พอหลังจากที่คนในสำนักจากไปคืนความสงบให้แก่ภายในเรือนไม้หลังเล็กอีกครั้ง เหมาเว่ยจึงตรวจเช็คอาวุธในถุงจักรวาลของตน เร่งบรรจุกระสุนปืนทุกกระบอก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
ต่อมาจึงเริ่มบ่มเพาะโดยการทะลวงจุดชีพจรเพื่อตัดผ่านขึ้นสู่ระดับถัดไป แต่ด้วยความสามารถและพรสวรรค์อันสูงล้ำที่ยังหาคำตอบถึงที่มามิได้ ก็ส่งผลให้เขาทำสำเร็จผ่านไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้โดยง่าย ก่อนจะหยุดพักนำผ้าขึ้นมาซับเหงื่อบนหน้าใบเล็กน้อย
แก่นแท้ขั้นหนึ่ง!
“เฮ่ออ พลังยุทธเพิ่มขึ้นอีกระดับแล้วสินะ”
นับว่าเป็นเรื่องอันน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักที่จะมีผู้ใดสามารถบ่มเพาะพลังยุทธได้รวดเร็วเพียงนี้ เพราะหากนับเฉพาะช่วงเวลาที่เหมาเว่ยฝึกตนเพิ่มพูนระดับพลังเพียงอย่างเดียว คงต้องกล่าวว่าเขาใช้เวลาไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ก็สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับแก่นแท้ได้สำเร็จ
ซึ่งจะแตกต่างกับผู้ฝึกตนโดยทั่วไปที่อาจจะต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือนแรมปีกว่าที่จะผ่านได้ในแต่ละระดับ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้ที่มีดวงดาววาสนาในจำนวนอันน้อยนิด ที่อาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อที่จะมาอยู่ในระดับเดียวกับเหมาเว่ย
“ศิษย์พี่ ศิษย์พี่”เหมาเว่ยตะโกนเรียกผู้ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูให้เข้ามา’ชวนศิษย์พี่คุยเรื่องในโลกนี้หน่อยดีกว่า ไว้ข้าค่อยบ่มเพาะพลังต่อหลังจากนี้ก็ได้’
แอ๊ดดด!!
“มีอันใดหรือศิษย์น้องเหมา เจ้าต้องการสิ่งใด?”ซานป๋อก้าวเข้าไปในห้องพลางเปิดปากเอ่ยถาม
“ข้าแค่เบื่อๆ ก็เลยเรียกท่านเข้ามาคุยเป็นเพื่อน เชิญนั่งศิษย์พี่”
“ได้ ว่าแต่เจ้าอยากจะคุยกับข้าเรื่องอะไร?”
“แน่นอน ต้องเป็นเรื่องของชาวยุทธ”
“ย่อมได้ ข้าเองก็พอมีความรู้อยู่บ้าง ว่าแต่เจ้าเถอะ เหตุใดถึงบ่มเพาะพลังได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ แล้วยังฝึกวิชาเหล่านั้นได้จนสำเร็จอีกด้วยพอจะบอกกับข้าได้หรือไม่ ขอบอกตามตรงพลังยุทธของข้าในยามนี้อยู่ในระดับหลอมรวมขั้นหก หากแต่เจ้าคงจะมีพลังยุทธเหนือล้ำกว่าข้าไปแล้วเป็นแน่ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยัง..“
“ข้าคงบอกอะไรท่านมากไม่ได้ ต้องขอโทษด้วย”
“งั้นหรอ ไม่เป็นไรอย่าได้คิดมาก แต่เรื่องนี้มีหลายคนเกิดสงสัยเกี่ยวกับตัวเจ้า ข้าบังเอิญได้ยินเหล่าผู้อาวุโสสนทนากัน ทุกท่านก็สนใจในตัวเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่น้อยเลย แต่หากให้ข้าเดา ท่านอาจารย์ย่อมต้องทราบเรื่องนี้อย่างแน่นอน ข้าเดาถูกใช่หรือไม่?”ซานป๋อยังคงพูดจาวนไปเวียนมาเกี่ยวกับเรื่องการบ่มเพาะของเหมาเว่ย”รึว่าเจ้าจะมียาวิเศษ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ข้าจะไปมียาวิเศษได้ยังไง อย่ามาสนใจเรื่องของข้าเลย ให้ข้าถามท่านบ้างสิศิษย์พี่”เหมาเว่ยไม่ต้องการเปิดปากพูดถึงเรื่องของตนแม้แต่น้อย จึงบ่ายเบี่ยงขอโอกาสเป็นฝ่ายถาม’อาวุโสว่านย่อมทราบดีอยู่แล้ว ก็เขาเป็นคนช่วยเหลือข้ามาโดยตลอด แล้วข้าก็เคยแสดงช่วงที่บ่มเพาะให้เขาเห็นอีกด้วย’
“ได้สิ เชิญเจ้าว่ามา”
“นิกายจันทร์ดับและพรรคตระกูลเซี่ยยิ่งใหญ่แค่ไหน?”เหมาเว่ยตั้งคำถามถึงผู้ที่ต้องการจะจัดการในสักวันหนึ่งเป็นคำถามแรก’ท่านลุงที่มอบแผนที่ให้แก่ข้าเกี่ยวข้องอันใดกับนิกายจันทร์ดับกันนะ เหตุใดต้องถูกตามล่าเช่นนั้นด้วย ข้าไม่เข้าใจจริงๆ’
“ตามความรู้เท่าที่ข้ามี นิกายจันทร์ดับ.......”
ต่อจากนั้นเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับชาวยุทธจากปากซานป๋อก็ถูกส่งผ่านไปถึงเหมาเว่ย นิกายจันทร์ดับเป็นเพียงนิกายขนาดเล็กค่อนกลาง มีจำนวนสาวกไม่น้อยไปกว่าหนึ่งพันคน ส่วนที่ตั้งยังคงเป็นปริศนา แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็นับว่าเหนือกว่าสำนักพยัคฆ์อัสนีที่มีจำนวนหนึ่งร้อยเศษก็ว่าได้
ส่วนเรื่องของพรรคตระกูลเซี่ยที่หลุดออกจากปากซานป๋อนั้น เป็นตระกูลปรุงยาและทำการค้าเกี่ยวกับยามาหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน สมาชิกในตระกูลหลักที่ตั้งอยู่ในเมืองมังกรฟ้าหรือก็คือเมืองหลวงของอาณาจักรมังกรฟ้านั้น มีมากกว่าหลายหมื่นเลยทีเดียว หรือแม้แต่ตระกูลรองที่ตั้งอยู่ในเมืองดารากระจ่างก็ยังมีไม่น้อยไปกว่าหลักพันคน
“ยังไม่หมดนะศิษย์น้อง เนื่องจากตระกูลเป็นตระกูลนักปรุงยา ตระกูลใหญ่ๆ พรรคและสำนักต่างๆจึงต้องการผูกมิตร ไม่ว่าจะด้วยการแต่งงานก็ดี หรือด้วยวิธีอื่นก็ดี จึงทำให้พรรคตระกูลเซี่ยยิ่งใหญ่ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่สำนักเราไม่ต้องการจะล่วงเกินพวกมัน เจ้าจะโทษเหล่าผู้อาวุโสที่คิดจะส่งตัวเจ้าไปก็ไม่ถูกทั้งหมด จำนวนคนแค่หยิบมือไหนเลยจะแข็งข้อกับพวกมันได้”
“ข้าเองก็เข้าใจดี”
“และการที่สำนักเล็กๆอย่างเราอยู่รอดมาถึงบัดนี้ ก็เพราะชื่อเสียงของเจ้าสำนักและศิษย์พี่เฟยหลง”
“เขาเป็นใคร? ข้าหมายถึงศิษย์พี่เฟยหลงที่ท่านพูดถึง”
“ศิษย์พี่เฟยหลง เป็นผู้มีพรสวรรค์และมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา แต่เขาได้เดินทางออกจากสำนักไปหลายปีแล้วไม่ยอมกลับมาเสียที ในอดีตศิษย์พี่เฟยหลงเคยไปอาละวาดภายนอกจนหลายสำนักต้องปั่นป่วนด้วยตัวคนเดียวมาแล้ว ส่วนเจ้าสำนักเราก็มีพลังยุทธที่สูงล้ำ แต่หลายปีมานี้แม้แต่ศิษย์ในสำนักก็ไม่มีโอกาสได้พบท่านเลย ด้วยชื่อเสียงสองคนที่ข้ากล่าวไป จึงทำให้หลายตระกูล หลายพรรค หลายสำนักไม่กล้าล่วงเกินพวกเรา ก็มีแต่นิกายชั่วเมื่อวานที่บุกขึ้นเขามา พวกมันคงมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดพบที่ซ่อนที่แท้จริงของพวกมันได้เป็นแน่”ซานป๋อทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง แววตาของมันเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิที่ได้กล่าวถึงบุคคลทั้งสอง
เหมาเว่ยได้ฟังก็ยิ่งทำให้เขาเกิดข้อสงสัยจึงต้องเอ่ยปากถามต่อ”ทั้งคู่มีพลังยุทธระดับใดกัน?”
“หลายปีก่อนที่ข้าเคยพบกับเจ้าสำนัก ท่านก็อยู่ในระดับจักรพรรดิแล้วล่ะ ส่วนตอนนั้นศิษย์พี่เฟยหลงก็อยู่ในระดับกษัตริย์ และเจ้าคงไม่ทราบสินะ ตั้งแต่ระดับกษัตริย์ขึ้นไปจะเห็นถึงความต่างในพลังเป็นอย่างมาก เพียงห่างกันขั้นเดียวก็สามารถชี้ผลแพ้ชนะได้เลยเชียวล่ะ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกที่มีระดับพลังต่ำกว่าอย่างพวกนิกายชั่วเมื่อวาน ถูกผู้ที่มีพลังยุทธระดับกษัตริย์ซัดตูมเดียวข้าเกรงว่าจะขาดใจตายแทบไม่ทัน”ซานป๋อเล่ามาถึงช่วงท้าย ก็เกิดออกท่าทางกระแทกฝ่ามือออกไปเบาๆด้วยความฮึกเหิม
ฟืบบ!
“ขนาดนั้นเลยหรือ? แล้วเหตุใดเหล่าอาวุโสสำนักเราถึงยังอยู่ระดับปรมาจารย์กันล่ะ นับจากอายุของพวกท่าน น่าจะอยู่ในระดับกษัรติย์ได้แล้วไม่ใช่หรือ?”เหมาเว่ยยังคงมีข้อสงสัยเพิ่ม เพราะเหล่าอาวุโสในสำนักก็นับว่ามีอายุไม่น้อยเลย
“เจ้าจะไปรู้อะไร การบ่มเพาะช่วงแรกๆกับช่วงระดับแก่นแท้ขึ้นไปต่างกันราวฟ้ากับเหว ทั้งการทะลวงชีพจรเพื่อตัดผ่านระดับต่อไปก็ยังทำได้ยากยิ่ง.......”
ต่อจากนั้นเหมาเว่ยก็มีโอกาสได้ฟังความจริงบางอย่างจากปากซานป๋อเกี่ยวกับการบ่มเพาะพลัง แท้ที่จริงแล้วเมื่อเข้าสู่ระดับแก่นแท้ การบ่มเพาะพลังในแต่ละขั้นจะเพิ่มพูนยากกว่าระดับก่อนหน้านี้เป็นทวีคูณ อีกทั้งการตัดผ่านไปยังระดับถัดไปก็จะทำได้ยากยิ่งตามไปด้วย
และไม่เพียงเท่านั้น ก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ฝึกตนติดอยู่ในระดับแก่นแท้และระดับปรมาจารย์เป็นจำนวนมากไม่อาจตัดผ่านไปสู่ระดับที่สูงขึ้นไปได้ ซึ่งเป็นเพราะการทะลวงชีพจรช่วงที่ตัดผ่านระดับนั้น จะมีโอกาสสำเร็จน้อยมากจึงต้องมีตัวช่วยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
ไม่เพียงแต่ต้องมีความสามารถ พรสวรรค์และความเข้าใจในการทะลวงชีพจร ยังต้องพึ่งพาเม็ดยาหรือโอสถวิเศษสำหรับเพิ่มโอกาสในความสำเร็จ กระทั่งยังต้องเป็นผู้มีดวงเพื่อมุ่งสู่ระดับถัดไป แต่ที่สำคัญ หากผู้มีพลังยุทธระดับแก่นแท้ขึ้นไปเกิดทะลวงชีพจรล้มเหลว พลังยุทธที่เคยอยู่ในขั้นสิบหรือขั้นสูงสุดจะกลายเป็นขั้นเก้าทันที เพื่อรักษาชีพจรภายในไม่ให้เกิดการบอบช้ำและเกิดธาตุไฟเข้าแทรกในที่สุด
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือศิษย์พี่ หากเป็นอย่างที่ท่านกล่าวมาจริง การปรุงยาก็นับว่ามีความสำคัญอย่างมากเลยน่ะสิ”
“แน่นอน โดยมากผู้ฝึกตนก็มาติดอยู่ในระดับแก่นแท้ขั้นสิบกันทั้งนั้น แล้วยิ่งสำนักเราขาดคนปรุงยา ก็เลยเป็นอย่างที่เจ้าเห็นนี่แหละ ศิษย์ใหม่ในแต่ละปีจึงมีน้อยไม่ค่อยมีใครสนใจจะเข้าร่วมกับเรา และจากที่เคยเป็นสำนักใหญ่โตรุ่งเรืองมีศิษย์มากมาย ก็กลายเป็นสำนักเล็กๆมาจนถึงบัดนี้”
‘เช่นนั้นการปรุงยาก็นับเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เห็นทีข้าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว’เหมาเว่ยเผยสีหน้าจริงจังพลางเอ่ยถามต่อไป”ศิษย์พี่ โดยมากแล้ววิชาตัวเบาจะไม่มีระดับใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดท่าร่างอัสนีถึงมีระดับกันล่ะ?”
“เพราะมันเป็นวิชากึ่งวิชาตัวเบาน่ะสิ แต่จริงๆข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกว่าต่างกันอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่ๆมันใช้บนอากาศอย่างเช่นวิชาตัวเบาทั่วไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?”
“ถูกของท่าน”
“แต่ว่านะ วิชาที่เจ้ามีมันสุดยอดมากเลยล่ะ ทั้งเพลงกระบี่เขี้ยวสายฟ้าและท่าร่างอัสนี ถ้าเจ้าว่างอยู่ช่วยสอนช่วยชี้แนะให้ข้าบ้างสิ ข้าล่ะอิจฉาเจ้าจริงๆ”
“ย่อมได้..”
ปึงง แอ๊ดดดด!!
“เหมาเว่ย!”
ระหว่างที่เหมาเว่ยและซานป๋อกำลังสนทนากันอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงเปิดประตูก่อนที่อาวุโสว่านจะเร่งก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง สีหน้าของชายชราเวลานี้ดูเหมือนจะมีเรื่องกังวลอย่างเห็นได้ชัด และพอมาถึงก็สั่งให้ซานป๋อออกไปรอด้านนอกในทันที
“ท่านอาจารย์!”
“ผู้อาวุโสว่าน”
“ซานป๋อเจ้าออกไปข้างนอกก่อน ข้ามีเรื่องสำคัญต้องการคุยกับเหมาเว่ยตามลำพัง”
“ครับ ท่านอาจารย์”
แอ๊ดดด ปึงง!!
“มีเรื่องอันใดรึเปล่า สีหน้าของท่านเหมือนจะมีความในใจ”เหมาเว่ยสังเกตเห็นสีหน้าของชายชรา จึงกล่าวออกไปเพื่อไถ่ถามหาความจริง
“ข้ามีเรื่องอยากจะให้เจ้าช่วย”
“ท่านว่ามาได้เลย หากช่วยได้ข้าจะช่วยอย่างเต็มที่”
“ดี...”
พอหลังจากที่เหมาเว่ยและอาวุโสว่านถูกทิ้งไว้ตามลำพัง ความในใจของชราแก่ก็ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ การเก็บตัวบ่มเพาะของเจ้าสำนักพยัคฆ์อัสนีเกิดความล้มเหลวบางอย่างจนส่งผลให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงสิ้นสติ กระทั่งอาวุโสว่านลอบเข้าไปพบเข้าจึงคิดหาทางช่วยเหลือก่อนที่จะสายเกินไป
“ท่านว่าอย่างไรนะ? เป็นความจริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน ข้าและอาวุโสคนอื่นๆปรึกษากันจนได้ความ และลงความเห็นว่า จะส่งศิษย์ที่ไว้ใจได้ไปตามหาสมุนไพรกลับมารักษาท่านเจ้าสำนัก อาวุโสท่านอื่นส่งคนสนิทออกเดินทางไปแล้ว ส่วนข้าต้องการมาขอร้องเจ้าให้ช่วยเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“ได้ ข้าจะช่วยเหลือท่านเอง แล้วต้องทำอย่างไรบ้าง สมุนไพรที่ท่านพูดถึงอยู่ที่ใดกัน?”เหมาเว่ยตอบตกลงอย่างไม่ลังเล แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าตนเพิ่งจะมาถึงที่นี่เพียงไม่กี่วัน ก็ต้องออกเดินทางสู่ภายนอกไปทำภารกิจแสนสำคัญเสียแล้ว’เพิ่งจะมาถึงยังไม่มีเวลาพอจะบ่มเพาะเลยก็ต้องออกเดินทางซะแล้ว แต่ที่ข้าตกลงจะช่วยเหลือ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะได้ยินว่าเกี่ยวกับสมุนไพร งานนี้อาจจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับนักปรุงยามาบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนอีกเหตุผล ข้าก็ยังต้องการออกไปตามหาสิ่งที่ถูกระบุไว้ในแผนที่ที่ท่านลุงคนนั้นทิ้งเอาไว้ให้โดยเร็วที่สุด’
จากคำพูดของเหมาเว่ย อาวุโสว่านจึงนำแผนที่ออกมากางบนโต๊ะ“เจ้าต้องออกเดินทางไปยังอาณาจักรพฤกษาจันทราที่ตั้งอยู่ทิศบูรพา ออกตามหาหญ้าปีศาจที่มักจะขึ้นอยู่รอบๆแหล่งน้ำในละแวกป่ารอบอาณาจักรแห่งนั้น และนำกลับมาภายในสามเดือน แท้จริงแล้วหากพวกข้าเหล่าอาวุโสในสำนักไม่ติดที่ว่าต้องอยู่ปกป้องสำนักช่วงที่เจ้าสำนักยังไม่ฟื้น พวกข้าคงจะเดินทางไปด้วยตัวเองแล้ว”
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง จะนำหญ้าปีศาจกลับมาภายในสามเดือน”
ต่อจากนั้นอาวุโสว่านก็ได้นำภาพวาดเกี่ยวกับหญ้าปีศาจที่พูดถึงออกมาให้เหมาเว่ย พร้อมทั้งสั่งให้ซานป๋อไปเตรียมสัมภาระให้แก่เหมาเว่ย เพื่อออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น
“แล้วเรื่องตระกูลเซี่ยล่ะท่านอาวุโสว่าน”เหมาเว่ยยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ตนก่อขึ้น
“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องตระกูลเซี่ย หากพวกมันกล้ามาข้าก็มีวิธีจะถ่วงเวลาเอาไว้ได้ อย่างไรเสีย หากไม่ใช่ตระกูลหลักเป็นตระกูลรองที่ตั้งอยู่เมืองดารากระจ่าง พวกมันก็ไม่น่าจะกล้าลงมือ คงต้องขอความช่วยเหลือตระกูลหลักและใช้เวลาพอสมควร”
“เช่นนั้นข้าก็เบาใจ”เหมาเว่ยรู้สึกโล่งใจเมื่ออาวุโสว่านกล่าวว่ามีวิธีรับมือ’เรื่องตระกูลเซี่ย ทำให้ข้ารู้สึกกังวลยิ่งนัก’
“ว่าแต่เจ้าเถอะเหมาเว่ย เจ้าแต่งงานรึยัง?”อาวุโสว่านถามในสิ่งที่ทำให้เหมาเว่ยแปลกใจเป็นอย่างมาก
“ข้ายังไม่ได้แต่งงาน เหตุใดท่านถึงถามข้าเรื่องนี้?”
“ข้าจะแนะนำหลานสาวให้เอาไหมล่ะ?”อาวุโสว่านเผยรอยยิ้มที่มุมปาก’ความสามารถเขาไม่เพียงแต่จะช่วยให้สำนักรุ่งเรืองขึ้นในอนาคต ทั้งยังอาจจะทำให้ความหวังในการกอบกู้อาณาจักรดารากระจ่างเป็นความจริง อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นด้านความสามารถ นิสัยใจคอและรูปร่างหน้าตาของเหมาเว่ยก็นับดีเลิศทุกๆด้าน หากองค์หญิงผู้เป็นดั่งสายเลือดสุดท้ายของอาณาจักรดารากระจ่าง กลับจากการฝึกตนในนิกายนั่น ข้าคงต้องหาโอกาสแนะนำให้หนุ่มสาวทั้งสองได้รู้จักกันเสียแล้ว’
“ท่านมีหลานสาวด้วยหรือ ว่าก็ว่าเถอะ ศิษย์หญิงในสำนักพยัคฆ์อัสนี ข้าก็ยังไม่เคยเห็นเลยสักนางเดียว แล้วอีกอย่างนะ หลานสาวท่านงดงามรึไม่ล่ะ?”
“หญิงงามล่มเมืองเชียวล่ะ ไม่สิ หญิงงามแห่งใต้หล้าถึงจะถูก”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอเข้าไปได้รึไม่?”สุ่มเสียงซานป๋อดังแทรกขึ้นมาทางหน้าประตู
จากนั้นเหมาเว่ยก็ได้รับสัมภาระที่ซานป๋อเตรียมมาทั้งยังเพิ่งจะทราบอีกว่า ในยามนี้เส้นผมของเขายาวขึ้นอย่างผิดหูผิดตา จนกลายเป็นชายหนุ่มผมยาวคล้ายกับคนในโลกนี้มากขึ้นไปอีก
“ศิษย์น้อง ข้าให้พัดนี่แก่เจ้าด้วย ลองถือดูสิ คงจะเหมือนคุณชายจากตระกูลมีชื่อไม่น้อยเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
“ขอบคุณ”
.
.
.
ผ่านไปหนึ่งวัน
บนยอดเขาแห่งหนึ่งห่างจากเขาพยัคฆ์ม่วงกว่าหลายสิบลี้ ภายในยามค่ำคืนอันแสนสงบก็ได้ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่บนยอดเขาสูงลิบเพียงลำพัง ซึ่งตามตำแหน่งที่ระบุไว้ในแผนที่ที่ได้รับมอบมาในอดีต ก็ส่งผลให้เหมาเว่ยมาถึงที่นี่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
ก่อนหน้านั้นช่วงที่เหมาเว่ยกำลังจะออกเดินทางจากสำนักพยัคฆ์อัสนี ก็ได้นำแผ่นที่เล็กๆออกมาถามทางกับอาวุโสว่านจนได้ความกระจ่าง และเลือกที่เดินทางมาที่นี่เป็นแห่งแรกเมื่อระยะทางก็มิได้ห่างไกลสักเท่าใด
“ข้ามาเพื่อหยกครึ่งซีกเนี่ยหรือ?”เหมาเว่ยนำสิ่งที่พบขึ้นมาจับจ้องเป็นหยกสีขาวนวลรูปมังกรที่ปรากฏร่องรอยแตกหัก อีกทั้งหยกชิ้นนี้ก็มิได้ถูกซุกซ่อนไว้ในสถานที่ที่พบได้ยากแต่อย่างใด โดยถูกฝังเอาไว้พื้นดินริมหน้าผาสูงแห่งนี้เพียงเท่านั้น
’ผู้ที่นำมาฝังไว้อาจจะเป็นท่านลุงคนนั้นก็เป็นได้ สิ่งที่ข้าพบมีเพียงห่อผ้าธรรมดาที่ด้านในก็มีแต่หยกชิ้นนี้เท่านั้น แล้วคำพูดสุดท้ายนั่นของท่านลุงจะเกี่ยวข้องอะไรกับหยกมังกรขาวชิ้นนี้กันนะ หรือว่าหยกชิ้นนี้จะเป็นต้นเหตุทำให้ท่านลุงถูกพวกนิกายจันทร์ดับตามล่า...’เหมาเว่ยยืนครุ่นคิดริมหน้าผา ยืนรับลมใต้แสงจันทร์โดยยังไม่อาจประติดประต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด
วูบบบบบบบบบบ!!
แต่ทันใดนั้น ยามเมื่อหยกมังกรขาวต้องแสงจันทร์อย่างเต็มที่ พลันก็บังเกิดไอควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากชิ้นหยกบนมือเหมาเว่ย ก่อนจะเริ่มก่อตัวกลายเป็นมังกรในชั่วพริบตา โดยสิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความตกตะลึงโดยไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดแม้เพียงครึ่งคำ
“..........”