บทที่ 21 ลงเรือลำเดียวกัน
ทั้งสองคนหิ้วของพะรุงพะรัง แต่นางหวังยัง้าเดินเท้ากลับบ้าน โชคดีที่เหยียนซีคัดค้านได้ทัน เด็กหญิงพุ่งไปที่ประตูทางเข้าเมืองเพื่อหาเกวียนเทียมวัว และใช้เงินสองอีแปะจ้างเกวียนไปส่งที่หมู่บ้านหยางซาน
ตอนเช้า พวกนางออกจากบ้านพร้อมความกังวล แต่ขากลับทั้งคู่อารมณ์ดีมาก ๆ
เมื่อทั้งสองเข้าไปในบ้านก็พบว่าหลิวเหิงกำลังอ่านตำราอยู่ในลานบ้าน เมื่อเห็นทั้งสองคนกลับมา เขาก็รีบวางตำราลงและลุกขึ้นต้อนรับ
เมื่อเห็นบุ้งกี๋ทั้งสองใบที่นางหวังถืออยู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม "ยินดีด้วยนะซีเอ๋อร์ ดูเหมือนว่าวันนี้กิจการจะไปเป็ได้ดี"
“เอ้อร์หลาง วันนี้ซีเอ๋อร์ได้ยินจากนายหญิงผู้เฒ่าของครอบครัวขุนนางว่าปีนี้การสอบฝู่ซื่อจะจัดขึ้นในเดือนห้า” ทันทีที่นางหวังวางของในมือลง นางก็รีบแจ้งข่าว
“วันนี้พี่จิ้นเป่าก็กลับบ้านเช่นกัน และได้นำข่าวจากอาจารย์เผยมาส่ง เขายังบอกด้วยว่าการสอบฝู่ซื่อจะจัดขึ้นในเดือนห้า ขอให้ข้ากลับไปทบทวนตำราโดยเร็วที่สุด"
หลิวจิ้นเป่าผู้นี้ มีศักดิ์เป็หลายชายคนรองของท่านปู่สาม ปัจจุบันฝึกงานอยู่ในตัวอำเภอ
“แล้วเ้าจะกลับสำนักศึกษาพรุ่งนี้เลยหรือไม่?”
หลิวเหิงบังเกิดความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านแม่ ข้าอาจจะรอไปถึงปีหน้า เช่นนั้นจะได้มีเวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้นด้วย”
“คราวนี้ข้าไม่สอบแล้ว หมายความว่าปีหน้าต้องเริ่มสอบเซี่ยนซื่อ[1]ใหม่..." สิ่งสำคัญคืออาจารย์เผยกล่าวว่าหากหลิวเหิงมีความรู้แน่นพอ ก็จะทำให้มีโอกาสสอบผ่านมากขึ้น
"พี่เอ้อร์หลางไม่ต้องกังวล บ้านเรามีเงินแล้วนะ" เหยียนซีวางถุงผ้าไว้บนโต๊ะแปดเซียน แล้วหยิบถุงเงินที่มีเงินรางวัลออกมา เด็กหญิงเปิดปากถุงแล้วเทมันออกมา ก็พบว่ามีก้อนเงินหักสองชิ้น ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับนายหญิงผู้เฒ่าท่านนั้น
นางหวังหยิบมันขึ้นมาดูแล้วพูดว่า "นี่มีค่าเท่ากับสามตำลึงเงินเชียวนะ"
หากนับรวมกับเงินที่ใช้ซื้อของแล้ว ก็หมายความว่าการเดินทางครั้งนี้เหยียนซีทำเงินได้ถึงสิบสองตำลึง
นางหวังมีความคิดที่เรียบง่าย "ซีเอ๋อร์ เ้าช่าง...น่าทึ่งเสียจริง...ข้าเกรงว่าเงินจำนวนมากมายเช่นนี้ แม้เป็ผู้ชายคนหนึ่งในหมู่บ้าน ต่อให้ทำงานตลอดทั้งปีก็หาไม่ได้"
เหยียนซีผลักเงินนั้นไปไว้เบื้องหน้านางหวัง “ท่านป้า เงินจำนวนนี้เพียงพอให้พี่เอ้อร์หลางใช้สอบฝู่ซื่อหรือไม่?”
"พอสิ เกินพอเสียด้วยซ้ำ แต่เราจะใช้เงินที่เ้าหามาได้อย่างไร..."
“ท่านบอกว่าจะปฏิบัติต่อขาเหมือนลูกสาวไม่ใช่หรือ? ถ้าเป็เช่นนั้นแล้วเหตุใดไม่ใช้เงินที่ข้าหามาได้เล่า?” จากนั้นเด็กหญิงก็หยุดไตร่ตรองครู่หนึ่ง แล้วแบ่งเงินออกเป็สองกอง “ท่านป้า เก็บเงินหนึ่งก้วน[2]นี้ไว้เป็ทุนกันเถิด ส่วนเงินสามร้อยอีแปะที่ยืมมาจากบ้านอาสะใภ้สาม เราจ่ายคืนก่อนดีหรือไม่?"
หลังจากเหตุการณ์ของย่าสะใภ้สาม เธอก็นึกหวาดกลัวในใจ เพราะต่อให้จะมีหรือไม่มีสัญญาค้าขายทาส ทว่าเด็กหญิงกำพร้าก็มักจะถูกรังแกได้ทุกเมื่อ
บัดนี้ เธอกับสองแม่ลูกตระกูลหลิวได้ลงเรือลำเดียวกันแล้ว
หากว่าท่านปู่สามจะมาขัดขวาง บางทีเขาอาจจะต้องหาเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอ และควรจะเห็นแก่หน้าของหลิวเหิงที่สุด เพราะถึงอย่างไรปัญญาชนก็สำคัญเสมอ
หากไม่มีร่มไม้ใหญ่ หาเงินได้เท่าไรก็ไร้ความหมาย
ถ้าหลิวเหิงสามารถได้ตำแหน่งซิ่วไฉมาครอง จากนั้นได้เป็จู่เหริน[3]หรือแม้แต่จิ้นซื่อ[4] หากให้ความเมตตาต่อเขาในวันนี้ แล้ววันข้างหน้าเขาจะเลี้ยงดูแน่นอน
นางหวังยัง้าปฏิเสธ นางยิ้มและพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นเ้าก็ให้ข้ากับพี่เอ้อร์หลางยืมดีหรือไม่” พูดแล้วก็หันไปมองหลิวเหิงอย่างภูมิใจ “พี่เอ้อร์หลางของเ้าจะสอบผ่านแน่นอน ในขั้นแรกเขาจะเป็ซิ่วไฉได้ จากนั้นก็ได้เป็จู่เหริน และมั่นใจได้ว่าเขาจะได้เป็จิ้นซื่อด้วย”
หลิวเหิงมองไปที่ความปรารถนาเป็ลำดับขั้นของนาง "ยามท่านพูดเช่นนั้น ดูมีความมั่นใจมากกว่าข้าเสียอีก”
หลังจากนั้นนางหวังก็ไปที่บ้านของปู่สามเพื่อใช้หนี้ พร้อมกับสอบถามหลิวจิ้นเป่าว่าหากเขากลับไปที่ตัวอำเภอ ก็ให้เรียกหลิวเหิงร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อจะได้มีคนดูแลบุตรชายระหว่างทาง
ด้านเหยียนซีรออยู่ที่บ้านเพื่อเตรียมมื้อกลางวัน
เนื่องด้วยวันนี้ซื้อของมาเยอะมาก หญิงสาวจึงตัดสินใจทำอาหารที่จะกลายเป็มื้อดี ๆ อีกหนึ่งมื้อ
เธอเดินไปที่แปลงผักและเก็บปวยเล้งกับขึ้นฉ่ายมาอย่างละหนึ่งกำมือ
แน่นอนว่าหมูสามชั้นไม่ควรทำให้เสียของ เธอทำความสะอาดกระทะใบใหญ่ ล้างหมูสามชั้นแล้วทำให้สะเด็ดน้ำ จัดการหั่นเป็ชิ้นบาง ๆ เมื่อโยนใส่กระทะแล้วผัดช้า ๆ ก็จะได้น้ำมันหมูออกมาด้วย
เธอดึงฟืนสองท่อนออกจากเตา เพื่อให้กองไฟอ่อนลงแล้วทิ้งให้หมูสุกช้า ๆ ถ้าหั่นหมูสามชั้นเป็ชิ้นเล็ก ๆ แล้วสุดท้ายจะได้เป็กากหมู ทั้งยังจะมีน้ำมันหมูหม้อเล็กไว้ใช้อีกด้วย
ในยุคนี้ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะทำอาหารจานตุ๋นเป็หลัก มีไม่กี่คราที่จะประกอบอาหารจานผัดโดยการสกัดน้ำมันจากเมล็ดผักกาดก้านขาวที่ปลูกเอง หรือสกัดน้ำมันจากเมล็ดชา
ทว่าตอนนี้ตระกูลหลิวไม่มีเมล็ดพืชทั้งสองชนิด เหยียนซีจึงหาโถดินเผามาทำความสะอาด แล้วตักน้ำมันหมูจากกระทะใส่ลงไปเพื่อเก็บรักษา หมูสามชั้นหนึ่งชิ้นใหญ่สามารถสกัดน้ำมันได้หนึ่งโถ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ประกอบอาหารที่จำเป็ได้อีกหลายเดือน
โดยปกติแล้วกากมันหมูจากหมูสามชั้นย่อมไม่ควรปล่อยให้สูญเปล่า เมื่อเทใส่ชามแล้วได้ปริมาณเกินครึ่งชามใบใหญ่เลยทีเดียว เด็กหญิงผึ่งให้เย็นแล้วค่อยโรยเกลือหนึ่งช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากันก็จะได้อาหารขึ้นโต๊ะหนึ่งอย่าง
เด็กหญิงหันไปล้างขึ้นฉ่าย จัดการเด็ดใบสวยและวางพักไว้ ส่วนต้นขึ้นฉ่ายก็หั่นเป็ท่อน ๆ
ไม่จำเป็ต้องเติมน้ำมันลงในกระทะอีกต่อไป เพราะแค่ใช้น้ำมันก้นกระทะที่ติดอยู่ก็ได้แล้ว หญิงสาวตีไข่สองฟองแล้วเทลงในกระทะ คน ๆ ตี ๆ ให้แตกเป็ก้อนแล้วโยนขึ้นฉ่ายลงไปผัดด้วย ไม่นานก็ได้ไข่ผัดขึ้นฉ่ายอีกหนึ่งจาน
ปวยเล้งเดือนสี่ยังอ่อนนัก เหยียนซีแค่ต้มน้ำ ใส่ปวยเล้งลงไปลวกจนสุก นำออกมาล้างในน้ำเย็น จากนั้นเอามาหั่น เติมน้ำซอสถั่วเหลือง น้ำส้มสายชูหมักและน้ำตาล เธอยังตักกากหมูหนึ่งช้อนเต็ม ๆ มาบดแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน อาหารจานนี้จึงเป็สีเขียวสดใสน่ารับประทานมาก
เมื่อนึกถึงหน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งขุดเมื่อวาน เหยียนซีก็รีบแกะเปลือกหน่อไม้ออก แล้วโยนลงหม้อครึ่งหนึ่ง จากนั้นต้มในน้ำเดือดสักพักค่อยนำออกมาล้างน้ำและหั่นเป็ชิ้น ๆ วันนี้เธอซื้อกระดูกหมูซึ่งถูกสับโดยเสี่ยวเอ้อร์ร้านขายเนื้อ พอเอามาตุ๋นกับหน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิจะได้รสชาติอร่อยที่สุด
เมื่อนางหวังกลับมา ก็พบว่ากับข้าวสองอย่างกับซุปหนึ่งชนิดวางอยู่บนโต๊ะแล้ว
เหยียนซียังหุงข้าวโดยผสมข้าวกล้องกับข้าวขาวที่ซื้อมาวันนี้ด้วย
ในชาติที่แล้ว เธอเคยพูดอย่างถ่อมตัวว่าครอบครัวของตนยากจน และเห็นว่าอาหารเหล่านี้คืออาหารง่าย ๆ เท่านั้น แต่ตอนนี้เธอกลับพบว่าผู้ที่สามารถกินอาหารง่าย ๆ เหล่านี้ได้ก็มีแค่ชาวบ้านฐานะดีพอประมาณ และั้แ่เธอมาที่บ้านตระกูลหลิว ต้องกินโจ๊ก โจ๊กผักและโจ๊กทุกชนิดทุกวัน ช่างดีเหลือเกินที่วันนี้เธอสามารถกินข้าวสวยได้แล้ว
"อาหารฝีมือซีเอ๋อร์อร่อยจริง ๆ เลยนะ" นางหวังยื่นตะเกียบไปทางชามปวยเล้ง เดิมทียำผักเย็นไม่ใช่อาหารแปลกใหม่ แต่เหยียนซีให้ความสำคัญกับส่วนผสมมาก ๆ ทำให้มันมีรสชาติที่อร่อยและสดชื่น
หลิวเหิงชิมและพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าเกรงว่าอาหารประเภทยำผักเย็นในร้านอาหารใหญ่ ๆ ตามตัวอำเภอยังไม่อร่อยเท่ากับฝีมือของซีเอ๋อร์”
เหยียนซีก็ชิมด้วยเล็กน้อย และรู้สึกว่ายำปวยเล้งจะอร่อยกว่านี้ถ้าใส่พริกขี้หนู แต่น่าเสียดายที่ไม่มีพริกในหมู่บ้านหยางซานเลย เธอไม่รู้ว่าคนที่นี่ไม่นิยมปลูกพริกหรือว่ายังไม่รู้จักพริกกันแน่
ด้านน้ำซุปนั้นใสและมีกลิ่นของวัตถุดิบที่สดใหม่ นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้กินอาหารที่มีน้ำมันเป็ส่วนประกอบ และทั้งสามคนก็พอใจกับมื้อเที่ยงนี้มาก
หลังมื้ออาหาร เหยียนซีก็คิดได้ว่าหลิวเหิงต้องกลับเข้าตัวอำเภอแล้ว ในเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างก็คงจะกลับไม่ได้แน่นอน
วันนี้เธอซื้อข้าวเหนียวที่จะเอาไว้สำหรับทำบ๊ะจ่างมาด้วย ในเมื่อจะทำบ๊ะจ่างอยู่แล้ว เหตุใดไม่ทำบ๊ะจ่างให้เยอะๆ ไปเลย? เขาจะได้เอาไปฝากอาจารย์ด้วย เพราะสำหรับการฉลองเทศกาล การให้บ๊ะจ่างนั้นเหมาะสมที่สุดแล้ว
เธอมักจะได้กินบ๊ะจ่างข้าวขาว บ๊ะจ่างถั่ว บ๊ะจ่างถั่วผักดองแห้ง บ๊ะจ่างไส้เนื้อ แต่ที่ได้รับความนิยมมากสุดคือบ๊ะจ่างไส้เนื้อ
น่าเสียดายที่มีข้าวเหนียวเพียงสามชั่ง แม้แต่จะห่อบ๊ะจ่างลูกใหญ่ยังทำได้ไม่มาก เธอจึงทำได้เพียงผสมข้าวขาวลงไปบางส่วน จากนั้นปั้นให้มีขนาดเล็กลงและทำไส้ให้หลากหลายขึ้น
เธอแช่ข้าวเหนียวในน้ำ ส่วนถั่วแดงและถั่วเหลืองก็แช่แยกกันไว้
การทำบ๊ะจ่างไส้เนื้อให้อร่อยนั้น การหมักเนื้อถือเป็ขั้นตอนสำคัญมาก เนื้อสำหรับทำไส้ที่ซื้อมาวันนี้ถูกสับให้ชิ้นเล็กได้มากที่สุดแล้วคลุกน้ำซอสถั่วเหลือง จากนั้นก็หมักทิ้งไว้ข้าง ๆ
หลังจากทำงานเหล่านี้เสร็จแล้วเด็กหญิงก็เดินออกจากครัว และเห็นนางหวังนั่งอยู่หน้าเครื่องทอผ้า
"ซีเอ๋อร์ งานหน้าเตาของเ้านั้นทำได้ดีจริง ๆ เ้าอยากเรียนการทอผ้าและเย็บปักถักร้อยจากข้าหรือไม่? มันจะมีประโยชน์ต่อเ้าในอนาคตแน่นอน"
ทุกวันนี้นางหวังสังเกตเห็นว่าเหยียนซีรู้เพียงการซ่อมแซมเสื้อผ้าด้วยเข็ม แต่ทำงานเย็บปักถักร้อยอื่น ๆ ไม่ได้เลย
[1] เซี่ยนซื่อ คือ การสอบท้องถิ่นระดับแรก
[2] 1 ก้วน เท่ากับ 1000 อีแปะ
[3] จู่เหริน คือ ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับมณฑล
[4] จิ้นซื่อหรือบัณฑิตชั้นสูง คือ ผู้ที่สอบผ่านระดับราชสำนัก