ตอนที่56 นักเปียโนลึกลับ
ณอาคารสำนักงานชั้น 5
กงจ้าวเว่ยนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าสงสารอยู่บนโซฟาในห้องทำงานของพ่อตนเอง
“ฮึกฮือฮือฮือ คุณพ่อค่ะพี่ชายเย่ใจร้ายกับหนูมากเลย”
กงจ้าวเว่ยร้องไห้พลางกล่าวฟ้องพ่อตนเองถึงการที่หลิวเย่ปฏิบัติต่อเธออย่างใจร้าย
“เฮ้อ เขาก็เป็นแบบนี้มาตลอดไม่ใช่เหรอ?”
กงผู่ถอนหายใจพลางกล่าวความจริงที่เขาเห็นท่าทีของหลิวเย่อย่างชัดเจน
นั่นเป็นเพราะว่าหลิวเย่ไม่เคยมีท่าทีสนใจลูกสาวตนเองมาตั้งแต่เด็กแล้ว
แต่กลับกลายเป็นว่าลูกสาวตนตกหลุมรักหลิวเย่มาตั้งแต่เด็ก
และรักตลอดเวลาจนกระทั่งทั้งคู่เติบโตเป็นผู้ใหญ่
ด้านพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายเคยคิดที่จะหมั้นหมายเด็กทั้งคู่
แต่ปรากฏว่าหลิวเย่ยื่นคำขาดที่จะไม่กลับมาประเทศในขณะที่เขากำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศM
ทำให้ข้อตกลงของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต้องยุติลงในฉับพลัน
แต่ทว่ากงจ้าวเว่ยยังปักใจรักมั่นแต่หลิวเย่คนเดียวมาตลอด
“หนูจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด”กงจ้าวเว่ยกำมือแน่นพลางกล่าวสัญญากับตัวเองอย่างจริงจัง
“ทำใจบ้างเถอะลูกรัก”กงผู่ปลอบใจและพูดให้เธอทำใจยอมรับความจริง
“ไม่ค่ะ จะไม่มีใครเข้าใกล้พี่ชายเย่ได้”กงจ้าวเว่ยพูดลอดไรฟันด้วยสายตาโหดเหี้ยม
..........
ทางด้านหลิวเย่ที่เดินนำสาวน้อยกลับไปยังรถฮัมเมอร์ที่จอดอยู่หน้าอาคารสำนักงาน
“ผมจะพาคุณไปพักที่โรงแรมก่อนและพรุ่งนี้เช้ามีประชุมประจำเดือนของกองกำลังแผนกพิเศษ”
หลิวเย่บอกกำหนดการคร่าวๆกับสาวน้อยถึงความสำคัญของการเข้าร่วมประชุมในวันพรุ่งนี้
“เข้าใจแล้ว” ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจ
หลิวเย่พาสาวน้อยไปพักโรงแรมใกล้กับบ้านของตนเองเพื่อสะดวกในการมารับตอนเช้า
“ผมจะช่วยเลือกห้องพักในโรงแรมให้ดีไหม?”
หลิวเย่ถามความสมัครใจของสาวน้อยก่อน
เพราะเขาไม่แน่ใจว่าเธอจะยินดีให้ตนเอื้ออำนวยความสะดวกให้หรือไม่?
“ไม่เป็นไร”ซ่งเย่โบกมือปฏิเสธโดยตรง
เธอหยิบกระเป๋าเป้ของตนเองออกมาแล้วกำลังก้าวลงจากรถ
หลิวเย่อาศัยจังหวะนี้พูดกับเธอโดยตรงว่า“ถ้าอย่างนั้นผมมารับไปทานอาหารเย็นด้วยกันนะ”
เขาพูดเสร็จก็ขับรถออกไปทันทีโดยไม่รอให้เธอตอบรับหรือปฏิเสธเพราะเกรงกลัวว่าเธอจะปฏิเสธตนเอง
ซ่งเย่เอียงคอมองอย่างสงสัยแล้วยักไหล่เล็กน้อยก่อนหันหลังเดินเข้าโรงแรมโดยตรง
ในห้องพักพิเศษระดับเดอร์ลุกซ์
เธอเปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปพกพาขนาดเล็กแบรนด์M ออกมาค้นหาข้อมูลกิจกรรมที่น่าสนใจของเมืองหลวง
และค้นพบข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ
นั่นคือเทศกาลดนตรีนานาชาติซึ่งจัดขึ้นที่อาคารศิลปะแห่งชาติของเมืองหลวง
ซึ่งพบคนที่น่าสนใจคนหนึ่งจากภาพแสดงของศิลปินที่เข้าร่วมแสดงดนตรี
เพราะว่าภาพของชายคนนี้มีอยู่ในไฟล์ของสมาชิกองค์กรKAที่เธอเคยดาวโหลดมาก่อน
ซ่งเย่หยิบซาเซินน้อยอันหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้
แล้วโหลดภาพของชายชื่อ“ฟิลิปส์” เข้าในซาเซินน้อยเพื่อให้มันตรวจสอบหาบุคคลตามภาพ
เธอต้องการตรวจสอบว่าเขาได้เข้าร่วมงานจริงหรือไม่เพราะไม่ต้องการไปเยี่ยมเยียนให้เสียเที่ยว
จากนั้นเธอเปิดประตูระเบียงห้องแล้วปล่อยให้ซาเซินน้อยบินมุ่งหน้าตรงไปยังอาคารศิลปะแห่งชาติของเมืองหลวง
“ฉันจะตามเก็บดอกเบี้ยไปทีละนิดและสักวันหนึ่งจะไปกวาดล้างองค์กรKAด้วยตัวเอง”
ซ่งเย่พูดกับตัวเองเหมือนการให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจัง
..........
เมื่อถึงเวลา18.00 น. หลิวเย่โทรศัพท์มาแจ้งซ่งเย่ว่าเขารออยู่หน้าโรงแรมแล้ว
ซ่งเย่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยและถือกระเป๋าเป้ติดตัวไปด้วย
เมื่อลงมาชั้นล่างของโรงแรม
หลิวเย่มองเห็นสาวน้อยในชุดเสื้อยืดสีชมพูสดใสและกางเกงยีนส์เข้ารูป
ซึ่งช่วยอวดรูปร่างที่สมบูรณ์แบบสวยงามของเธอขาเรียวตรงสูงยาวเสริมให้ความงามของเธอโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
ทำให้เขาเกิดอาการหวงแหนสาวน้อยของตนเองมากขึ้นไปทุกทีและเอ่ยถามอย่างห่วงใยว่า“หิวหรือยัง?”
“ยัง”ซ่งเย่ตอบตามตรงและหยิบโทรศัพท์มาดูภาพบนหน้าจอเป็นระยะ
“ตามใครอยู่เหรอ?”หลิวเย่ถามด้วยความสงสัยที่พบว่าท่าทางของเธอสนใจภาพที่ถูกส่งมาจากซาเซินน้อย
เขารู้จักของเล่นชิ้นใหม่ของเธอที่ทรงประสิทธิภาพและหวังไว้ว่าการประชุมประจำเดือนของกองกำลังในวันพรุ่งนี้
เธอจะช่วยแลกเปลี่ยนความรู้กับทีมเอสเปอร์วิศวกรรมเครื่องจักรกล
เพื่อนำความรู้และทักษะขั้นสูงจากการสร้างซาเซินน้อยมาปรับใช้กับกองกำลังแผนกพิเศษและกองทัพ
ซ่งเย่ตอบกลับหลิวเย่อย่างไว้วางใจเขาเมื่อรู้ว่าอยู่ฝ่ายเดียวกัน“ฟิลิปส์”
“อ้อผมกำลังจะชวนสาวน้อยไปร่วมงานแสดงดนตรีนานาชาติพอดีหลังจากทานข้าวเสร็จแล้ว”
หลิวเย่พยักหน้ารับรู้และอธิบายถึงแผนการเพิ่มเติมของตนเอง
“ดีเลย”ซ่งเย่มีท่าทางตื่นเต้นทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเขา
“โอเคงั้นพวกเราไปทานข้าวให้อิ่มท้องกันก่อน”
หลิวเย่ยิ้มอย่างพอใจและขับรถตรงไปยังภัตตาคารขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง
..........
หลิวเย่และซ่งเย่ทานอาหารเย็นด้วยกันอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ซ่งเย่กำลังเดินไปขึ้นรถฮัมเมอร์ที่จอดอยู่หน้าภัตตาคาร
พลันมีเสียงเตือนพบเป้าหมายจากซาเซินน้อยดังขึ้นในหูฟังบลูทูธของเธอ
ซ่งเย่แสดงท่าทีตื่นเต้นทันที่ที่พบว่าเป้าหมายอยู่ในงานแสดงดนตรีที่อาคารศิลปะแห่งชาติ
“ไปกันเถอะ”หลิวเย่ส่ายหัวเล็กน้อยกับท่าทีกระตือรือร้นของเธอ
เขาขับรถฮัมเมอร์สีเขียวเข้มไปจอดที่ลานจอดรถหน้าอาคารศิลปะแห่งชาติ
ทั้งคู่เข้าร่วมงานได้อย่างง่ายดายเพราะหลิวเย่เตรียมบัตรผ่านเข้าร่วมงานไว้ให้เธอเรียบร้อยแล้ว
เมื่อหลิวเย่และซ่งเย่เดินเคียงคู่ไปด้วยกัน
ทำให้ฝูงชนสนใจและถ่ายรูปคู่พวกเขากันอย่างคึกคักด้วยภาพลักษณ์ชายหล่อหญิงสวยที่โดดเด่น
หลิวเย่พาสาวน้อยไปนั่งยังแถวตรงกลางชั้นที่7
ซ่งเย่กวาดสายตามองรอบห้องโถงใหญ่ที่มีเวทียกพื้นสูงตรงกลางด้านหน้า
และมีที่นั่งสูงต่ำลดหลั่นกันลงมาทั้งหมด20 แถว แต่ละแถวแบ่งย่อยเป็นที่นั่ง 4 กลุ่มๆละ 5 ที่นั่ง
โดยมีช่องทางเดินอยู่ทั้งหมด5 ช่อง
หลิวเย่เหล่ตามองท่าทางของสาวน้อยที่จับจ้องไปบนเวทีเขม็ง
เนื่องจากเวลานี้มีการจัดวางเปียโนและมีนักดนตรีคนหนึ่งกำลังจะเริ่มการแสดง
นั่นคือกั๋วจงเจ๋อ ชายชราที่ซ่งเย่รู้จักเป็นอย่างดี
พิธีกรชายหนุ่มเดินถือไมโครโฟนขึ้นบนเวทีและกล่าวทักทายผู้ชมที่นั่งกันเต็มทุกที่นั่งในห้องโถงจัดแสดงดนตรี
“สวัสดีครับท่านผู้ชมทุกคนวันนี้เป็นโอกาสอันดีในการจัดแสดงดนตรีนานาชาติของประเทศ C ซึ่งมีศิลปินที่จะมาแสดง
ดนตรีมากถึง10 คน หนึ่งในนั้นคือปรมาจารย์เปียโนที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศ ฉะนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาผมขอ
เชิญทุกท่านร่วมรับชมการแสดงอันน่าประทับใจในบทเพลง “ท้องฟ้าและสายลม” ของอาจารย์กั๋ว กั๋วจงเจ๋อ ได้ ณ บัดนี้”
เมื่อพิธีกรชายกล่าวจบและเขาเดินหายไปจากเวทีทางด้านหลัง
“ปรบมือ ปรบมือปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ”
เสียงปรบมือกึกก้องให้กำลังใจและต้อนรับการแสดงของอาจารย์กั๋วจงเจ๋อ
“โด ฟา มี เรซอล ลา โด ฟา ที เร ซอล ลา โด ฟา ที ฟา มี เร ซอล ลา โด ฟา”
เสียงเปียโนดังกระหึ่มขึ้นด้วยบทเพลงท้องฟ้าและสายลม
ซึ่งเป็นบทเพลงที่กั๋วจงเจ๋อเคยขอให้ซ่งเย่ช่วยแก้ไขโน้ตที่ผิดพลาดมาก่อน
ซ่งเย่ผงกหัวชื่นชมทักษะการเล่นของกั๋วจงเจ๋อที่เล่นได้อย่างไพเราะและทำให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม
ผู้ชมบางคนคลอเสียงตามเบาๆด้วยอารมณ์สุนทรีย์ต่อบทเพลงอันแสนอ่อนโยนนั้น
“ติ๊ง” เสียงเคาะโน้ตตัวสุดท้ายดังขึ้นปลุกสติของผู้ชมให้ฟื้นคืนกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
“ปรบมือ ปรบมือปรบมือ ปรบมือ ปรบมือ”
เสียงปรบมือกระหึ่มดังก้องมากกว่าครั้งก่อนเป็นสองเท่า
ผู้ชมต่างชื่นชอบและประทับใจกับการแสดงทักษะเปียโนของอาจารย์กั๋วจงเจ๋อเป็นอย่างดี
กั๋วจงเจ๋อลุกจากที่นั่งแล้วเดินมายืนใกล้ขอบเวทีและโค้งคำนับขอบคุณผู้ชมที่ยังคงปรบมือไม่หยุด
ครู่หนึ่งพิธีกรชายเดินขึ้นมาพร้อมกับกั๋วจงเจ๋อเดินหายเข้าไปหลังเวทีมุมด้านตะวันตก
เสียงพิธีกรชายประกาศอีกครั้งถึงการแสดงในลำดับถัดไป
“เสียงปรบมือดังกระหึ่มเช่นนี้แสดงว่าทุกท่านชื่นชอบผลงานของอาจารย์กั๋วกันถ้วนหน้าและเพื่อให้การรับชมเกิดความต่อ
เนื่อง ดังนั้นรายการแสดงต่อไปจะเป็นการบรรเลงไวโอลินจากปรมาจารย์เผิงในบทเพลง “สายลมแห่งความรัก” ขอเชิญ
ทุกท่านรับชมความงดงามของความรักผ่านบทเพลงได้ณ บัดนี้”
จากนั้นพิธีกรเดินหายไปในตำแหน่งเดียวกับอาจารย์กั๋ว
และมีหญิงสาวสวยคนหนึ่งเดินถือไวไอลินออกมาจากหลังเวทีด้านทิศตะวันออก
พิธีกรชายแนะนำศิลปินคนต่อไปเมื่อการแสดงแต่ละชุดจบลง
ซึ่งหลังจากไวโอลินเป็นการแสดงขลุ่ย แซกโซโฟน วิโอลา เชลโล ดับเบิ้ลเบส ฟลุต ฮาร์ป
และสุดท้ายคือการแสดงเปียโนโดยนักเปียโนระดับโลกอย่างฟิลิปส์
ซ่งเย่หรี่ตามองอย่างสนใจเมื่อเห็นชายหนุ่มใบหน้าเย็นชาเรียบเฉยเดินขึ้นบนเวที
พร้อมกับกวาดสายตามองทั่วห้องโถงคล้ายกับค้นหาใครบางคน
เมื่อเขาสบตากับซ่งเย่ที่จ้องมองเขาอยู่พลันมีประกายไฟเล็กน้อยพุ่งออกมาจากดวงตาของเขาเข้าหาซ่งเย่ทันที
ซ่งเย่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนใช้มือขวาที่วางอยู่บนหน้าขาโบกพัดประกายไฟที่พุ่งเข้าหาออกไปอย่างง่ายดาย
“อยากจะทดสอบฉันหรือ?” ซ่งเย่คิดในใจอย่างนึกสนุก
ด้านฟิลิปส์ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจที่เขาพบว่าหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างหลิวเย่ไม่มีท่าทีผิดปกติใดๆ
ทั้งที่เขาส่งประกายสายฟ้าพุ่งเข้าดวงตาของเธอโดยตรง
หากเป็นคนอื่นจะต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและได้รับบาดเจ็บไปแล้ว
แต่ดูเหมือนเธอจะยังปกติดี
หรือเป็นหลิวเย่ที่ช่วยเหลือเธอเอาไว้!
ฟิลิปส์เหล่ตามองหลิวเย่อย่างคาดเดา
นั่นเป็นเพราะว่าเขาได้รับคำสั่งจากหัวหน้าองค์กรKA ให้สังหารทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดหลิวเย่
เนื่องจากสายลับที่ซ่อนอยู่ในตระกูลบีซุสในประเทศE ได้ขโมยสมบัติชิ้นหนึ่งมาและมันสามารถใช้สื่อสารกับบางคนหรือ
บางเผ่าพันธุ์จากต่างโลกได้
แต่ผู้สื่อสารตามตำนานของตระกูลบีซุสสามารถติดต่อสื่อสารกับต่างโลกได้ด้วยตัวเอง
ดังนั้นเอสเปอร์และนักฆ่าทุกคนขององค์กรKAมีหน้าที่ในการกำจัดผู้ต้องสงสัยที่อาจเป็นผู้สื่อสารคนนั้น
สายข่าวล่าสุดรายงานมาว่า หลิวเย่รู้ว่าใครคือผู้สื่อสารคนนั้นและเขากำลังปกป้องอยู่
เอสเปอร์ทุกคนจึงพุ่งความสนใจให้กับทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดหลิวเย่
เวลานี้พิธีกรได้สิ้นเสียงประกาศแนะนำศิลปินนักเปียโนระดับโลกที่ได้มาบรรเลงบทเพลงแห่งวิถีโลก
นั่นคือ นักเปียโนจากประเทศ E ฟิลิปส์!
ฟิลิปส์ปล่อยวางเรื่องซ่งเย่ก่อนเพราะเขามีแผนใหม่ที่จะจัดการโดยการถ่ายทอดทักษะสะกดจิตผ่านบทเพลงนี้
“โด ฟา มี เรซอล ลา โด ฟา ที เร ซอล ลา โด ฟา ที ฟา มี เร ซอล ลา โด ฟา ฟา มี เร ซอล ลา”
เสียงเปียโนขับกล่อมบทเพลงแห่งวิถีโลกดังขึ้น
เสียงแผ่วหวานเคลิบเคลิ้มจนทำให้ทุกคนหลับตาลงพร้อมกันและดื่มด่ำไปกับความไพเราะของบทเพลง
ซ่งเย่หรี่ตาลงมองท่าทางการดีดนิ้วแต่ละตัวโน้ตของฟิลิปส์อย่างตั้งใจ
เธอมองเห็นอย่างชัดเจนว่าเขาใส่พลังบางอย่างลงไปในแต่ละเสียงที่เคาะลงบนแป้นเปียโน
“จะสะกดจิตงั้นหรือ?” ซ่งเย่รับรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังใช้พลังตนเองเพื่อสะกดจิตผู้คนให้เคลิบเคลิ้ม
เมื่อถึงจุดหนึ่งผู้คนจะทำตามคำสั่งที่มีการสอดแทรกผ่านบทเพลงออกมาโดยไม่รู้สึกตัว
เป็นการยืมมือฆ่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด!
หลิวเย่และซ่งเย่สบตากันอย่างรู้ความหมาย
หลิวเย่ถามสาวน้อยอย่างผ่อนคลายว่า“อยากลองดูไหม?”
เขารู้ว่าเธอชื่นชอบเรียนรู้ทักษะใหม่ๆและการทดลองเพื่อช่วยเหลือผู้คนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เธอจะทำโดยไม่รอช้า
“น่าสนุกดี”ซ่งเย่พยักหน้ารับคำด้วยแววตาเปล่งประกายที่อยากจะทดลองทักษะสะกดจิตผ่านเสียงดนตรี
ซ่งเย่ใช้ทักษะเคลื่อนย้ายพลังหายตัวไปอยู่ด้านหลังฟิลิปส์และใช้สันมือฟันฉับเข้าที่ต้นคอเขาอย่างรวดเร็ว
จากนั้นผลักเขาล้มลงไปอีกด้านหนึ่งก่อนนั่งแทนที่และลงมือบรรเลงเปียโนในบทเพลงของเธอเอง
“บทเพลงแห่งจักรวาล”
โน้ตเสียงที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฟิลิปส์ไม่มีใครลืมตาขึ้นมารับรู้แต่อย่างใด
ทุกคนยังคงหลับตาดื่มด่ำอยู่กับมนต์สะกดของฟิลิปส์
แต่เมื่อเสียงโน้ตเพลงเปลี่ยนไปเล็กน้อยทุกคนยังคงหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข
ซึ่งเป็นความสุขคนละแบบกับการสะกดของฟิลิปส์
เพราะว่าบทเพลงของฟิลิปส์นั้นจะสะกดผู้คนให้เริ่มเกิดอาการหวาดระแวงและเมื่อบทเพลงสิ้นสุดลง
ผู้คนจะเริ่มเข่นฆ่ากันเองในห้องโถงนี้นั่นหมายความว่า อาจมีใครบางคนหรือหลายคนพุ่งเข้าสังหารซ่งเย่ให้ตายได้
แต่ตัวบงการหลักอย่างฟิลิปส์จะลอยนวลและไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฆาตกรรมแต่อย่างใด
ซึ่งตรงข้ามกับบทเพลงของซ่งเย่ที่เธอเลียนแบบทักษะของฟิลิปส์
แต่ทว่าบทเพลงแห่งจักรวาลของซ่งเย่นั้น
จะช่วยปรับอารมณ์ของผู้คนให้นึกถึงแต่เรื่องมีความสุขและลืมเรื่องเศร้าหมองในใจชั่วคราว
ด้านหลิวเย่ที่เห็นการกระทำของสาวน้อยที่ปรับแก้การสะกดจิตจากมนต์สะกดของฟิลิปส์
เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจและพึมพำกับตัวเองเบาๆอย่างมีความสุขว่า
“ไม่เสียเที่ยวที่พาเธอมาได้ฟังเพลงไพเราะจากสาวน้อยนี่ มีความสุขจริงๆ”
เขารู้ว่าบทเพลงของเธอไม่มีเจตนาร้ายใดๆ
จึงปล่อยกายใจและเพลิดเพลินไปกับการสะกดจิตผ่านบทเพลงของเธอด้วยความเต็มใจ
“ติ๊ง” เสียงโน้ตสุดท้ายถูกเคาะลง
ปรากฏว่าผู้คนยังคงดื่มด่ำอยู่กับความสุขในห้วงจิตของตนเองจนไม่มีใครลืมตาขึ้นมา
ครู่หนึ่งเมื่อแขกกิตติมศักดิ์ที่นั่งแถวหน้าสุดฟื้นคืนสติขึ้นมาและจ้องมองไปบนเวที
เขาพบกับร่างของฟิลิปส์ที่นอนฟุบอยู่กับพื้นตาเหลือกค้างอย่างตกใจ
ด้วยความตกใจเขาตะโกนเสียงดังลั่นว่า“โอ๊ะ! นักเปียโนตายแล้ว! เขาตายแล้ว!”
พลันเสียงตะโกนของเขาเรียกให้ทุกคนลืมตาตื่นขึ้นมาและส่งเสียงเอะอะโวยวายอย่างตื่นตะลึง
“เกิดอะไรขึ้น?”
“แล้วเมื่อกี้ใครเล่นเปียโน?”
“เขาตายแล้วจริงเหรอ”
“เป็นไปไม่ได้!”
“นี่มันเป็นไปได้ยังไง”
“เอ๊ะ! แล้วตกลงใครเล่นเปียโนล่ะ?”
“อย่าบอกนะว่าเขาไม่ได้เล่นบทเพลงจากสวรรค์นั่น”
“ฉันไม่เชื่อมันไม่ใช่ความจริงใช่ไหม?”
ด้านซ่งเย่ที่เธอได้กลับมานั่งข้างหลิวเย่ตั้งแต่กดโน้ตเสียงสุดท้ายลง
เวลานี้เธอนั่งมองผู้คนด้วยสายตาว่างเปล่าและสบตากับหลิวเย่อย่างไม่รู้ไม่ชี้
หลิวเย่ขยับเอามือลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดูแต่ซ่งเย่ตัวแข็งทื่อครู่หนึ่งก่อนยอมให้เขาลูบหัวแค่ครั้งเดียว
เขาขบขันที่เธอทำหน้าตาใสซื่อเหมือนไม่ได้รับรู้กับเหตุการณ์ที่ตนเองได้ก่อไว้
เขาคิดในใจว่า “แสดงว่าที่ผ่านมาเธอคงทำหน้าเฉยเมยแบบนี้ได้ทุกวีรกรรมสินะ”
เสียงของผู้ชมดังขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งมีความหวาดกลัวว่าฆาตกรจะยังอยู่ในห้องโถงนี้และทั้งประหลาดใจว่าใครคือคนที่
เล่นเปียโนกันแน่
“เป็นนักเปียโนลึกลับหรือไม่ที่เล่นบทเพลงเมื่อครู่”
“ดูท่าทางแล้วปรมาจารย์ฟิลิปส์คงไม่ใช่คนเล่นเปียโนเมื่อกี้แน่นอน”
“ถ้าไม่ใช่ปรมาจารย์ฟิลิปส์แล้วจะเป็นใครล่ะ?”
“นี่ไม่ใช่สไตล์การเล่นของปรมาจารย์ฟิลิปส์แน่นอน”
“โอ้ ฉันอยากได้ยินบทเพลงนั้นอีกครั้งมันทำให้ฉันมีความสุขจริงๆ”
“ใช่ๆฉันก็อยากได้ยิน”
“ผมก็อยากได้ยินเหมือนกันแต่ใครล่ะเป็นคนเล่นเปียโน?”
“พวกเราต้องตามหานักเปียโนลึกลับนั่นให้ได้”
“ทักษะเล่นเปียโนขั้นสูงระดับโลกแบบนี้จะเป็นใครได้อีก”
เกิดความโกลาหลขึ้นที่หน้าเวทีเมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า10 คนเข้ามาระงับเหตุวุ่นวายทั้งบนเวทีและปิดกั้นสถานที่
จัดแสดงดนตรีเพื่อสอบสวนผู้ชมและผู้จัดงานถึงเหตุฆาตกรรมครั้งนี้
พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่แผนกนิติเวชมาตรวจสอบศพของฟิลิปส์ที่นอนตาเหลือกอยู่บนพื้นเวที