ตลอด่เช้า เสียงซุบซิบในโรงเรียนดังกระหึ่มเหมือนผึ้งแตกรัง ข่าวลือเกี่ยวกับพวกเราแพร่สะพัดไปทั่วทุกซอกทุกมุมของโรงเรียน ไม่มีใครพูดถึงเื่อื่นเลยนอกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ลือกันว่าเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจัดการกับนักเรียนชาย ม.6 สองคนได้ราวกับฉากในหนังแอ็คชัน
“เธอฟาดเขื่อนกับเฉิงตูด้วยหนังสือ จนพวกนั้นล้มทั้งยืนไปเลย”
“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย เมย์จัดการทั้งคู่ด้วยดินสอแท่งเดียวจนพวกนั้นวิ่งเตลิดไปทั่วห้องสมุดต่างหาก”
“จริงดิ แล้วเธอทำแบบนั้นไปทำไม”
“ฉันได้ยินมาว่าพวกนั้นฆ่าหมาของเมย์ เธอทำลงไปเพราะแก้แค้นให้หมายังไงล่ะ”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ เมย์ยังเป็ลูกสาวเ้าพ่อมาเฟียด้วย เธอถึงได้โหดั้แ่เด็ก”
ไม่มีใครรู้ว่าความจริงคืออะไร แต่เสียงลือก็ยิ่งทำให้เื่ราวยิ่งเข้มข้นและห่างไกลจากความเป็จริงมากขึ้น เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน พวกเราจึงถูกจับจ้องด้วยสายตาจากคนทั้งโรงเรียน จนผมรู้สึกถึงแรงกดดันรอบตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้
“นี่ฉันต้องไปห้องสมุดจริง ๆ เหรอ” ผมกระซิบเสียงเบา พยายามเบี่ยงตัวหลบจากสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมา
“แน่นอน ก็เราถูกทำโทษนี่นา” เมย์ประกาศเสียงหนักแน่น “อีกอย่าง เธอติดหนี้ที่ฉันช่วยเมื่อวานนี้ จำได้มั้ย”
“เอ่อ... ก็ใช่ แต่ฉันว่า…”
ไม่ทันจบประโยค เมย์กับเฮกเตอร์ก็ช่วยกันจับแขนผมแล้วลากไปตามโถงทางเดินตรงสู่ห้องสมุด
“ั้แ่นี้ไป เธอต้องเรียกฉันว่าลูกพี่ โอเค้” เมย์หันมามองผมด้วยสายตายียวน “และห้ามเรียกชื่อเล่นฉันอีกเป็อันขาด”
“โอ้โห มันจะไม่เว่อร์ไปหน่อยเหรอ” ผมโอดครวญ
“ไม่มีเว่อร์ นายสัญญากับฉันแล้ว” เธอยิ้มเ้าเล่ห์
“ไหนลองเรียกว่าลูกพี่ดูซิ”
“ไม่เรียก” ผมอิดออด
“เรียกเดี๋ยวนี้” เธอยื่นคำขาด
“ไม่เอา” บอกไว้เลยว่าั้แ่เกิดมา ผมไม่เคยก้มหัวให้ใครนอกจากช่างตัดผม
“งั้นก็ตามใจ สัญญาอะไรไว้ ไม่ต้องทำตามที่พูดหรอก” เมย์พูดเสียงเศร้า ไม่มองหน้าผมอีก
สุดท้ายผมก็เลยต้องยอมแพ้ ส่วนเฮกเตอร์ไม่มีปัญหาเลยสักนิด และเพียงไม่นานหลังจากที่เมย์บังคับให้ผมกับเฮกเตอร์เรียกเธอว่าลูกพี่ ข่าวลือใหม่ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วว่าตอนนี้เมย์กลายเป็หัวหน้าแก๊งห้อง ม.1/3
เราเดินมาจนถึงห้องสมุด เมื่อเปิดประตูเข้าไปเข่าผมก็แทบทรุดเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ภายในห้องสมุดเละเทะยิ่งกว่าหลังพายุเข้า ชั้นหนังสือล้มระเนระนาด หนังสือกองกระจัดกระจายทั่วพื้น และตรงกลางห้อง บรรณารักษ์หญิงวัยกลางคนยืนกอดอกมองพวกเราด้วยสายตาไม่พอใจสุดขีด
“พวกเธอนี่เอง ดูสิว่าทำอะไรไว้เมื่อวาน”
เราสามคนได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อเป็รูปปั้น
“เราจะช่วยเก็บให้เองค่ะ” เมย์พยายามยิ้มแหย ๆ
“มันก็ต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว” บรรณารักษ์กระแอมเบา ๆ “และก็ห้ามพังข้าวของอะไรอีก”
แม้จะทำหน้าไม่เชื่อถือ แต่สุดท้ายบรรณารักษ์ก็ยอมปล่อยให้เราคัดแยกหนังสือเป็หมวดหมู่ งานน่าเบื่อก็จริง แต่สิ่งที่เราเจอกลับน่าสนใจยิ่งกว่า
หนังสือประวัติโรงเรียนมัธยมวัชรโยธิน
มันเป็หนังสือเล่มเก่า ปกสีซีดจาง แต่เมื่อพลิกไปดูด้านใน เราก็พบภาพถ่ายขาวดำเก่าแก่ และเื่ราวที่พวกเราไม่เคยอ่านในอินเทอร์เน็ตมาก่อน
“ดูนี่สิ” เมย์ตาเป็ประกาย “เราอาจจะเจอเบาะแสเกี่ยวกับสมบัติที่ซ่อนอยู่ในนี้ก็ได้”
“ยังค้นหาสมบัติอีกเหรอ” ผมเลิกคิ้วถาม
“ตลอดไป” แววตาเธอเปล่งประกาย “ถ้าเราสืบั้แ่จุดเริ่มต้นของโรงเรียน อาจไขความลับของที่ซ่อนสมบัติก็ได้”
เมื่อเห็นสายตาที่เมย์มองหนังสือเล่มนั้น ผมก็อดถามเธอไม่ได้ “นี่ลูกพี่ ทำไมเธอถึงหมกมุ่นกับการค้นหาสมบัติ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่ามันมีจริงหรือเปล่า”
เธอเงยหน้าพูดกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจมส์…เธอเคยได้ยินเื่กรุสมบัติวัดราชบูรณะที่อยุธยามั้ย”
“มันทำไมเหรอ”
“สมัยก่อนมีโจรกลุ่มหนึ่งขุดเจอห้องลับใต้ฐานพระปรางค์แล้วขโมยสมบัติที่อยู่ในนั้นไป ว่ากันว่ามีพระพุทธรูปทองคำและของต่าง ๆ เยอะแยะมากมายจนกองท่วมหัว แต่ทั้งหมดถูกขายให้ร้านทองเอาไปหลอม บางชิ้นก็ส่งขายไปต่างประเทศ ตำรวจตามกลับมาได้แค่นิดเดียวเอง” เมย์ถอนหายใจ
“ถ้าโรงเรียนนี้มีสมบัติซ่อนอยู่ ฉันก็อยากเป็คนที่หามันเจอก่อนพวกคนไม่ดี ฉันอยากคืนสมบัติทุกชิ้นให้กับเ้าของที่แท้จริง”
ผมมองเข้าไปในดวงตาของเมย์และเห็นความแน่วแน่ปรากฏอยู่ในนั้น
“งั้นฉันจะช่วยเธอเอง” ผมพูด และผมก็รู้ดีว่าต่อจากนี้คงไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
ใกล้เวลาเรียนคาบบ่าย บรรณารักษ์ให้เราเซ็นชื่อในสมุดรายงานพฤติกรรมและอนุญาตให้กลับได้ ระหว่างทาง เราเดินผ่านหน้าห้องน้ำที่เป็จุดเริ่มต้นของเื่ราววุ่นวายทั้งหมด
“นี่ ฉันขอเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ผมพูด เมย์พยักหน้าเข้าใจ
“เฮกเตอร์ตามฉันมา” เขารีรออย่างไม่แน่ใจ แต่ในที่สุดก็ตามผมเข้าห้องน้ำแต่โดยดี
“ดูนี่นะ” ผมบอกเฮกเตอร์พร้อมกระทืบเท้าไปเรื่อย ๆ สร้างรอยเลอะเปราะบนพื้นเปียกที่เพิ่งทำความสะอาดโดยเขื่อนและเฉิงตู
เฮกเตอร์ยิ้มออกทันที เขาลากเท้าไปกับพื้นเป็รอยยาวอยู่นานด้วยความสนุกสนาน