บทที่ 1 ตอนที่ 3 ชีวิตประจำวัน (2/2)
ในวันที่ท้องฟ้านั้นมัวหมอง และหนาวเย็นเฉกเช่นปกติสุข ถ้าว่ากันตามจริง หากวันไหนอากาศอุ่นขึ้น อาจจะเป็ลางบอกเหตุว่า กำลังจะเกิดวิกฤตการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศครั้งใหญ่ก็เป็ได้ แต่เท่าที่อ่านในบันทึกนั้น…
เหมือนดินแดนโครเวลส์จะหนาวเสมอต้นเสมอปลายซะมากว่า แต่เมื่อถึง่ผลัดเปลี่ยนฤดูจะมีหนาวเกินเข้าไป่ฤดูใบไม้ผลิบ้างเล็กน้อย แต่ก็ใช่ ในวันนี้ก็ยังเป็วันวานอันหนาวเหน็บอีกเช่นเคย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ…
“ท่านพี่ตัวอุ่นจังเลย~!”
“งั้นเหรอ…”เซอซิลตอบรับน้องสาวซึ่งกอดตนไม่ยอมปล่อย และดูทีท่าแล้วไม่น่าจะยอมปล่อยด้วย นับว่าน้องสาวของเขาช่างจะติดหนึบขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ
“เซอซิล ลูกรักของแม่ไม่อึดอัดเหรอ…?”หญิงสาวนางหนึ่งทักขึ้น
“ไม่เลยครับ ท่านแม่”
หญิงสาวผู้อ่อนเยาว์ และมีหูที่เรียวแหลมยาว ผู้มีเส้นผมสีเงิน และนัตย์ตาสีฟ้าสดใส ผิวกายสีขาวผ่อง ใบหน้าอันงดงามปานนางฟ้าเทพธิดา์อันเป็เอกลักษณ์ของสายเืภูตินั้นฉายแววกังวล และหนักใจกับสภาพของลูกชาย และลูกสาวแท้ๆ อย่างไม่ปิดบัง
“เฟลิเซีย ลูกรักไม่เกาะพี่ชายลูกเกินไปหน่อยเหรอ…?”
“ไม่ค่ะ! ที่จริงอยากกอดแน่นกว่านี้อีก!”เฟลิเซียหันไปตอบผู้เป็มารดาด้วยน้ำเสียงร่าเริงแจ่มใส และดูแล้วที่เ้าตัวพูดถ้าจะไม่ได้โกหก…
“แน่นอีกเหรอ…ระวังพี่ชายลูกจะหายใจไม่ออกนะ”แค่ตอนนี้ก็กอดรัดแน่นปานจะเป็เนื้อเดียวกันแล้วนะ นี่ลูกสาวตัวน้อยของเธอคิดอะไรกับพี่ชายตัวเองกันแน่เนี่ย…
“ทะ-ท่านพี่หายใจไม่ออกเหรอ!? / อึก!”
ด้วยความใจากคำพูดของผู้เป็มารดา เฟลิเซียรีบคลายแขนทั้งสองซึ่งโอบรัดคอพี่ชายสุดที่รักของเธอออก ก่อนจะจับหน้าผู้เป็พี่ชายหันมาสบตากับตนอย่างรุนแรงจนเ้าตัวโอดครวญเบาๆ พร้อมกับเสียง ‘กร๊อบ~’ ของอะไรบางอย่าง…
แน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำเอาคนสองคนที่เห็นสะดุ้งเฮือกอย่างรุนแรง คนแรก คือ เด็กสาววัยสิบสามซึ่งมีเส้นผมสีน้ำตาลแดงผู้เป็เมดประจำตัวของทั้งเด็กชาย และเด็กหญิง ถึงเธอจะเฝ้าติดตามทั้งสองคนมาตั้งแบเบาะ แต่ยังไงก็ไม่ชินกับความรุนแรงแบบนี้ซะที…
คนที่สะดุ้งคนต่อมาต้องไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ผู้เป็มารดา หรือแม่ของเด็กชาย และเด็กหญิงอย่างแน่นอน เธอไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าลูกสาวของตัวเองจะทำอะไรไม่ระมัดระวังแบบนี้! เ้าตัวไม่ได้สังเกตเลยด้วยซ้ำว่าพี่ชายของตัวเองเจ็บ!
“เฟลิเซีย…น้องอยากกอดแน่นแค่ไหนก็ตามแต่น้อง้าเลย”เขาปล่อยหนังสือทิ้งไปก่อนจะพูดกับคุณน้องสาวด้วยเสียงนิ่งๆ ไร้ซึ่งอาการใดๆ
“จริงอ๋อ~!”เด็กน้อยถามด้วยดวงตาที่เป็ประกายวิวับ และแน่นอนว่าคำตอบจากเด็กชายผู้เป็ ‘พี่’ นั้น คือ การพยักหน้าอย่างยากลำบาก(?)
“รักท่านพี่สุดเลยยย~!”
ไม่เพียงแค่บอกรัก เธอโผเข้าสวมกอดพี่ชายตัวเองอยากแแ่ พร้อมกับใช้จมูกน้อยๆ คลอเคลียกับใบหน้าพี่ชายของเธออย่างเต็มรักเต็มหน่วย ซึ่งมันออกนอกหน้าเสียจนผู้เป็มารดาสะดุ้งเฮือก และหนักใจเมื่อคิดถึงอนาคตลูกสาวลูกชายของเธอ
“มาเรีย ทำไมลูกสาวเราถึง…?”นี่เธอสอนอะไรลูกสาวตัวเองผิดไปหรือเปล่าเนี่ย
“คะ-คงเพราะ…นายน้อยเซอซิลค่อนข้างมีเสน่ห์กระมั้งเ้าคะ”มาเรียน่าตอบด้วยแก้มที่ร้อน และแดงขึ้นเล็กน้อย…นั่นทำเอาคนเป็แม่ของเด็กทั้งสองชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง
“…เ้าก็เอากับลูกสาวเราด้วย”ผู้เป็แม่หันสบตากับเด็กสาวซึ่งเป็เมดของทั้งลูกชาย และลูกสาวที่เบือนหน้าเอียงคอหนีไม่กล้าสบตาอย่างเหนียมอาย
“…นี่ลูกชายเสน่ห์แรงขนาดนี้เชียว”เธอว่าสามีเธอเ้าเสน่ห์ขนาดสาวต่างเมืองแค่พบกันครั้งแรกยังหลงหัวปักหัวปำแล้วนะ นี่ลูกชายเธอยิ่งกว่าเหรอเนี่ย…
“จริงสิ ดูเหมือนเ้าจะควบคุมพลังเวทในกายได้แล้ว…ใครเป็คนสอนเ้ากัน มาเรีย”เพราะพวกเธอ และคุณสามีสุดที่รัก จนบัดนี้ยังหาคนที่มีคุณสมบัติจะเป็อาจารย์สอนเวทมนตร์ธาตุไฟให้สาวน้อยตรงหน้าไม่ได้เลย…มีแต่ใช้เป็สอนคนอื่นไม่ได้
“นายน้อยเ้าค่ะ นายหญิงอาร์เรเซีย”มาเรียน่าเอ่ยตอบอย่างไม่ปิดบัง
“ลูกชายเรา…? หมายความว่ายังไงกัน”ที่ว่าลูกชายสุดที่รักของเธอเป็คนสอนน่ะ
“ก่อนหน้านี้ นายน้อยได้อ่านหนังสือสำหรับผู้ฝึกใช้เวทมนตร์เ้าค่ะ…ดิฉันที่เข้าใจผิดมานานได้น้อยช่วยชี้แนะ จนสามารถััและควบคุมพลังได้เ้าค่ะ”แน่นอนว่านายน้อยเซอซิลไม่ได้บอกให้เธอปิดบังในเื่นี้ เธอจึงสามารถบอกใครก็ได้อย่างภาคภูมิ…
“นั่นมัน…เ้าได้บอกใครเื่นี้บ้าง”ไม่ดีแน่ ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ หากข่าวเื่นี้แพร่ไปพวกเราใช้ประโยชน์จากลูกชายเธอ รีบกระโจนเข้ามาหาเป็แน่
“นอกจากนายหญิงอาร์เรเซียแล้ว ยังมิได้บอกใครอื่นเลยเ้าค่ะ”
“ดีมาก…มาเรีย ห้ามบอกเื่นี้กับใคร เข้าใจไหม?”
“เ้าค่ะ จะไม่บอกผู้อื่นอย่างแน่นอน”
มาเรียน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แน่นอนว่าตัวเธอเองก็รู้อยู่แล้วว่า หากเื่นี้แพร่งพรายออกไปล่ะก็ ผู้ที่จะประสบกับความวุ่นวายคงไม่คลาดแคล้วนายน้อยผู้เป็นายของเธออย่างแน่นอน แต่การบอกนายหญิงผู้เป็มารดาของนายน้อยถือเป็เื่ที่สมควรทำ…
อาร์เรเซียเมื่อได้ยินแบบนั้น ก็รู้สึกวางใจได้เปราะหนึ่งในเื่นี้ แต่ทว่าเื่นี้เป็เื่ที่สำคัญ และใหญ่ยิ่งหากปล่อยไว้นานอาจเกิดเื่ไม่ดีขึ้นได้ เพราะอย่างนั้นเธอจำเป็ต้องไปปรึกษา ‘เรสซิล’ ผู้เป็สามี และ ‘มิเรียน่า’ ผู้เป็ภรรยาร่วม…
หญิงสาวลุกขึ้นจากโซฟาเดี่ยวเข้าไปประทับริมฝีปากลงบนใบหน้าของบุตรชาย และบุตรสาวของเธอเพื่อเป็การกล่าวลาไปทำธุระในเื่นี้ และเธอก็ได้ขอมอบให้เมดสาววัย 13 ปี ซึ่งเธอไว้วางใจยิ่งกว่าใครให้ดูแลบุตรทั้งสองของเธอ…
“เซอซิล…น่ะรึ”
ภายในห้องทำงานที่ห่างออกไปไม่ไกล บุรุษร่างสูงโปร่ง ผมสีดำทมิฬนั้นเมื่อได้ยินสิ่งที่ภรรยาของตนเล่าก็วางปากกาขนสีดำลง พร้อมกับเอนตัวลงมาข้างหน้าโดยเอาคางนั้นเกยบนมือที่ประสานเท้าอยู่บนโต๊ะ ขณะที่นัยต์ตาสีโลหิตนั้นแสดงถึงความกังวลในอะไรบางอย่าง…
“อาร์เซีย…เื่นี้ยังไม่แพร่งพรายออกไปแน่ใจใช่ไหม”ชายหนุ่มเรียกชื่อเล่นของผู้เป็ภรรยา พร้อมกับเอ่ยถามออกไปเพื่อความแน่ใจ
“แน่ใจสิ เรส”ฝ่ายหญิงสาวผู้เป็ภรรยาตอบคำถามนั้น พร้อมกับนั่งลงบนโซฟา คำตอบของคำถามนั้นทำให้ฝ่ายชายหนุ่มผู้เป็สามีเปลี่ยนเป็นั่งเอนพิงไปบนเก้าอี้อย่างสบายใจขึ้นเล็กน้อย
“มาเรีย ได้รับการชี้แนะจนควบคุมกับััพลังเวทได้ ถ้าผู้ที่ชี้แนะเป็จอมเวทคงไม่มีปัญหา แต่กลับเป็ลูกชายคนเล็กของพวกเราที่สามารถอ่าน และตีความจนชี้แนะผู้อื่นได้…อัจฉริยะงั้นรึ”ด้วยความสัตย์จริง ไม่อยากให้ลูกชายถูกผู้คนเรียกแบบนั้นเลย…
“คิดเหมือนกันเลย…แต่ว่า เราไม่อยากให้วุ่นวายน่ะ”เธอ้าแค่…ให้ลูกชาย และลูกสาวของตัวเองมีอิสระปลอดความวุ่นวายจากผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากพวกเขา
“เห็นด้วย…คงจำเป็ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย คิดว่าสมควรไหม?”เพราะหากเริ่มยกมาตรการล่ะก็ มันจำเป็ต้องมีการโยกย้ายกำลังคนครั้งใหญ่เลยล่ะนะ และมันจะเป็อะไรที่ค่อนข้างผิดสังเกตได้ง่ายอย่างมาก
“ไม่…เราควรทำแบบเงียบๆ อย่าเคลื่อนไหวมากดีกว่านะ”ตระกูลโครเวลส์ค่อนข้างถูกจับจ้องจากหลายกลุ่มอำนาจ พวกนั้นไม่ยอมพลาดพลั้งโอกาสแบบนี้แน่…
“อืม…จะดำเนินการตามนั้น”ในเมื่อฝ่ายภรรยาเห็นพ้องด้วย การที่จะให้เื่เงียบสุด เห็นทีคงจะต้องยกให้พวกนั้นดูแลกระมั้ง…
“จริงสิ แล้วมิเรียล่ะ~?”ตอนนี้น่าจะมานั่งคลอเคลียบนตักคุณสามีแบบทุกทีแล้วนะ คำถามนั้นทำเอาฝ่ายสามีกระตุกยิ้มที่มุมปาก
“นั่นสินะ…”น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความขี้เล่น และแววตาสีแดงโลหิตซึ่งจ้องไปยังภรรยาสาวนั้นมันแสนจะซุกซนอย่างออกนอกหน้าเสียจนฝ่ายภรรยาสาวผมเงินแก้มแดงระเรื่อ
“ยะ-ยังเช้าอยู่เลยนะ~!”เมื่อคืนก็ทำกันไปตั้งมากขนาดนั้นแล้วแท้ๆ อาร์เรเซียกอดตัวเองอย่างเขินอายพลางหวนนึกถึงค่ำคืนอันเร่าร้อนเกินกว่าจะบรรยาย…
“หึหึ…”
ฝ่ายสามีนั้นหัวเราะในลำคออย่างเ้าเล่ห์ พร้อมกับลุกขึ้น และเดินเข้ามาหาภรรยาสาวซึ่งนั่งอายม้วนอยู่บนโซฟา มือของชายหนุ่มเอื้อม และวางลงไปััไหล่ของภรรยาสาวพร้อมกันเ้าตัวค่อยๆ โน้วตัวลงไปมอบจุมพิตอันดูดดื่ม
อาร์เรเซียได้จับแขน และไหล่ข้างหนึ่งของฝ่ายสามีแน่น พลางรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วร่างขณะถูกฝ่ายสามีจูบแลกลิ้นเข้ามาอย่างนัวเนียดูดดื่มเร่าร้อน---แม้จะแต่งงานกันมาหลายสิบปี และมี่เวลายามค่ำคืนด้วยกันตลอด แต่สามีของเธอไม่เคยเลยที่จะไม่ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้น…
ภูติสาวค่อยๆ ถูกดันให้นอนราบลงบนโซฟายาวพร้อมกับถูกชายหนุ่มนั้นเข้ามารุกเร้าอย่างร้อนแรงจนเธอที่พยายามกลั้นเสียงไว้นั้น ไม่อาจทำได้อีกตามเคย ทั้งสองต่างร่วมรักทำศึกกันอย่างไม่เกรงใจใคร…จนมิเรียน่าภรรยาคนที่หนึ่งนั้นมาเจอ และร่วมวงด้วยอีกทอดหนึ่ง…
จากกิจกรรมอันแสนจะเร่าร้อนของผู้เป็บิดา และมารดาทั้งสอง ทำเอาลูกชาย และลูกสาว ร่วมถึงเมดสาวน้อยต้องแห่อพยพหนีกันมาไกลถึงศาลากระจกอันเป็ที่มั่นดั่งเดิม ว่าไปแล้ว นี่ก็แทบจะเป็กิจวัตรปกติเลยก็ว่าได้กระมั้ง…
“ท่านพี่~!”
“หืม~?”เซอซิลปิดหนังสือที่อ่านอยู่ลง พลางหันไปหาน้องสาวซึ่งนั่งพาดเกยอยู่บนตัก
“สอนเวทมนตร์หนูหน่อย~!”สิ่งที่ฝ่ายน้องสาวขอมาทำเอาคนพี่ชะงัก
“คุณหนูเ้าคะ คุณหนูกับนายน้อยยังไม่ได้ผ่านพิธีตรวจสอบเลยนะเ้าคะ”มาเรียน่ารีบเอ่ยขึ้นมาอย่างทันท่วงที เมื่อเมดสาวผู้เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงพูดแบบนั้น…
“มันจำเป็ด้วยอ๋อ~?”
“จำเป็เ้าค่ะ เพื่อให้รู้ว่าตัวคุณหนูสามารถใช้เวทมนตร์ได้รึเปล่า และก็เพื่อให้ทราบถึงความเข้ากันได้ของธาตุทางเวทมนตร์เ้าค่ะ!”เท่าที่เธอรู้คือ พลังเวทของทุกคนจะตื่นขึ้นตอนอายุได้ 5 ขวบ ่เวลานั้นจึงเหมาะสมที่สุดสำหรับการทำเป็พิธี
“งึมมม~!”เฟลิเซียได้แต่ส่งเสียงในลำคอ ก่อนจะเอาคางเกยไหล่พี่ชายของตัวเอง
“ทำไมจู่ๆ…อยากเรียนเวทมนตร์ซะล่ะ?”เขาถามน้องสาวตัวน้อยอย่างสงสัย
“ก็หนูอยากให้ท่านพี่สอนหนู! เหมือนที่สอนมาเรียน่า!”พอได้ยินที่เด็กหญิงกล่าว ฝ่ายเมดสาวน้อยถึงกับแก้มแดงระเรื่อ และเบือนหน้าหนีเล็กน้อย
“เพราะแบบนั้นนี่เอง…เอาสิ พี่จะสอนให้”
““จริงเหรอ!? / นายน้อยเ้าคะ!?””คนหนึ่งถึงกับท้วงถามด้วยน้ำเสียงดีใจ แต่อีกคนกลับเรียกด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วตื่นตระหนกซะมากกว่า
“อะไรหรือมาเรียน่า?”ทำไมถึงเรียกเขาด้วยน้ำเสียงตกอกใแบบนั้น
“พะ-พลังเวทนายน้อยกับคุณหนูยังไม่ตื่นเลยนะเ้าคะ!?”แล้วจะฝึกเวทมนตร์กันยังไง แน่นอนว่าคำกล่าวนี้ทำให้ฝ่ายน้องสาวก็สงสัยนิดหน่อยเหมือนกัน
“…ฝึกควบคุมัั ไม่ต้องรอพลังเวทตื่นก็ได้นะ”ถึงถ้าว่ากันตามจริง การตรวจธาตุกับปริมาณพลังเวทเนี่ยไม่เห็นจำเป็ต้องรอถึง 5 ขวบ เลยด้วยซ้ำ…
“ไม่ต้องรอเ้าคะ…?”หมายความว่ายังไงที่ไม่ต้องรอ
“ทุกสรรพสิ่งล้วนมีพลังเวท(Magic Energy) หรือมานา(Mana)อยู่ข้างใน…ขึ้นอยู่กับว่ามาก หรือน้อยก็เท่านั้น”วิธีที่ว่าต้องรอพลังเวทในกายตื่นน่ะ มันโบราณเกินไป แล้วมันจะทำให้หลายๆ อย่างไม่ทันการเอาด้วย ถ้ารอให้พลังเวทปะทุ(ตื่น)ออกมาเองน่ะ
“อะ-เอเนจี้…?”พอเห็นว่าเมดสาวขอบตนดูจะไม่เข้าใจสักเท่าไหร่นัก…
“แสดงให้ดูเลยดีกว่า…<>”
““ฟุเนี๊ย!? / ได้ไง!?””
ทั้งเฟลิเซีย และมาเรียน่าต่างใต่อสิ่งที่เซอซิลได้กระทำลงไป ทันทีที่เ้าตัวยื่นมือออกไป พร้อมกับใช้เวทมนตร์โดยที่ไร้ซึ่งการร่ายนั้น เปลวเพลิงสีครามก็ลุกพึ่บขึ้นมาบนฝ่ามือของเ้าตัวทันที---เฟลิเซียยื่นมือเข้าไปััเปลวเพลิงนั้น
““คุณห-!? / อ๊ะ! ไม่ร้อนเลยอ่ะ!””
เด็กหญิงตัวน้อยััเปลวเพลิงนั้นอย่างสนุกสนานราวกับเป็การยืนยันว่ามันไม่ร้อน ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่มีความร้อนแผดออกมาเลย มาเรียน่าได้แต่ยกมือขึ้นมาป้องปิดปากอย่างตื่นตระหนกใด้วยความรู้สึกที่มากมายเกินกว่าจะบรรยายออกไปเป็คำพูดได้…
“ถ้าควบคุมแล้วเข้าใจถึงแก่นแท้ของเวทมนตร์…แม้แต่เวทมนตร์ที่อันตรายก็ไร้พิษภัยได้”เซอซิลอธิบาย ก่อนจะสลายเปลวเพลิงที่สามารถแผดเผาทุกสิ่งจนไม่เหลือแม้เถ้าถ่านไป…
“นะ-นายน้อยทำได้ยังไงกันเ้าคะ…?”เมดสาวถามออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ขณะที่เด็กหญิงตัวน้อยเอียงคอทำสายตาวิวับอยากรู้เช่นกัน
“หมั่นฝึกฝน และทำความเข้าใจให้เข้าถึงแก่นแท้…”นั่นเป็สิ่งอาจารย์ของเขาได้สอนเอาไว้
“หมั่นฝึกฝน และทำความเข้าใจให้เข้าถึงแก่นแท้…ดิฉันจะทำแบบนั้นได้หรือเปล่าเ้าคะ?”ศาสตร์แห่งเวทมนตร์ช่างดูลึกลับซับซ้อน นี่เป็ครั้งแรกเลยนะที่เธอรู้ว่าเวทมนตร์ไม่จำเป็ต้องรอพิธีศิลตอนอายุครบห้าขวบน่ะ…
“ทำได้สิ”นั่นคือ คำตอบจากนายน้อยของเธอซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น
“นายน้อยจะเป็คนสอน…ดิฉันใช่ไหมเ้าคะ?”
“แน่นอน เราจะเป็คนสอนเอง”ด้วยวิธีของโลกนี้การจะไปถึงแก่นแท้จริงของเวทมนตร์นั้นเป็เื่ยาก แต่หากด้วยวิธีของเขาล่ะก็…การเข้าถึงแก่นแท้จะไม่ต่างอะไรกับการมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเลย
“แล้วหนูล่ะ~!”เฟลิเซียดิ้นเล็กน้อย พลางชี้เข้าหาตัวเองอย่างคาดหวัง
“พี่จะสอนทุกอย่างที่พี่รู้ ที่พี่เข้าใจแก่น้องสาวที่รักของพี่แน่นอน…”
“ฮะ-ฮร๊ายยย~!”เซอซิลกล่าวออกไปพร้อมกระชับห้อมกอดน้องสาวตัวเองแน่นจนเ้าตัวนั้นร้องเผลอหลุดร้องออกไปด้วยความสยิว(?)
“มาเรียน่า ไม่ต้องบอกพวกท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่นะ”
“ไม่้าให้บอกรึเ้าคะ…?”เธอถึงกับถามทวนซ้ำเพื่อความมั่นใจ
“อืม ยิ่งคนรู้เยอะ…อะไรหลายอย่างยิ่งแย่ ฐานะพวกท่านพี่จะแย่เอาด้วย”สำหรับผู้ปกครองดินแดนที่มีบุตรหลายคนในสายตาคนนอกนั้นย่อมมีหนทางใช้เื่นี้เป็เครื่องทำร้ายครอบครัวของเขาให้ร้าวฉานเป็แน่…
“เพื่อครอบครัว…เข้าใจแล้วเ้าค่ะ ดิฉันจะเก็บไว้เป็ความลับตราบนานจนกว่านายน้อยจะออกคำสั่งให้แพร่งพรายเื่ออกไปได้”
“อืม…เฟลิเซีย ธาตุของน้องคือ น้ำ กับน้ำแข็งนะ”
“น้ำกับน้ำแข็งเหรอออ~!!!”เด็กหญิงถึงกับตาลุกวาว พอคิดจินตนาการถึงอะไรหลายๆ อย่าง
“นะ-นายน้อยรู้ได้ยังไงเ้าคะ…?”เื่ฝึกเวทมนตร์ก็เื่หนึ่ง แต่ตรวจสอบธาตุเวทมนตร์คนอื่น นอกจากมหาปราชญ์ กับท่านผู้กล้าในเื่เล่าไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนเลยนะ…
“นั่นสินะ…”ก็คนมันมีชีวิตอยู่มาตั้งหลายล้านปีแล้วนี่นานะ จะมีความสามารถระดับมองสีิญญาของแต่ล่ะคนออกก็ไม่แปลกหรอก…แต่คงบอกไปแบบนั้นไม่ได้ล่ะเนาะ
“ก็…ถ้าฝึกััถึงจุดนึง ก็จะมองเห็นออร่าในตัวคนอื่นได้น่ะนะ”คำตอบแบบนี้น่าจะเป็กลางที่สุดแล้วกระมั้งนะ ไอ้เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจสามัญสำนึกของคนโลกนี้เท่าไหร่ด้วย…
“ออร่า…แปลว่านายน้อยสามารถรู้ธาตุเวทมนตร์กับปริมาณได้โดยแค่มองหรือเ้าคะ?”
“อืม ใช่แล้วล่ะ”มองเห็นถึงระดับจิติญญาเลยน่ะนะ…
“นะ-นายน้อยสุดยอดในหลายๆ ความหมายเลยนะเ้าคะ…”
“ถ้านั่นเป็คำชม…ขอบคุณ”
ถึงจะรู้สึกว่าโดยรวมแล้ว ความหมายที่ฝ่ายนั้น้าสื่อมันจะออกไปทางรู้เยอะในแบบ ‘พิลึก~พิลึก~’ ก็เถอะนะ แต่ยังไงก็คงต้องถือว่าเป็คำชมก็แล้วกัน---เซอซิลเลือกที่จะถือว่าที่เมดสาวของตนกล่าวมานั้นเป็คำชม
ก่อนจะเริ่มบอกรายละเอียดต่างๆ ให้แก่ทั้งน้องสาว และเมดของตนได้รับรู้ แน่นอนว่าเขากำชับให้ทั้งสองคนเก็บเื่พวกนี้ไว้เป็ความลับจากทุกคน ซึ่งรวมไปถึงท่านพ่อ ท่านแม่ทั้งสอง พี่ชาย พี่สาวทุกคนของเขาอีกด้วย
ส่วนพวกนั้นที่ท่านพ่อคอยให้มาอารักขาพวกเราสองพี่น้องจากในเงามืดน่ะเหรอ พวกนั้นไม่มีทางได้ยินสิ่งที่พวกเราสามคนสนทนากันอยู่แล้ว อย่างที่พวกนั้นได้ยินคงจะเป็เื่ฟ้าเื่ดินทั่วไปนั่นแหละ ใครจะไปยอมให้ความลับรั่วไหลกันง่ายๆ เล่า…จริงไหม