เหอซื่อที่ยืนอยู่ด้านข้างกำลังฟังแม่สามีกับลูกชายสุดที่รักพูดคุยกันก็สรุปเื่ราวเอาเอง ใบหน้าอวบอิ่มของนางเต็มไปด้วยความสุขและอดไม่ได้ที่จะเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความดีใจแต่กลับแสร้งทำหน้านิ่ง ๆ ทำเป็ไม่ได้ยิน ส่วนหลี่ซื่อที่นั่งอยู่ด้วยกันนั้นได้แต่หันมองสีหน้าของทุกคนในบ้านรอบหนึ่งด้วยสายตาเล็กแหลมคู่นั้น ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างเงียบ ๆ สงบปากสงบคำมิได้พูดคำใด
่เวลาเดียวกันนั้นหญิงสาวที่กำลังเป็หัวข้อสนทนาโดยไม่รู้ตัวนั้นก็เดินแกมวิ่งจนมาถึงโรงหมอประจำหมู่บ้าน
ท่านหมอเฉินและภรรยาต่างได้ยินเื่เมื่อกลางวันมาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูด “ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรมาก ถึงอย่างไรก็เหลือเวลาอีกตั้งสิบวัน”
“ท่านหมอวางใจเถอะ ข้าจะหามาชดใช้ท่านภายในสิบวันนี้” นางยิ้มบาง ๆ มองเห็นท่านหมอชราพยักหน้ารับเล็กน้อย ส่วนภรรยาของเขานั้นหันมาถามด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ
“จะกินอาหารมื้อดึกกับเราที่นี่ไหม?”
“ไม่รู้ว่าท่านทำอาหารอะไรกัน” ถังฉือเย่กล่าวพลางหยิบเหรียญทองแดงออกมา คุณนายเฉินภรรยาของท่านหมอชรานั้นรู้ความหมายดีก็มีความสุขขึ้นมาทันที กระตือรือร้นบอกไปว่า
“วันนี้พวกเราจะผัดไข่ ทำซุปผักชีฝรั่ง ทำซุปเค้ก…”
ซุปเค้กที่นางเอ่ยถึงความจริงแล้วคือบะหมี่ซึ่งเป็อาหารที่ย่อยง่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับให้เสี่ยวเหยา ดังนั้นหญิงสาวจึงพยักหน้าพลางจ่ายเงินค่าอาหารสำหรับตัวเองและน้องสาว
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ เสี่ยวเหยาก็ดูอาการดีมีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าเดิมมาก นางจึงคิดจะพากันกลับบ้าน แต่ถูกท่านหมอเฉินยังรั้งไว้เสียก่อน “แม้ว่ากลับไปตอนนี้จะไม่เป็อะไร แต่ข้ายังไม่อยากรับประกัน หาก้าให้หายดีจริง ๆ ทางที่ดีก็ควรอยู่ที่นี่ต่ออีกสักคืนหนึ่ง”
แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าสาเหตุที่ท่านหมอเฉินพูดเช่นนั้นก็เพราะ้าเงินบางส่วนจากนางเป็ค่าทำอาหาร แต่ถังฉือเย่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ถึงอย่างไรยิ่งอยู่นานอาการของเสี่ยวเหยาก็จะยิ่งดีขึ้น อีกอย่างนางก็มีเหตุผลที่จะไม่ต้องกลับบ้าน…ดังนั้นถังฉือเย่จึงตัดสินใจพักที่โรงหมอประจำหมู่บ้านแห่งนี้ต่อไปอีกคืน
โรงหมอประจำหมู่บ้านของท่านหมอเฉินแห่งนี้แม้จะเป็โรงหมอเล็ก ๆ แต่ก็เป็เพียงแห่งเดียวที่ชาวบ้านในละแวกนี้จะเข้ามารักษาอาการป่วยอยู่เสมอ ภายในห้องถูกแบ่งออกเป็สองสามเตียงไว้สำหรับผู้ป่วยที่พักค้างคืนโดยเฉพาะ มีบางคนพาครอบครัวมาก็สามารถพักอยู่อีกห้องหนึ่งได้ดูแล้วสะดวกสบายอยู่ไม่น้อย
ถังฉือเย่ตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่สอง และยังคงทานอาหารที่บ้านของท่านหมอพลางกำชับให้เสี่ยวเหยารออยู่ที่นี่ก่อนที่นางจะแบกตะกร้าขึ้นหลังแล้วเดินออกมาเพื่อไปขึ้นูเาอีกครั้ง
หญิงสาวก้าวเท้าเดินไปตามทางข้างหน้าด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ พลางมองรอบกายอย่างระมัดระวัง ใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้แต่พงหญ้ายังต้องปีนขึ้นไปดู ซึ่งในระหว่างทางนี้นางก็เก็บผลแอปเปิ้ลป่ามาได้เกือบสิบลูก รวมทั้งได้ผักเบี้ยใหญ่มาบางส่วน ผักเบี้ยใหญ่นี้มีความหนาและฉ่ำน้ำ คนในยุคปัจจุบันมักใช้ทำเป็สลัดเย็น แต่ในยุคโบราณเช่นนี้มักคิดว่าเป็ผักที่หายากชนิดหนึ่ง บางครั้งแม้แต่ขุนนางในวังยังกินสิ่งนี้เพื่อเป็การทดสอบอารมณ์ของผู้คน
ตะกร้าที่สะพายอยู่ด้านหลังถูกบรรจุจนเต็มแล้วแต่ถังฉือเย่ยังไม่เจออะไรดี ๆ มีค่าสักอย่าง แม้แต่เห็ดเฮยหูจ่าง…เอ๊ะ! หรือว่าหลังจากร่วมมือกับฉีจิงผู้โชคร้าย ดวงของนางก็เลยพลอยโชคร้ายตามไปด้วย
หญิงสาวบ่นอุบในใจขณะก้าวเดินไปข้างหน้า ผู้คนก็ผ่านไปหมดแล้ว ทันใดนั้นนางก็หยุด ก่อนจะถอยหลังกลับมาพลางใช้เคียวเปิดทางพุ่มไม้ นางพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกดีใจขึ้นมา…นี่คือ โชวู!
ถังฉือเย่คุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่ห่วงเนื้อตัวเสื้อผ้าว่าจะต้องเลอะเศษดิน นางค่อย ๆ ก้มลงไปขุดดินทีละนิดทีละหน่อย เพราะเกรงว่าจะไปโดนผิวของมันแตก ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยามจึงสามารถขุดจนเผยให้เห็นก้านรากสีน้ำตาลที่อยู่ใต้ดิน
นางรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที ก่อนจะโยนเคียวทิ้ง พลางใช้มือกวาดดินออกทีละน้อยอย่างระมัดระวังสุดความสามารถ จนในที่สุดก็สามารถขุดรากที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้นออกมาได้สำเร็จมันเป็ร่างคนสองร่างที่สมบูรณ์และเห็นได้ชัดว่าหนึ่งในนั้นมีขามากกว่าหนึ่ง!
โชวูเป็สมุนไพรมีค่าราคาแพงระยับ มีรูปร่างคล้ายคนเหมือนหยินหยางคู่หนึ่ง สามารถหาพบได้ แต่ไม่สามารถเลือกได้ ยิ่งไปกว่านั้นโชวูที่มีรูปร่างเหมือนคนนี้อย่างน้อยสุดก็มีอายุร้อยปี โชวูเช่นนี้หากฉลาดสักหน่อย ขายสักสองสามพันตำลึงยังไม่มีปัญหาอะไรเลย!”
ถังฉือเย่ยิ้มสดใส ราวกับเห็นว่าตอนนี้ร้านขายยากำลังโบกมือเรียกนางอยู่เลยล่ะ ดังนั้นนางจึงรีบหาหญ้ายาว ๆ มาห่อมันไว้อย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เปิดตะกร้า นำโชวูกดลงไป ซ้ำยังนำผลแอปเปิ้ลป่ามากดทับไว้้า ก่อนจะเดินลงจากเขามาอย่างมีความสุข
ยังพอมีเวลาเหลือ เพราะเพิ่งจะบ่าย แต่ยังไม่ทันที่จะลงไปถึงเชิงเขาจู่ ๆ นางก็เห็นหมอกควันหนาทึบพุ่งสูงขึ้นบนฟ้า ถังฉือเย่ใรีบวิ่งตามกลุ่มควันนั้นไปอย่างรวดเร็ว จนมาเห็นบ้านต้นเพลิงที่กำลังถูกเปลวไฟลุกไหม้อย่างหนัก นั่นเป็บ้านของฉีจิง!
ถังฉือเย่ออกวิ่งเต็มฝีเท้าด้วยความใ จนมาถึงจุดหมายด้วยอาการเหนื่อยหอบ และได้เห็นบ้านทั้งหลังของชายหนุ่มมอดไหม้เกือบหมด เดิมที่แห่งนี้อยู่ด้านข้างของูเา และมีระยะห่างไกลจากหมู่บ้าน ในเวลานี้เป็เวลาที่ผู้ชายส่วนใหญ่ไปทำงานในเรือกสวนไร่นากันหมดเหลือแต่ผู้หญิงและเด็กซึ่งต่างทำได้เพียงยืนดูอยู่ไกล ๆ
“รีบดับไฟเร็ว!” นางรีบกล่าวอย่างร้อนรน ก่อนที่จะได้ยินเสียงใครบางคนบอก
“ไฟไหม้หนักเช่นนี้ จะช่วยได้อย่างไร”
“มีใครอยู่ไหม มีใครอยู่ข้างในไหม?” ถังฉือเย่ถามพลางหันมองไปรอบ ๆ
“เ้ากำลังกลัวอะไรกัน…พ่อหนุ่มเ้าของบ้านหลังนี้เขาไม่อยู่หรอก ข้าเห็นออกไปั้แ่เช้าแล้ว”
หญิงสาวถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก และทันใดนั้นนางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ “แต่เขายังมีน้องชายอีกคนไม่ใช่หรือ เท่าที่รู้มาก็อายุยังน้อย” ว่าแล้วนางก็หันหน้ากลับไปะโเรียกอีกครั้ง
“มีใครอยู่มั้ย…มีใครอยู่หรือเปล่า?”
“น้องชายคนนั้นเขา ได้ข่าวว่าเป็เพียงคนปัญญาอ่อนคนหนึ่งนี่นา” ความหมายที่พูดนั้นทำให้ถังฉือเย่เข้าใจได้ว่าแค่เด็กโง่ ๆ คนหนึ่งจะตายไปก็ไม่เห็นเป็อะไร พร้อมกันนั้นคนก็รีบเสริม
“เป็กระท่อมผีสิงในหมู่บ้าน ทำเอาข้าตกอกใมากพอแล้ว รีบไหม้ไปเสียอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน”
หญิงสาวไม่ฟังเสียงใด เพราะใจยังคงจดจ่ออยู่กับบ้านที่กำลังถูกไฟลุกไหม้อย่างหนัก นางเป็พี่สาวความเป็ห่วงเมื่อตอนเสี่ยวเหยาไม่สบายเป็อย่างไร นางเข้าใจดี หากฉีจิงกลับมาแล้วเห็นน้องชายตัวเองติดอยู่ในกองเพลิง เขาคงทำใจไม่ได้แน่ แต่แล้วเสียงของใครคนหนึ่งก็กล่าวขึ้นมาเพื่อให้นางสบายใจ
“สาวน้อยเ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก เมื่อครู่ทุกคนก็ช่วยกันะโเรียกแล้ว แต่ไม่มีใครตอบรับ ข้าคิดว่าน่าจะไม่มีใครอยู่”
“ใช่! หากมีคนอยู่ก็ต้องรีบออกมาแล้ว แม้ว่าจะเป็เด็กปัญญาอ่อนก็ต้องรู้จักร้องเรียกให้คนช่วย”
ถังฉือเย่พยักหน้าอย่างขอไปที ในขณะนี้กำแพงบ้านพังลงมาแล้วครึ่งหนึ่ง นางมองเขม้นมองฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปมองเห็นชัดว่าใต้ต้นไม้ในบ้านนั้นมีเสื้อคลุมสองชุดที่เป็ของเด็ก ในหัวถังฉือเย่คิดว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะเื่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นนางจึงไม่ลังเลอีกต่อไป รีบวางตะกร้าลงก่อนจะตรงไปด้านข้างของร่องน้ำถอดเสื้อตัวนอกออกจุ่มลงไปจนเปียกโชกแล้วค่อยคลุมศีรษะวิ่งฝ่าเปลวเพลิงที่ลามเลียทั่วบริเวณเข้าไปในตัวบ้าน
เปลวไฟโหมรุนแรง ควันไฟปกคลุมไปทั่ว ไอความร้อนแผดเผาจนหญิงสาวที่แม้จะมีเสื้อคลุมที่ชุ่มน้ำบังหน้าเอาไว้ยังรู้สึกร้อนวูบวาบ รีบเดินอย่างว่องไว
แล้วตอนนั้นเองที่หางตาเหลือบเห็นเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมห้อง เขายืนตัวตรงและไม่ยอมขยับไปไหน ควันไฟที่มีมากเกินไปจนดวงตาของถังฉือเย่เต็มไปด้วยน้ำตา ไม่สามารถลืมตาได้ นางกลัวว่าตัวเองจะตาฝาดไปจึงรีบร้องะโเรียก
“เ้าเด็กน้อย! เ้าได้ยินข้าหรือไม่ รีบออกมา ข้าจะพาเ้าออกไปเอง!”
หลังจากะโไปหลายครั้ง แต่น่าแปลกที่เด็กคนนั้นกลับไปขยับกายเลยสักนิด เขาเอาแต่ยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับเป็รูปปั้น และหากรอต่อไปเสื้อคลุมของนางจะต้องถูกเผาจนแห้งแน่ ดังนั้นถังฉือเย่จึงกัดฟันพลางพุ่งตัวเข้าไปหาเขาที่เป็เพียงเด็กคนหนึ่งซึ่งมีอายุเพียงสี่ถึงห้าขวบ และกำลังหลับตาปี๋พลางขดตัวอยู่ที่มุมห้อง หญิงสาวเข้าไปดึงตัวเขาแต่ก็ดึงไม่ไหว ร่างกายของเด็กคนนั้นแข็งราวกับหิน
แต่แรงดึงก็ทำให้เด็กคนนั้นส่งเสียงครางต่ำ ๆ ในลำคอทันทีราวกับเสียงของสัตว์ที่กำลังจะตาย เมื่อถังฉือเย่มองกลับไปก็สบสายตากับดวงตาแดงก่ำคู่นั้นของเขา
เด็กหนุ่มจ้องมองมาที่นาง น่าแปลกที่ด้วยควันไฟมากมายขนาดนี้ แต่เขากลับไม่กะพริบตาเลยแม้แต่น้อย! แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ถังฉือเย่ไม่มีเวลาคิดมาก นางใช้กำลังทั้งหมดที่มีดึงเขาเข้ามาในอ้อมอก พลางใช้ร่างตัวเองป้องกันเขาไว้จากเปลวไฟแล้วรีบวิ่งมาด้านนอก
เปลวไฟที่ขึ้นไปสูงจนฟางบนหลังคารับไม่ไหวร่วงลงมาทับทางและเริ่มติดไฟ หญิงสาวเ็ปจนร้องออกมา พยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนจนออกมาได้ แต่ก็ต้องกลิ้งไปกับพื้นอยู่หลายครั้ง
ชาวบ้านที่มุงดูโดยรอบแตกฮือเพราะต่างใกันอยู่ไม่น้อยเมื่อเห็นว่ามีเด็กติดในกองเพลิงจริง ๆ คนที่ตั้งสติได้เร็วจึงรีบวิ่งหยิบถังไปตักน้ำที่แม่น้ำขึ้นมาแล้วสาดใส่พวกเขาทั้งคู่ ไม่นานไฟก็ดับลง ชาวบ้านต่างช่วยพยุงนางให้ลุกขึ้นเป็พัลวัน ถังฉือเย่เหนื่อยหอบจนต้องหายใจทางปากก่อนจะหันไปยังเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมอกของนาง
เด็กคนนี้เกิดมามีหน้าตางดงาม มีดวงตานกเฟิงหวงเหมือนพี่ชายของเขา ดวงตากลมโตและดำสนิทซึ่งกำลังจ้องมองมาที่นางโดยไม่มีความเคลื่อนไหวใด เสื้อผ้าหน้าผมของเขาถูกไฟไหม้ไปพอสมควร เผยให้เห็นิัที่ถูกแผดเผาแต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้สึกเ็ปเลยสักนิด
ถังฉือเย่เขย่าเบา ๆ พลางถาม “เ้าเป็อย่างไรบ้าง?”
เด็กน้อยไม่ตอบ แต่มีใครบางคนกล่าวขึ้นมา “เด็กคนนี้เป็คนปัญญาอ่อนไม่ใช่หรือ?”
“เห็นทีจะเป็ความจริง”
แล้วตอนที่ทุกคนกำลังพูดคุยถกเถียงกันอยู่นั้นก็มีเสียงของใครคนหนึ่งในที่นั้นะโก้องด้วยความใ “รีบดูที่มือของเด็กนั่นเร็ว!”
ถังฉือเย่รีบดึงมือเขาเข้าไปดูก็พบว่ามือเล็กคู่นั้นซึ่งถูกเผาไหม้จนหนังถลอกเนื้อแตกออกมากำลังถือบางอย่างอยู่ ไม่มีเวลาคิดอะไรมาก นางรีบวิ่งไปที่โรงหมอสกุลเฉินซึ่งเป็โรงหมอแห่งเดียวของหมู่บ้าน ตามมาด้วยหญิงสาวผู้หวังดีอีกไม่น้อยที่วิ่งตามหลังมา
เมื่อท่านหมอชราได้ตรวจดูอาการแล้ว เขาก็ถอนหายใจแ่เบาบอกว่า “เกรงว่าจะช่วยไม่ได้!”
ได้ฟังถังฉือเย่ถึงกับผงะไป!
.
.
.