เกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก

    บทที่ 11

    แสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้า ทำให้ภามเริ่มรู้สึกตัวตื่น พร้อมกับยกมือขึ้นบังแสงก่อนจะค่อยๆ ลืมตา เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้ง เพื่อปรับสายตาให้เข้ากับแสงตรงหน้า ภามลุกจากเตียง บิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะคว้าย่ามสัมภาระแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ เขาจำได้ว่า เมื่อวานมาถึงที่พักแห่งนี้ พอเขาเห็นเตียงก็พุ่งเข้าใส่ ไม่ทันได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็หลับไปทันที เข้าวันนี้เขาจึงจัดการล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อชุดใหม่ ที่เขาเตรียมติดตัวมาด้วย ก่อนจะเดินออกจากห้องพัก ลงบันไดไปชั้นล่าง กลิ่นหอมของอาหารลอยมาตามสายลม ทำให้ภามรีบเร่งฝีเท้าลงบันไดไปตามเสียงเรียกร้องจากกระเพาะ เมื่อลงมาถึงด้านล่าง มีคนนั่งกินข้าวอยู่ตามโต๊ะอาหารในห้องโถงนี้อยู่แล้ว 2-3 โต๊ะ “อ้าว ภาม ตื่นแล้วรึ เป็นยังไงบ้าง หลับสบายหรือไม่ มาๆ มานั่งกินข้าวเช้าก่อน” เสียงไซมอนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารข้างบันได ทักทายขึ้นทันทีที่เห็นภามเดินลงมา“สบายมากครับ ได้หลับเต็มตื่นแล้วสดยื่นขึ้นเยอะเลยครับ” ภามตอบ พร้อมกับเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามไซมอน“อาหารเช้าเรามีเนื้อหมัก กับผักต้ม เจ้าอยากกินกับขนมบังหรือเข้าต้มล่ะ”“เป็นข้าวต้มละกันครับ” จากนั้นไซมอนก็ลุกขึ้นเดินไปทางด้านหลังที่พัก ก่อนจะเดินกลับเข้ามาพร้อมถาดที่ใส่อาหารไว้จนเต็ม“เอ่อ... คุณไซมอนเป็นเจ้าของที่พักแห่งนี้หรอครับ” ภามเอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะเห็นไซมอนดูคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี และเขาก็ไม่เห็นคนงานคนอื่นๆ นอกจากนาเดียกับโซอี้ที่เขาได้พบเมื่อคืน“ใช่แล้ว เป็นกิจการของครอบครัวข้าเอง ตอนนี้มานาเดียเป็นคนดูแล ถ้าวันไหนไม่ต้องเข้าเวร ข้าก็จะมาช่วยงานที่นี่” ไซมอนอธิบาย หลังจากนั้นไซมอนก็เริ่มสาธยายเรื่องต่างๆ ตั้งแต่เรื่องครอบครัว อาชีพ ยังประวัติความเป็นมาของตระกูลให้ภามฟัง เขาจึงก็นั่งฟัง พร้อมกับกินอาหารตรงหน้าไปเรื่อยๆ“เอ้อ มัวแต่พูดเรื่องของข้า ว่าแต่เจ้าเถอะ เลือกได้รึยังว่าจะนำผักพวกนั้นของเจ้าไปขายที่ไหน” ไซมอนถามอย่างนึกขึ้นได้“ผมคิดว่าจะเอาไปขายให้สมาคมการค้าครับ ถึงจะได้ราคาไม่สูง แต่ไม่ต้องเสียเวลามานั่งขายเอง”“อืมๆ วิธีนั้นง่ายที่สุดแล้วล่ะ” ไซมอนพูด พลางพยักหน้าเห็นด้วย“เดี๋ยวข้าต้องไปเข้าเวรแล้ว หากเจ้ามีปัญหา ต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็ไปหาข้าได้ที่ประตูเมืองที่เจ้าพบข้าเมื่อวานนะ เจ้าจำทางได้หรือไม่”“จำได้ครับ” ภามตอบรับ ไซมอนจึงเดินออกจากที่พักไปทำงาน หลังจากจัดการอาหารตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว ภามก็เก็บจาน และเดินไปทางหลังที่พักที่เคยเห็นไซมอนเดินออกมา พบว่าที่ด้านหลังมีห้องครัวขนาดเล็กๆ ซึ่งนาเดียกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าเตา“ขอโทษนะครับ จานชามที่ใช้แล้วให้วางไว้ที่ไหนได้บ้างครับ”“อุ้ย ท่านภาม เดี๋ยวข้านำไปล้างเอง ครั้งหน้าท่านวางไว้ที่โต๊ะได้เลยนะเจ้าคะ” นาเดียอธิบายพร้อมกับเดินเข้ามาเอาจานจากมือภามไปวางกองไว้ข้างๆ กองถ้วยชามอื่นๆ ที่รอล้างอยู่เช่นกัน“ขอบคุณครับ”“ท่านภามจะพักที่นี่อีกคืนหรือไม่เจ้าคะ จะให้ข้าขึ้นไปเก็บกวาดห้องของท่านให้หรือไม” นาเดียวถามขึ้นมา ก่อนที่ภามจะเดินออกจากห้องครัว“เอ่อ... พักต่ออีกสักคืนก็ได้ครับ แต่ไม่ต้องเข้าไปทำความสะอาดก็ได้นะครับ” ภามนิ่งคิดสักพักก่อนจะตอบตกลงพักอีกหนึ่งคืน เนื่องจากเขาคิดจะใช้เวลาในวันนี้หลังจากที่ขายของเสร็จแล้วไปเดินสำรวจเมืองสักหน่อย“ว่าแต่ค่าที่พักที่นี่ คืนละเท่าไหร่หรอครับ” ภามถามต่อหลังจากนึกขึ้นได้ว่า เมื่อวานเขาเข้าพักโดยที่ยังไม่ทันได้ถามค่าที่พักเลยด้วยซ้ำ “3 เหรียญเงิน กับ 50 เหรียญทองแดง เจ้าค่ะ ค่าที่พักห้องละ 3 เหรียญเงินต่อคืน ส่วน 50 เหรียญทองแดงเป็นค่าอาหารเช้า ท่านภามสามารถจ่ายตอนจะกลับทีเดียวได้เลยเจ้าค่ะ” นาเดียอธิบายอย่างละเอียด โดยไม่เหลือข้อสงสัยให้ต้องถามต่อ“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนแล้ว” ภามค้อมศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจะเดินออกมา ภามเดินออกจากที่พักตรงไปยังคอกสัตว์ สำรวจผลผลิตที่อยู่บนเกวียนเล็กน้อย พบว่าทุกอย่างยังอยู่ครบดีตามที่ไซมอนเคยบอก ก่อนจะจัดการเทียมเกวียนเข้ากับเจ้าดำอีกครั้ง“ป่ะ เจ้าดำ ไปทำภารกิจของเราวันนี้ต่อกันเถอะ” ภามพูดพร้อมกับกระโดดขึ้นไปนั่งบนเกวียน ก่อนจะบังคับบังเหียนให้เจ้าดำออกเดินไปทางทิศตะวันตกของตัวเมือง เมื่อเดินทางไปทางทิศตะวันตกเรื่อยๆ ภามผู้พบว่ารอบๆ เริ่มมีผู้คนพลุกพล่านขึ้น เขาจึงจัดสินใจลงจากเกวียน มาเดินจูงเจ้าดำให้ค่อยๆ เดินต่อไปข้างหน้าแทน ไม่นานภามก็ได้พบอาคารหลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่าอลังการที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นในเมืองนี้ แม้ตัวอาคารจะทำจากดินเหมือนอาคารหลังอื่นๆ แต่สีของดินจากตัวอาคารที่ตัดกับสีไม้ของเสา ประตู และขอบหน้าต่าง ทำให้มันดูเรียบง่ายเสียวงาม รวมถึงรูปทรงอาคารที่ใหญ่โต มีหลังคาทรงแหลมสูง ทำให้ดูแล้วคล้ายๆ กับปราสาทขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว บริเวณหน้าตัวอาคารมีสวนดอกไม้เล็กๆ สีสันสดใส ข้างๆ สวนหย่อมฝั่งที่ติดกับประตูทางเข้าอาคาร มีป้ายไม้ที่ถูกเกาะสลักเป็นตัวอักษรด้วยลายมืองดงามว่า ‘ที่ทำการสมาคมการค้า’ ปักไว้ มีผู้เดินเข้าออกจากตัวอาคารหลังนี้กันอย่างขวักไขว่ ภามจึงนำเกวียนไปจอดไว้บริเวณด้านข้างลานกว้างหน้าตัวอาคาร ที่มีรถม้าและเกวียนจอดอยู่มากมาย ก่อนจะเดินเข้าไปในตัวอาคารตรงหน้า ภายในตัวอาคารเป็นโถงกว่า ที่มีโต๊ะตั้งอยู่รอบๆ เป็นรูปตัวยู ทิ้งพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับให้เดินได้เดินผ่านไปมา หลังโต๊ะแต่ละตัวมีคนที่น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งแต่งตัวเหมือนกันนั่งอยู่ประจำแต่ละโต๊ะ ถัดจากโต๊ะที่วางอยู่รอบห้องโถงไปทางด้านหลัง ทั้งฝั่งซ้ายและขวา มีทางยกระดับขั้นไปบนตัวระเบียงที่ไม่สูงมากนัก โดยหลังระเบียงทั้งสองฝั่ง ถูกแบ่งเป็นห้องๆ ที่มีประตูปิดไว้ และมีป้ายชื่อห้องติดอยู่หน้าประตู ภามเดินไปยังโต๊ะที่มีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ ซึ่งเป็นโต๊ะที่คนด้านหน้าเดินกลับออกไปพอดี เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวว่างแล้ว เขาจึงเดินเข้าไปหา           “สวัสดีครับคุณ...เอ่อ... คุณฮาคิม ผมอยากจะนำผักมาขาย ไม่ทราบว่าผมต้องทำอย่างไรบ้างครับ” ภามอ่านชื่อคนตรงหน้าจากป้ายชื่อที่ตั้งไว้หน้าโต๊ะ หลังจากกล่าวทักทายก็สอบถามข้อมูลอย่างเข้าประเด็น“...เช่นนั้นตามข้ามา ข้าต้องไปตรวจสินค้าที่เจ้านำมาก่อน” ฮาคิมเคยหน้าขึ้นมองหน้าภามอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อสำรวจไม่พบของที่ตนตรงหน้านำติดตัวมาก็ลุกขึ้นยืน และเดินนำภามกลับไปทางประตูอาคารอย่างเข้าใจว่าของคงอยู่ด้านนอก