ฉินหลิวซีลืมตาขึ้นมาในยามอรุณรุ่ง แสงสีทองอ่อนๆ สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนอันหรูหราของเศรษฐีหวัง ร่างกายของนางหนักอึ้งราวกับถูกบดขยี้ทุกอณูิั กลิ่นอายของความใคร่ที่คละคลุ้งในอากาศยังคงติดตรึงอยู่บนผ้าปูที่นอนไหมพรมสีขาวที่บัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งราคะ
นางมองไปยังร่างของเศรษฐีหวังที่นอนหลับอย่างสงบอยู่ข้างๆ ใบหน้าของเขายังคงมีรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ แม้จะหลับตาอยู่ก็ตาม ความทรงจำของค่ำคืนที่ผ่านมาถาโถมเข้าใส่นางอย่างรุนแรง ทั้งเสียงครางที่หลุดจากลำคอของตนเอง ความรู้สึกร้อนรุ่มที่พุ่งพล่านไปทั่วร่าง และการััที่เร่าร้อนจนแทบจะหลอมละลาย
ความสุข...นั่นคือคำเดียวที่ฉินหลิวซีสามารถนิยามสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มันเป็ความสุขที่รุนแรงและลึกซึ้งเกินกว่าที่วิชาเต๋าใดๆ จะเคยสอนนาง มันเป็ความรู้สึกที่ทำให้จิตใจของนางสั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
นางค่อยๆ พยุงกายที่บอบช้ำลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทุกการเคลื่อนไหวทำให้กล้ามเนื้อส่วนล่างของนางส่งเสียงประท้วงอย่างแ่เบา นางรู้สึกถึงของเหลวที่แห้งกรังและเหนียวเหนอะหนะบนิั และร่องรอยสีแดงช้ำที่ประดับประดาอยู่ทั่วร่างกายราวกับเป็เครื่องหมายแห่งความเป็เ้าของ
"นี่คือโลกีย์วิสัยที่อาจารย์กล่าวถึงหรือ..." นางพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าราวกับไม่ได้ใช้มานาน
ฉินหลิวซีรีบกลับไปยังห้องพักของตนเองที่อยู่ปีกตะวันตกของคฤหาสน์ นางไม่้าให้เศรษฐีหวังตื่นขึ้นมาเห็นสภาพของนางในตอนนี้ และที่สำคัญกว่านั้น นางไม่้าเผชิญหน้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและชัยชนะของเขา
เมื่อมาถึงห้อง นางทรุดตัวลงนั่งบนพื้นไม้เย็นเฉียบ พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา ดวงตาของนางเหลือบไปเห็นย่ามผ้าที่วางอยู่ข้างเตียง ภายในย่ามนั้นมีสิ่งหนึ่งที่อาจารย์มอบให้ก่อนที่นางจะลงจากเขา
มันคือ เครื่องรางชำระล้างจิตใจและไฟปรารถนา (清心符 - Qingxin Fu) เป็เพียงแผ่นหยกสีขาวบริสุทธิ์ที่สลักอักขระเต๋าโบราณไว้ตรงกลาง อาจารย์เคยกำชับว่าให้ใช้มันเมื่อใดที่จิตใจของนางถูกความปรารถนาทางโลกเข้าครอบงำจนไม่สามารถควบคุมได้
ฉินหลิวซีหยิบเครื่องรางนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือ ความเย็นของหยกตัดกับความร้อนรุ่มที่ยังคงแผ่ออกมาจากร่างกายของนาง นางจ้องมองอักขระที่สลักไว้ด้วยความลังเล
ความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้...มันคือสิ่งที่ข้าต้องละทิ้งจริงหรือ?
จิตใจของนางแบ่งออกเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งคือศิษย์เต๋าผู้เคร่งครัดที่้ากลับไปบำเพ็ญเพียรให้สำเร็จตามคำสั่งอาจารย์ อีกส่วนหนึ่งคือหญิงสาววัยสิบเจ็ดที่เพิ่งได้ลิ้มรสชาติของความสุขทางกายที่หอมหวานและรุนแรงที่สุดในชีวิต
นางนึกถึงคำทำนายของอาจารย์: "...ต้องลงจากเขาไปใช้ชีวิตในโลกมนุษย์เป็เวลาหนึ่งปี เพื่อบำเพ็ญความดี ช่วยเหลือคนยากไร้ และเรียนรู้ความรู้สึก..."
การบำเพ็ญความดี...นั่นคือภารกิจหลักของนาง ไม่ใช่การจมดิ่งอยู่ในวังวนแห่งราคะของเศรษฐีผู้มั่งคั่ง
ฉินหลิวซีตัดสินใจได้ในที่สุด นางกำเครื่องรางหยกไว้แน่น หลับตาลง และเริ่มร่ายคาถาชำระล้างจิตใจด้วยภาษาเต๋าโบราณ เสียงของนางแ่เบาแต่เต็มไปด้วยพลังปราณบริสุทธิ์ที่นางสั่งสมมาตลอดสิบเจ็ดปี
ทันใดนั้น เครื่องรางหยกก็เปล่งแสงสีขาวนวลออกมา แสงนั้นห่อหุ้มร่างของฉินหลิวซีไว้ราวกับเกราะป้องกัน ความรู้สึกเย็นะเืที่บริสุทธิ์ราวกับน้ำค้างยามเช้าจากยอดเขาชิงหลงไหลเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างรวดเร็ว
ปราณบริสุทธิ์จากเครื่องรางเริ่มเข้าต่อสู้กับ ไฟปรารถนา และโลกีย์วิสัยที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในทุกอณูของนาง
นางรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าที่เย็นจัดวิ่งผ่านเส้นลมปราณทั้งหมด กลิ่นอายของเหงื่อไคลและน้ำกามที่ติดอยู่บนิัเริ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว ความร้อนรุ่มที่เคยพุ่งพล่านในช่องท้องและหว่างขาถูกแทนที่ด้วยความสงบเย็นที่คุ้นเคย
ซ่าาาา...
เสียงคล้ายน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นในจิตใจของนาง เมื่อความสับสนและความปรารถนาถูกชำระล้างออกไปจนหมดสิ้น ดวงตาของฉินหลิวซีกลับมาใสกระจ่างอีกครั้ง ความไร้เดียงสาที่ถูกบดบังไปชั่วขณะกลับคืนมา แต่ก็มาพร้อมกับความเข้าใจในโลกีย์วิสัยที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
เมื่อการชำระล้างเสร็จสิ้น แสงสีขาวก็จางหายไป เครื่องรางหยกกลับมาเป็สีขาวนวลอีกครั้ง ฉินหลิวซีรู้สึกว่าจิตใจของนางกลับมาผ่องใสและมั่นคงเหมือนเดิม แต่ก็มีช่องว่างเล็กๆ ในใจที่รู้สึก ว่างเปล่า ราวกับว่าความสุขที่รุนแรงเมื่อคืนได้ถูกดึงออกไปจนหมดสิ้น
นางลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง ความเ็ปทางกายลดลงไปมากด้วยพลังปราณที่ถูกปรับสมดุล นางมองไปยังห้องของเศรษฐีหวังด้วยสายตาที่เ็าเขาไม่ได้ป่วย...เขาแค่แสร้งทำ
ความจริงข้อนี้ทำให้นางรู้สึกโกรธเล็กน้อยที่ถูกหลอกใช้ แต่ก็เข้าใจว่านี่คือบทเรียนที่อาจารย์้าให้นางเรียนรู้
ฉินหลิวซีไม่รอช้า นางเก็บข้าวของที่จำเป็ใส่ย่ามอย่างรวดเร็ว และตัดสินใจออกจากคฤหาสน์ของเศรษฐีหวังทันทีโดยไม่บอกกล่าว นางรู้ดีว่าหากเศรษฐีหวังตื่นขึ้นมา เขาจะต้องพยายามรั้งนางไว้ด้วยเล่ห์กลใดๆ อีกแน่นอน
นางใช้ วิชาตัวเบาะโข้ามกำแพงคฤหาสน์ที่สูงใหญ่ราวกับไร้น้ำหนัก และมุ่งหน้าออกจากเมืองไปตามเส้นทางที่นำไปสู่เมืองถัดไปที่นางตั้งใจจะไปช่วยเหลือผู้ยากไร้
หลังจากเดินทางออกมาได้ไม่นาน ขณะที่นางกำลังเดินผ่านป่าไผ่ที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง นางก็ได้ยินเสียงต่อสู้ดังมาจากด้านหน้า
แคร้ง! ฉับ!
เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งกำลังต่อสู้กับกลุ่มโจรสามคน ชายหนุ่มผู้นั้นสวมชุดนักเดินทางสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าคมคายเต็มไปด้วยเหงื่อไคลจากการต่อสู้ แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววที่มั่นคงและเด็ดเดี่ยว
เขาคือ จ้าวอี้ิ นักเดินทางผู้มีวิชาดาบที่ว่องไวและแม่นยำ
จ้าวอี้ิกำลังเพลี่ยงพล้ำเพราะโจรคนหนึ่งใช้มีดสั้นซ่อนไว้ในแขนเสื้อและแทงเข้าที่สีข้างของเขา เืสีแดงสดเริ่มซึมออกมาจากาแ
ฉินหลิวซีไม่ลังเล นางรีบดึง เข็มเงินออกจากย่าม และใช้ วิชาเข็มทะลวงจุด ปาเข็มเงินสามเล่มออกไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ฉึก! ฉึก! ฉึก! เข็มเงินทั้งสามเล่มปักเข้าที่จุดพลังของโจรทั้งสามคนอย่างจัง ทำให้พวกมันแข็งทื่อและล้มลงไปกองกับพื้นในทันที
จ้าวอี้ิหันมามองฉินหลิวซีด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยเห็นใครใช้อาวุธลับที่ว่องไวและทรงพลังเช่นนี้มาก่อน
"ท่าน...ท่านเป็ใคร?" จ้าวอี้ิถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
สายตาของเขาจับจ้องไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า นางสวมชุดนักพรตหญิงสีขาวสะอาดตา ทว่าชุดที่เรียบง่ายนั้นกลับไม่อาจปกปิดรูปร่างที่อัดแน่นเต่งตึงของนางได้เลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของนางงดงามบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดาที่เพิ่งลงมาจาก์ ดวงตาใสซื่อไร้เดียงสา แต่ริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อกลับดูเย้ายวนอย่างน่าประหลาด
ขณะที่นางก้าวเข้ามาใกล้เพื่อตรวจดูาแ จ้าวอี้ิก็สังเกตเห็นรายละเอียดที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัว ชุดนักพรตที่ทำจากผ้าเนื้อบางเบาแนบสนิทไปกับผิวของนางจนเห็นได้ชัดว่า นางไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าชั้นใน ปลายปทุมถันสีอ่อนที่เด่นชัดเป็เม็ดกระดุมเล็กๆ ดันเนื้อผ้าออกมาอย่างชัดเจน ยิ่งกว่านั้น เมื่อสายตาของเขาเลื่อนต่ำลงไปยังส่วนล่างของร่างกาย ชุดที่รัดแน่นบริเวณสะโพกทำให้เห็น ร่อง ที่นูนออกมาอย่างชัดเจน เป็ร่องรอยแห่งความเป็หญิงที่สมบูรณ์แบบ ความบริสุทธิ์ผุดผ่องที่แผ่ออกมาจากใบหน้าและพลังปราณที่เยือกเย็นของนาง ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับความเย้ายวนทางกายที่เปิดเผยออกมาอย่างไม่ตั้งใจ จ้าวอี้ิรู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟช็อต เขารู้สึกถึงความปรารถนาที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้จะอยู่ในสภาพาเ็ก็ตาม นี่คือนักพรตหญิงหรือนางมารกันแน่?
ฉินหลิวซีเดินเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว นางไม่ตอบคำถาม แต่รีบตรวจดูาแของเขา
"าแลึกมาก" นางกล่าวอย่างจริงจัง "ท่านต้องได้รับการรักษาเดี๋ยวนี้"
นางฉีกชายเสื้อของตนเองออกอย่างไม่ลังเล และใช้ผ้าที่ฉีกนั้นซับเืที่ไหลออกมาจากาแของเขา
"ข้าคือฉินหลิวซี นักพรตหญิงจากเขาชิงหลง" นางกล่าว "ข้ากำลังเดินทางไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ ท่านได้รับาเ็เพราะความกล้าหาญของท่าน ข้าจะรักษาท่านเอง"
จ้าวอี้ิมองใบหน้าของนางที่งดงามบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดา แต่กลับมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและประสบการณ์บางอย่างที่ยากจะอธิบายซ่อนอยู่ เขาไม่รู้ว่านางเพิ่งผ่านการชำระล้างครั้งใหญ่มา แต่เขารู้สึกได้ถึงพลังปราณที่บริสุทธิ์และเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง
"ข้า...ข้าคือจ้าวอี้ิ" เขาตอบ "ขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิตข้าไว้"
ฉินหลิวซีพยุงเขาให้ลุกขึ้นยืน "เราต้องรีบออกจากที่นี่ก่อนที่โจรคนอื่นจะตามมา"
นางพาเขาไปยังลำธารใสใกล้ๆ ที่ซ่อนอยู่ในป่าไผ่ เสียงน้ำไหลเซาะผ่านก้อนหินสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบ ฉินหลิวซีช่วยจ้าวอี้ินั่งลงบนก้อนหินเรียบ แล้วเริ่มตรวจดูาแอย่างละเอียด
"ท่านต้องถอดเสื้อออกก่อน" นางกล่าวอย่างเรียบเฉย "าแอยู่ใกล้กับสีข้าง ข้าต้องดูให้ชัดเจนว่าเืไหลจากจุดไหน"
จ้าวอี้ิรู้สึกตัวร้อนวูบ ไม่ใช่เพราะความเ็ป แต่เป็เพราะการที่นางพูดจาอย่างไร้เดียงสาเช่นนี้ เขาค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออก เผยให้เห็นร่างกายที่แข็งแรงและกล้ามเนื้อที่เป็มัดๆ จากการฝึกวิชาดาบมาอย่างยาวนาน
ฉินหลิวซีเข้าไปใกล้มากขึ้น นางคุกเข่าลงข้างๆ เขา ใบหน้าของนางอยู่ห่างจากอกของเขาเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คล้ายดอกบัวที่บานในยามเช้าลอยมาจากผมและผิวของนาง ทำให้จ้าวอี้ิรู้สึกเหมือนถูกสะกดจิต
"าแลึกจริงๆ" นางพึมพำ ขณะที่นิ้วเรียวของนางเบาๆ ััรอบๆ าแ "เืยังไหลอยู่ ข้าต้องใช้พลังปราณเพื่อห้ามเืก่อน"
นางวางฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนอกของเขา ใกล้กับาแ ความเย็นของฝ่ามือนางตัดกับความร้อนของผิวเขาอย่างชัดเจน จ้าวอี้ิรู้สึกถึงกระแสพลังปราณที่บริสุทธิ์และเยือกเย็นไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงความอ่อนนุ่มของฝ่ามือนาง และกลิ่นหอมที่ทำให้ใจฟุ้งซ่าน
"ท่านรู้สึกอย่างไร?" นางถามด้วยความห่วงใย ดวงตาใสของนางจ้องมองใบหน้าของเขาอย่างใกล้ชิด
จ้าวอี้ิกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาพยายามมองไปที่อื่น แต่สายตาของเขากลับไปสะดุดที่ร่องลึกระหว่างอกของนางที่เผยออกมาจากคอเสื้อที่หลวม เมื่อนางก้มลงเพื่อตรวจดูาแ ผ้าเสื้อก็ตกลงมา เผยให้เห็นเนินอกที่ขาวนวลและเต่งตึง รวมถึงปลายปทุมสีชมพูอ่อนที่แข็งตัวเล็กน้อยเพราะลมเย็น
"ข้า...ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว" เขาตอบด้วยเสียงแหบแห้ง
ฉินหลิวซีไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำของนางกำลังทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าเดือดร้อนเพียงใด นางยังคงมุ่งมั่นกับการรักษา นางหยิบผ้าที่ฉีกจากเสื้อของตนเองมาชุบน้ำใสจากลำธาร แล้วเบาๆ เช็ดเืที่แห้งแล้วรอบๆ าแ
ทุกครั้งที่นางเช็ด ร่างกายของจ้าวอี้ิก็สั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความเ็ป แต่เป็เพราะการััที่อ่อนโยนของนาง นิ้วเรียวของนางเฉียดผ่านิัของเขาอย่างระมัดระวัง ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่างกาย
"ท่านต้องนอนลงเพื่อให้ข้าพันผ้าได้สะดวก" นางกล่าว
จ้าวอี้ิทำตามที่นางบอก เขานอนลงบนหญ้าอ่อนข้างลำธาร ฉินหลิวซีคุกเข่าข้างๆ เขา เริ่มพันผ้าที่ฉีกจากเสื้อของตนเองรอบๆ ลำตัวของเขา
เพื่อให้พันผ้าได้รอบร่าง นางต้องโน้มตัวเข้าไปใกล้มาก จนอกของนางแทบจะแตะกับอกของเขา ลมหายใจอุ่นๆ ของนางพัดโชยมาถูกใบหน้าของเขา และเมื่อนางเอื้อมมือไปรอบๆ ลำตัวเพื่อพันผ้า ร่างกายของนางก็แนบชิดกับเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"เสร็จแล้ว" นางกล่าวด้วยความพึงพอใจ "ผ้าพันแน่นดีแล้ว เืจะหยุดไหลเร็วๆ นี้"
จ้าวอี้ิลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ เขามองนางด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณท่าน...ท่านช่วยชีวิตข้าไว้"
ฉินหลิวซียิ้มอย่างไร้เดียงสา "นี่เป็หน้าที่ของข้า ข้าลงมาจากเขาเพื่อช่วยเหลือผู้คน"
และนั่นคือการพบกันครั้งแรกระหว่างฉินหลิวซีและจ้าวอี้ิ การพบกันที่นำไปสู่การเดินทางร่วมกันเพื่อบำเพ็ญความดีในโลกมนุษย์ และบทเรียนใหม่ๆ ที่รอคอยนางอยู่เบื้องหน้า