เขาบอกว่า...ต้องการให้เจ้าไปปรนนิบัติตามสัญญาครั้งก่อน"

    จูอันนิ่งแววตาคมราวกับมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือน

    "เขาอยู่ที่ใด"

    "ห้องรับรองด้านใน"

     

                จูอันมาถึงภายในไม่กี่อึดใจหลังจากนั้นในห้องรับรอง ใต้เท้าโจวนั่งอยู่ข้างโต๊ะมีขวดเหล้าหลายใบวางกระจัดกระจายอยู่ เมื่อประตูเปิดออกเขาก็เงยหน้าขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่น่าเกลียดนั่น

    "ในที่สุดก็มาสักที...ขอรอเจ้าอยู่นานแล้วนะ....จูอัน"

    จูอันโค้งกายลงเล็กน้อย

    "ใต้เท้าเรียกหา...มีอะไรงั้นหรือเจ้าค่ะ"

    ชายร่างใหญ่มองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าพร้อมกับแสยะยิ้มออกมา

    "คืนนี้...ข้าไม่อยากเพียงดื่มสุรา"

    จูอันนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มออกมาอย่างใจเย็น

    “ย่อมได้อยู่แล้วเจ้าค่ะ....ข้ายินดีทำตามที่ใต้เท้าต้องการ”

    คำตอบนั้นทำให้ใต้เท้าโจวพอใจ เขาหัวเราะ ก่อนยื่นมือไปจับมือนาง

    "มานั่งใกล้ๆ ข้าสิ"

    จูอันเดินเข้าไป นั่งลงข้างเขาและรินเหล้าใส่จอกให้เขาเอื้อมมือมาจับต้นขานางและลูบไปมา จูอันแสร้งทำเป็นเขินอายเมื่อถูกชายสัมผัส จากนั้นเขาก็ดึงนางเข้าไปหวังจะหอมแก้มขาวนวลนั้นแต่นางแกล้งเอามือขึ้นแตะริมฝีปากเขาไว้และเหลือบมองเหล่าคนรับใช้ที่ยืนดูอยู่

    “แม้ข้าจะเป็นแค่สาวรับใช้....แต่ข้าก็มียางอายอยู่นะเจ้าค่ะ..จะทำเช่นนั้นต่อหน้าคนมากมายได้อย่างไร”

    ใต้เท้าโจวยิ้มตาที่แดงก่ำเพราะฤทธิ์เหล้า ผสมกับความต้องการหญิงสาว ทำให้เขาไม่ได้เอะใจ

    “พวกเจ้าออกไปให้หมด”

    เขาสั่งให้พวกทหารและบ่าวรับใช้ที่คอยติดตามออกไปอยู่ด้านนอก จูอันลุกขึ้นเดินไปปิดประตู ก่อนลงกลอนอย่างแน่นหนา

    "ดี.....ข้าชอบหญิงที่รู้หน้าที่"

    จูอันหันกลับมา นางเดินเข้าหาเขาช้าๆ ก่อนจะนั่งลงข้างๆเมื่อใต้เท้าโจวได้อยู่กับจูอันสองต่อสอง เขาก็เริ่มลวนลามนางทันทีเขาเอื้อมมือไปจับหน้าอกของนางและบีบมันเหมือนชายแก่ตัณหากลับ ภาพของแม่เริ่มปรากฏขึ้นในความทรงจำ ภาพว่านเฟยถูกนำตัวไป ภาพตนเองถูกใส่ร้าย ทุกอย่างไหลเข้ามาในหัวไม่หยุด
    จูอันได้แต่นั่งนิ่งไม่พูดหรือปฏิเสธที่โดนกระทำ

            กระทั่ง....ใต้เท้าโจวหยุดมือจูอันมองไปที่เขา รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้าครู่หนึ่ง ก่อนมันจะค่อยๆ จางหาย เมื่อเขาดึงมือกลับ

    “เจ้า.......นิเจ้า....เป็นอะไร"

    เขาลุกขึ้นและกระชากเสื้อนางออกทันทีจูอันนั่งนิ่งไม่ตอบโต้ เสื้อถูกเปิดออกจนเห็นด้านในผลส้มที่ถูกผ้าพันไว้หลายรอบหลุดออกมา จูอันมองเขานิ่ง

    “เจ้า......หรือว่าเจ้า....”

    ใต้เท้าโจวยังคงตกใจกับสิ่งที่เห็นจนไม่ทันระวังตัว จูอันจึงหยิบมีดสั้นที่พกไว้ขึ้นมาบาดคอเขาจนเลือดกระเซ็นแววตาที่มองชายที่แสนจะแค้นกำลังนอนดิ้นอยู่บนพื้นตรงหน้ามันช่างเย็นชาราวกับน้ำแข็ง

    “ใช่แล้ว....ข้าคือคนที่เจ้าตามหามาตลอดยังไงล่ะ....จูจื้ออัน”

    ใต้เท้าโจวดิ้นทุรนทุรายแม้จะแผดเสียงออกมาก็ทำไม่ได้ มีดนั้นบาดลึกจนถึงเส้นเลือดใหญ่และหลอดลมจนขาดไม่นานหลังจากนั้นเขาก็สิ้นใจ ทุกอย่างเงียบลง ภายในห้องเหลือเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นไหวของจูอัน

                ทั้งที่เพิ่งจะฆ่าคนตายแต่จูอันกลับนิ่งเสียจนน่ากลัว นางเช็ดเลือดตามตัวก่อนถอดเสื้อนอกของใต้เท้าโจวและตนเองออก เปิดเสื้อออกโชว์ไหล่เล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูออกไปด้านหน้า

    "นายท่าน....คืนนี้ใต้เท้าโจวจะค้างกับข้าที่นี่ใต้เท้าให้ข้าออกมาบอก"

    จูอันแสร้งทำเป็นเขินอายเล็กน้อยพวกทหารที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าไม่กล้ามองตรงเพราะนางไม่ได้ใส่เสื้อนอก พวกเขาพยายามเหลือบเข้าไปมองด้านในแต่จูอันกลับเอาตัวบังไว้ พวกเขามองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กัน

    “ถ้าเช่นนั้นเรียนใต้เท้าว่าพวกข้าจะมารับในตอนเช้า”

    จูอันยิ้ม..หลบตาเล็กน้อย ก่อนปิดประตู

    ............................................    

            เสียงนกร้องในยามเช้าฟังแล้วช่างไพเราะยิ่งนัก ว่านเฟยนั่งพิงกำแพงห้องคุมเหม่อลอยออกไปด้านนอก ตลอดทั้งคืนเขาแทบไม่ได้นอน ความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับคดีของใต้เท้าโจว กับจูอัน...เขากลัวว่านางจะทำเรื่องเสี่ยงลงไปจนทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตรายขณะที่กำลังกระวนกระวายอยู่ เสียงไขกุญแจก็ดังขึ้น

    แกร๊ก....

    ผู้คุมเดินเข้ามา ก่อนปลดกลอนเหล็ก

    "ใต้เท้าลู่....."

    ว่านเฟยเงยหน้า

    "มีอะไรงั้นหรือ...."

    "ท่านโหวซ่านเต๋อมีคำสั่งให้ปล่อยตัวท่านทันที"

    ว่านเฟยมองผู้คุมอย่างไม่เข้าใจ เหตุใดเขาจึงถูกปล่อยตัวในเวลาเพียงคืนเดียวว่านเฟยลุกขึ้น เดินออกจากห้องคุม แต่เมื่อมาถึงด้านนอก ก็พบมู่หยางยืนรออยู่ สีหน้าของอีกฝ่ายเคร่งเครียดผิดปกติ

    "มู่หยาง.......เกิดอะไรขึ้น"

    มู่หยางยืนเงียบก่อนจะหยิบดาบและเดินออกไป

    "ข้าจะอธิบายให้ฟังระหว่างทาง...รีบเข้าเถอะ"

    “จะไปที่ใดกัน?”

    ว่านเฟยยังคงสงสัยแต่ในใจกลับนึกกลัวคำตอบที่จะได้ยิน

    “เราจะไปที่วังบุปผา”