หลังจากวันนั้นเป็ต้นมา หน้าที่รับผิดชอบดูแลส่วนใหญ่ตกอยู่ที่เสี่ยวจู นางจะมีสีหน้าไม่พอใจทุกครั้งที่ต้องไปรับใช้หานเฟิง หากแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผู้รับใช้มีนางเพียงคนเดียว
ในแต่ละวัน เสี่ยวจูจะคอยจัดเตรียมสิ่งของ ดูแลทั้งซูเหยาและหานเฟิง ไม่ว่าจะเป็อาหาร ยา หรือการปรนนิบัติเล็กน้อย เสี่ยวจูััได้ว่าซูเหยาเปลี่ยนไป แม้นางจะดีใจแต่ก็กังวลไม่เป็สุขที่เห็นว่าคุณหนูของนางไม่มีรอยยิ้ม และเฉยชา พูดน้อยลงทุกวัน
หานเฟิงย่อมััได้ถึงรอยร้าวในความสัมพันธ์ หัวใจของเขาจึงรู้สึกเ็ปเป็อย่างมาก เขาสามารถจัดการปัญหาที่เผชิญอยู่ เพียงเดินตามแผนการณ์ที่วางไว้ มีเพียงเื่ของซูเหยาที่เป็ดังปมไม่อาจคลี่คลาย
ที่ผ่านมานางอดทนกับเขามาโดยตลอด เหตุไฉนครานี้ถึงหมดใจจากกัน หรือเป็เพราะว่ารูปโฉมนางถูกทำลาย นั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เมื่อตันเถียนถูกรักษา เขาจะกลับมาบำเพ็ญเพียรได้อีกครั้ง ย่อมหาทางรักษานางได้แน่ๆ
หานเฟิงคิด มองอีกฝ่ายจากมุมหนึ่งของเรือน
ซูเหยานั่งเล่นใต้ต้นสนหน้าเรือน สายตาหม่นหมองมองตรงไปยังขอบฟ้าไร้จุดหมาย
เสียงรถเข็นดังใกล้
“เหยาเอ๋อร์... เ้าสบายดีหรือไม่ วันนี้พักผ่อนเพียงพอหรือ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แววตาแฝงความพรั่นพรึงต่อคำตอบที่อาจได้รับ
ซูเหยาเพียงเหลือบตามองก่อนจะตอบสั้น “ข้าสบายดี” จากนั้นส่งเสียงร้องสั่งเสี่ยวจูให้เตรียมยาสมุนไพร แล้วไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ
ความเงียบก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งสอง
“หลันอินนางได้บุตรชายแล้วนะ” หานเฟิงรู้ว่ามีเพียงเื่ของอินเอ๋อร์ที่จะดึงดูดความสนใจให้นางหันมาสนทนากับเขาต่อได้
“อืม” ซูเหยารับคำสั้นๆ หันกลับไปมองขอบฟ้าต่อ มีเพียงหานเฟิงและหลิงซินที่หานหลันอินส่งข่าวให้ นางคงเป็มารดาที่ไม่เอาไหน ลูกสาวถึงได้รักคนทั้งคู่มากกว่านาง
ซูเหยาเสียใจและปลงตกตั้งนานแล้ว ในเมื่ออินเอ๋อร์กล่าวโทษนาง ไม่เห็นถึงความหวังดี ก็ปล่อยให้เป็ไปเช่นนั้นเถอะ คิดซะว่านางไม่เคยมีบุตรสาวก็แล้วกัน
นางหยุดคิด และไม่อยากจะคิดอะไรต่อแล้ว มันทำให้นางอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงอยากอยู่ต่อ
“ข้าขอโทษ อภัยให้ข้าเถอะ แล้วเรามาเริ่มต้นกันใหม่” น้ำเสียงของหานเฟิงสั่นเครือ ไม่รังเกียจที่จะลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็
ซูเหยาเบี่ยงหน้าออก ในตอนที่เขาเป็ชายหนุ่มผู้งามสง่าเป็ที่นับหน้าถือตา กลับใช้ชีวิตกับหลิงซินมากกว่านาง บัดนี้ขาพิการ ไร้ความสามารถ กลับมาบอกนางเริ่มต้นกันใหม่
“เื่เดียวอย่าผิดพลาดเกินสามครั้ง หานเฟิงท่านเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ ความผิดพลาดครั้งแรกของข้าคือให้อภัยท่าน ยอมให้หลิงซินเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งในชีวิต ครั้งสองข้ายอมให้ท่านส่งอินเอ๋อร์จากอ้อมอกไปฝึกฝน นางอายุเพียงสองขวบเท่านั้น ทำให้ความสัมพันธ์ฉันท์มารดาต้องร้าวฉาน ครั้งที่สามคือข้าคาดหวังเฝ้ารอท่านมาช่วย แต่ท่านก็ไม่มา”
“ข้าก็อยู่ตรงนี้แล้ว พวกเราสามารถไปจากที่นี่ได้ เพียงเ้าให้เวลาข้าอีกหน่อย ข้ายังมีไพ่ลับอีกใบ เมื่อทุกอย่างสำเร็จข้าจะทวงทุกสิ่งที่เป็ของข้าคืน” หานเฟิงรู้สึกใจไม่ดีจึงรีบอธิบาย
“หากว่าหลิงซินไม่ทรยศ ท่านจะมาอยู่ที่นี่กับข้าได้อย่างไร ท่านคิดว่าข้าโง่มากนักหรือ การตามหาข้าของท่าน ก็เพียงเปลือกที่ไร้ความตั้งใจแท้จริง”
“เป็ความผิดของ…ข้าเอง ต่อจากนี้ไป…ข้าสัญญาว่าจะใส่ใจดูแลเ้าเพียงผู้เดียวดีหรือไม่ ซูเหยา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงขาดห้วง
กาลเวลาผ่านพ้นไปหลายฤดู ซูเหยาก็ถอดใจลงทีละน้อยมาช้านานแล้ว แม้ความผูกพันยังพอหลงเหลือ เพราะอย่างไรเขาก็คือบิดาของบุตร แต่บัดนี้แม้เพียงสายใยบางเบาที่เชื่อมโยง ก็ผุพังลงทีละน้อย จนแทบไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป
แต่จะให้กล่าวโทษเขาฝ่ายเดียวก็คงมิชอบธรรม นางย่อมต้องยอมรับด้วยว่า นางเองก็มีส่วนผิด ผิดที่ไม่จากไป ผิดที่อดทดให้กับคนที่ไม่เห็นค่า
สามเดือนผ่านไป ความเงียบได้กลายเป็กำแพงที่สูงชันกั้นระหว่างซูเหยาและหานเฟิง ไม่ว่าชายหนุ่มจะปรากฏกาย ณ ที่ใด ซูเหยาก็จะเบือนหน้าหันหนี เลือกก้าวเดินไปอีกทางโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมองสักครั้ง ราวกับเขาเป็เพียงเงาเลือนรางที่ไม่มีความหมายในโลกของนางอีกต่อไป
ภายในเรือนบรรยากาศชวนอึดอัด ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บที่มิได้เกิดจากลมหนาว หากแต่จากความเ็าของหัวใจซึ่งไม่อาจเชื่อมถึงกันได้อีกแล้ว
แม้จิตใจหานเฟิงจะปั่นป่วนเพียงใด แต่ร่างกายกลับฟื้นคืนกำลังขึ้นทุกวัน อาการาเ็และความพิการที่เคยทรมานเขา เริ่มค่อย ๆ ทุเลาลง เขากลับมาเดินได้ เส้นเอ็นแข็งแรงขึ้น กล้ามเนื้อกลับคืนพลัง ประหนึ่งร่างกายได้พบแสงอาทิตย์ใหม่หลังผ่านคืนยาวอันมืดมิด
เื้ัการเปลี่ยนแปลงนั้น มาจากสมุนไพรวิเศษที่เขานำมาอย่างไม่รู้ที่มา แต่ละวันเสี่ยวจูจะเป็ผู้ปรุงตำรับยาตามที่หานเฟิงมอบให้ กลิ่นยาขมกรุ่นฟุ้งไปทั่วเรือนจนกลายเป็กลิ่นประจำวัน ยาข้นสีเข้มไหลผ่านลำคอของชายหนุ่มอย่างต่อเนื่อง ดวงตาที่เคยหม่นหมองกลับมีประกายขึ้นทีละน้อย
แต่ถึงกายจะแข็งแรงเพียงใด หัวใจของเขายังคงเต็มไปด้วยรอยร้าวที่ไม่มีสิ่งใดเยียวยา การที่ซูเหยาเลือกจะหันหลังให้ทุกครั้งที่สบตา ทำให้หานเฟิงเหมือนถูกปล่อยลอยอยู่ในห้วงวังเวงอันไร้ที่สิ้นสุด