จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 110 ทุบตีจนหน้าบวมเป็นสุกร

                หลังจากสนทนากันไม่นานทุกคนก็เก็บข้าวของเรียบร้อยและกำลังเตรียมอาชากับรถม้าเพื่อเดินทางไปยังเมืองกู่ยี่

                บุรุษที่นำหน้าขบวนนามว่าจางเยว่หานกลางขบวนเป็นหวงว่านโดยมีไป๋หยุนเฟยเดินแช่มช้าอยู่ท้ายขบวนตามที่มันต้องการ

                ไป๋หยุนเฟยมีโอกาสได้สนทนากับถังซินหยุนบ่อยครั้งขณะที่เทียนหมิงมักจะพูดแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มโดยที่ป้าจ้าวจะคอยเดินแทรกตรงกลางระหว่างไป๋หยุนเฟยและถังซินหยุนราวกับจะป้องกันคุณหนูของตนจากไป๋หยุนเฟย

                จากที่ได้สนทนากันไป๋หยุนเฟยจึงทราบว่าป้าจ้าวมีนามว่า จ้าวม่านฉาเป็นบ่าวรับใช้ของมารดาถังซินหยุน จ้าวม่านฉายังเป็นพี่เลี้ยงของถังซินหยุนดังนั้นยามที่นางเดินทางออกจากบ้าน มารดาถังซินหยุนจึงให้ป้าจ้าวคอยติดตามคุ้มครองบ้านเกิดของนางอยู่มณฑลส่านหลินทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเป่ยเหยียนแต่อยู่ที่ใดไม่ได้บอก ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้ละลาบละล้วงถาม

                แต่กระนั้นแม้แต่ภูตวิญญาณอย่างป้าจ้าวยังเป็นเพียงบ่าวไพร่ อย่างน้อยไป๋หยุนเฟยก็พอจะเดาได้ว่าตระกูลของพวกนางต้องยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดาจากที่สังเกตดูไป๋หยุนเฟยก็พบว่าทุกคราที่ถังซินหยุนเอ่ยถือมารดาจะปรากฏร่องรอยความโศกเศร้าราวกับที่ซึ่งนางเรียกว่า‘บ้าน’ไม่ได้เป็นสถานที่ซึ่งสร้างความรักผูกพันธ์ต่อแม่ลูกทั้งสอง...

                หลังจาก‘เปิดเผย’ตัวตน เทียนหมิงก็ไม่คิดจะปิดบังอีก มันพรั่งพรูบอกเล่าชีวิตในเมืองกู่ยี่บอกว่าเบื่อหน่ายแทบตายเพียงใดอยู่ยามอยู่บ้าน และความเอาแต่ใจของเหล่าผู้เยาว์จากตระกูลใหญ่ทำให้มันรังเกียจต่อความเย่อหยิ่งต่อคนเหล่านี้เพียงใดคล้ายกับว่าไม่เคยมีใครคอยรับฟังมันเช่นนี้มาก่อนเทียนหมิงจึงบอกเล่าเรื่องราวออกมามากมาย ถึงกับพูด’ความลับ’บางอย่างที่ไม่สมควรบอกกล่าวออกมา อย่างเช่น    เรื่องของคนอ้วนฉุราวสุกรป่วยจากตระกูลหลิวคนผู้นั้นมักจะชอบวางท่าว่าตนเองหล่อเหลาและเทียนหมิงคิดเพียงอยากทุบตีคนอ้วนผู้นี้มาตลอดกระนั้นคนอ้วนนี้กลับมีน้องสาวที่น่ารักดวงตาใสกระจ่างฉลาดเฉลียว  

                ไป๋หยุนเฟยรับฟังจนหน้าแดงฉานเห็นได้ชัดว่าเทียนหมิงถูกกักอยู่ในบ้านนานเกินไป จึงดูเบิกบานอย่างยิ่งที่ได้‘หลบหนี’ออกมาทั้งยังเอ่ยถึงเรื่องที่ทำให้มันเศร้าเสียใจอยู่ตลอดเวลาแน่นอนว่านี่คงเป็นเพราะไป๋หยุนเฟยและถังซินหยุนไม่ได้ทำให้เทียนหมิงรู้สึกว่า‘คิดร้ายต่อมัน’มันจึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องกลั่นกรองสิ่งที่ออกจากปาก แม้จะปากมากเพียงใดแต่เมื่อใดที่เกี่ยวข้องกับความลับของตระกูล เย่เทียนหมิงก็รู้ขอบเขตที่สมควรและรู้จักหยุดเมื่อเริ่มรุกล้ำเรื่องส่วนตัวผู้อื่น

                เดินทางอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินขบวนสินค้าก็พบที่โล่งเหมาะแก่การตั้งค่ายพักแรม จากที่หวงว่านบอกพวกมันเพิ่งมาได้ครึ่งทางจากเมืองเหยียนหลินไปยังเมืองกู่ยี่อีกสามวันให้หลังจึงจะไปถึงจุดหมาย

                ในระหว่างวันขบวนของพวกมันได้พบกับกลุ่มคนมากหลาย บ้างก็แยกออกไปจากเส้นทางหลักบ้างก็เร่งรีบเดินทางเพื่อไปหาที่พัก

                เมื่อเห็นทุกคนกำลังวุ่นวายกับหน้าที่ของตนและตนก็ไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้ไป๋หยุนเฟยก็ครุ่นคิดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกดินกระทั่งดึกดื่นมันใคร่ครวญหาว่ามีอะไรที่พอจะมีส่วนช่วยต่อคณะเดินทางได้บ้าง ในที่สุดก็นึกออกว่ามันสามารถออกไปสำรวจรอบค่ายพักเพื่อล่าสัตว์มาให้ทุกคนรับประทานได้

                ขณะเดินออกห่างจากค่ายพักราวสองลี้ไป๋หยุนเฟยหวังว่าจะพบกระต่ายป่า ไก่ป่าหรือสัตว์ที่พอจะเป็นอาหารได้แต่ไฉนออกค้นหาในระยะเพียงสองลี้ ไม่ยอมออกไปไกลกว่านี้? เหลวไหลไร้สาระ! หากว่ามันหลงทางเข้า ผู้อื่นคงต้องออกตามหาแล้วจะให้มันเอาหน้าไปไว้ที่ใดเล่า!?

                “กะไก่ป่าที่อวบอ้วนนัก! ทั้งยังมีถึงสามตัว! ฮ่า ฮ่า คืนนี้ได้อิ่มท้องกันแล้ว!”ไป๋หยุนเฟยตาเป็นประกายยามสำรวจพบไก่ป่าสามตัวอยู่ในพุ่มไม้เบื้องหน้าเพียงสะบัดมือ มีดสั้นสามเล่มก็พุ่งวาบออกไป...

                หลังจากผูกขาไก่ป่าที่เพิ่งถูกฆ่าทั้งสามตัวรวมกันด้วยเถาวัลย์ที่พบอยู่ไม่ไกลไป๋หยุนเฟยก็หาทางออกจากป่า ขณะหาทางกลับมันก็นึกกระหยิ่มในใจ

                กระทั่งมันออกมาถึงเส้นทางหลักจึงพบว่ามันออกห่างจากกลุ่มมาเกินสองลี้แล้วไป๋หยุนเฟยหลั่งเหงื่อโซมกายด้วยความอับอายพลางเหลียวมองรอบกายเพื่อหาทางกลับทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกจากด้านหลังจนมันสะดุ้ง

                “เอ๊ะ?ไป๋หยุนเฟย เป็นเจ้าจริงๆ!?”

                สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความแตกตื่นสะท้านขวัญแก่ไป๋หยุนเฟยหากภูตวิญญาณเช่นมันยังไม่อาจตรวจพบผู้ที่เข้ามาใกล้ ไป๋หยุนเฟยก็ได้แต่ขวัญผวาจินตนาการว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาร้ายหรือไม่...

                ไป๋หยุนเฟยเดินต่อไปหลายวาโดยไม่หันกลับมามองจากนั้นรีบพลิกกายกลับไปพร้อมกับวาดมือขวาเตรียมจะซัดมีดสั้นออกไป แต่แล้วมันก็ตระหนักได้ว่าแทนที่จะเป็นมีดสั้นในมือกลับกลายเป็นที่ไก่ป่าเพิ่งล่ามาได้ทั้งสามตัวไป๋หยุนเฟยรีบสะบัดมือเรียกมีดสั้นสองเล่มจากแหวนช่องมิติมาไว้ในมือซ้ายมันใช้สายตาตื่นตัวมองไปยังผู้ที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับเตรียมซัดมีดสั้นในมือ

                เห็นชายหนุ่มจมูกใหญ่นัยน์ตาเล็กยืนอยู่ที่ห่างไปหลายวาอีกฝ่ายมองมาด้วยสีหน้าประหลาดพิกลแต่ก็พอจะมองออกว่าเป็นความยินดี

                “เจ้าเป็นใคร?”ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วพลางสำรวจอีกฝ่ายด้วยสัมผัสวิญญาณชายหนุ่มตรงหน้าคล้ายจะเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีอันใดพิเศษแต่กระนั้นเรื่องที่สามารถเข้าใกล้โดยที่ไป๋หยุนเฟยไม่รู้สึกตัวให้ความรู้สึกที่น่าประหลาด--- ความรู้สึกเช่นนี้ช่างคุ้นเคยนัก...

                “วิเศษมาก--- เจ้ายังไม่ตาย! ได้ยินว่ามีเรื่องวุ่นวายที่นอกกำแพงเมืองเมื่อหลายคืนก่อนข้าก็คาดว่าเจ้าไปที่นั่นและถูกฆ่าตายไปแล้ว!”ชายหนุ่มตรงหน้าถอนหายใจอย่างลิงโลด

                “จิ้งหมิงเฟิง!” ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วขึ้นยามที่ตระหนักได้ว่าที่แท้คนผู้นี้คือจิ้งหมิงเฟิงมีเพียงจิ้งหมิงเฟิงเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตนได้เช่นนี้

                จิ้งหมิงเฟิงกระพริบตาฉีกยิ้มกว้าง“ไม่ใช่ข้าจะเป็นผู้ใด? ฮ่า ฮ่า ไป๋หยุนเฟย ได้ทราบว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่นับเป็นข่าวดียิ่งนัก! หากเจ้าต้องตายไปข้าคงละอายใจไปตลอดชีวิต”

                แต่ยามกล่าววาจารอยยิ้มมันกลับไม่มีวี่แววละอายใจแม้แต่น้อยจิ้งหมิงเฟิงราวกับยึดถือไป๋หยุนเฟยเป็นสหายเก่า เดินเข้าหาพร้อมกับอ้าแขนเตรียมจะสวมกอดไป๋หยุนเฟย

                จิ้งหมิงเฟิงปราศจากเจตนาร้ายแม้แต่น้อยเห็นไป๋หยุนเฟยปลอดภัยดีมันก็คลายใจลง ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความยินดีอย่างเปี่ยมล้น

                ไป๋หยุนเฟยรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านหลังจากวางไก่ป่าลงบนพื้นมันก็อ้าแขนทั้งสองข้างโถมเข้าหาจิ้งหมิงเฟิง

                รอยยิ้มจิ้งหมิงเฟิงเบิกกว้างขึ้นมันเร่งฝีเท้าพร้อมกับส่งยิ้มอย่างปลาบปลื้ม “วิเศษจริงๆ ที่ได้พบเจ้...”

                “เจ้าสารเลว! ข้าต้องจับตัวเจ้าเพื่อล้างมลทินให้ตัวเองให้ได้!” พริบตาที่ทั้งคู่เข้าใกล้กันมือไป๋หยุนเฟยก็คว้าจับลำคอจิ้งหมิงเฟิงเอาไว้พร้อมกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเดือดดาล

                “ข้า...ข้า... ข้าอธิบายได้! ให้ข้า...ให้ข้าได้ขออภัยต่อเจ้าได้หรือไม่? ฮ่า ฮ่า...”จิ้งหมิงเฟิงหน้าแดงฉานขณะพยายามสูดสายใจ

                “ยังคิดจะขออภัยอีกหรือ! ข้าแทบถูกฆ่าตายเพราะเจ้า มิหนำซ้ำยามนี้ก็ยังคงถูกเรียกเป็น‘คนวิปริตต่ำช้า’เพราะเจ้า!มารดาเจ้าเถอะ!เจ้าทราบหรือไม่ว่าวันนั้นมีคนเท่าใดเห็นข้าที่นั่น!?ชื่อเสียงของข้า! เพราะอะไร!?เจ้าสารเลว!”ไป๋หยุนเฟยจับคอจิ้งหมิงเฟิงเขย่าก่อนจะเหวี่ยงโดยแรงออกไปร่วมห้าวา

                จิ้งหมิงเฟิงลอยฝ่าอากาศออกไปก่อนจะร่วงลงพื้นแต่ไม่ทันถึงพื้นไป๋หยุนเฟยก็ตามไปถึงข้างกายเตรียมจะกระทืบซ้ำให้ตาย

                “ช้าก่อน!ให้ข้าได้อธิบายก่อน! ข้าขออภัย!ข้าบอกว่า...”

                “ขออภัยมารดาเจ้า!ข้าถูกก่นด่าสาปแช่ง ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปล่วงเกินอะไรเจ้า!ข้าสาบานว่าหากได้พบเจ้าอีกจะทุบตีจนมารดาจำเจ้าไม่ได้!ขออภัย? รอให้ข้าทุบตีเจ้าเสร็จก่อนเถอะ!”ไป๋หยุนเฟยคำรามด้วยความเดือดดาล

                เสียงทุบตีผสานกับเสียงร้องโหยหวนดังไกลออกไปจนถังซินหยุนและพวกรู้สึกตัว

                ผ่านไปครู่ใหญ่เสียงร้องโหยหวนค่อยแผ่วลงราวกับเจ้าของเสียงเริ่มอ่อนล้าแม้แต่เสียงทุบตีก็เงียบหายไป…

                “นายท่านไป๋เกิดอะไร...”

                เสียงอุทานดังขึ้นเรียกไป๋หยุนเฟยให้เงยหน้ามอง เบื้องหน้ามันเป็นถังซินหยุน จ้าวม่านฉาเทียนหมิงและกระทั่งหวงว่านก็มาทั้งหมดล้วนตะลึงงันเหม่อมองมาที่มันจากนั้นค่อยมองไปยังสิ่งที่คล้ายว่าจะเป็น...มนุษย์?

                “แม่นางถังป้าจ้าว พวกท่านมาพอดี ข้ามีหลักฐานล้างมลทินตัวเองแล้ว!”ไป๋หยุนเฟยยกร่างจิ้งหมิงเฟิงขึ้นพร้อมกับกล่าวต่อสตรีทั้งสอง“นี่คือผู้ที่ปลอมตัวเป็นข้าและสร้างความลำบากแก่พวกท่านวันนั้น! มันคือ’คนวิปริตต่ำช้า’นั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้า!”

                “เอ๊ะ?ท่านบอกว่าคนผู้นี้ปลอมตัวเป็นท่าน?”

                ถังซินหยุนสำรวจดูจิ้งหมิงเฟิงใบหน้ามันถูกทุบตีจนคล้ายจะเป็นสุกรมากกว่าผู้คนคิ้วนางขมวดเข้าหากันราวกับไม่แน่ใจกับคำถามเมื่อครู่