เมื่อกลับมาถึงจวน หงซิ่วฝากจดหมายฉบับหนึ่งให้ซุ่นจั้งนำไปมอบให้จินทั่งเจียวบุตรสาวของทั่งหยวนพร้อมของมีค่าจำนวนหนึ่ง “เ้าไปที่ตรอกเหอกวาน ถามหาบ้านสกุลจิน มอบของพวกนี้พร้อมจดหมายให้จินทั่งเจียว บอกนางว่าพี่สาวที่พบบนสะพานข้ามคูเมืองฝากมาให้ หากอยากเขียนจดหมายถึงข้า ให้นางนำมาส่งที่จวนอ๋องด้วยตัวเอง”
ก่อนไปซุ่นจั้งเอ่ยถามมาประโยคหนึ่ง “เื่นี้ หากท่านอ๋องถาม จะให้บอกหรือไม่เพคะ”
หงซิ่วตอบเสียงเรียบ “บอกไปตามตรง”
นางไม่จำเป็ต้องกังวลเื่ข้อความในจดหมาย เพราะมีแต่นาง ทั่งหยวน หานชี มุ่ยกัว และจางหยางเท่านั้น ที่จะเข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่ เมื่อมิอาจไปพบจินทั่งหยวนได้ คงได้แต่ฝากจดหมายผ่านบุตรสาวของเขา เพราะต่อไปนางต้องเริ่มขนสมบัติฝากทั่งเจียวออกไปทีละเล็กละน้อย เตรียมตัวไว้สำหรับวันข้างหน้า
หลังจากที่ซุ่นจั้งไปแล้ว หงซิ่วก็ขึ้นไปนั่งอ่านหนังสือกลางสะพานเชื่อม ผ่านไปครู่ใหญ่ สายตาพลันเหลือบไปเห็นิซีเหอถูกหามเข้ามา สาวใช้ด้านหลังรีบเข้ามาประคองนางลุกขึ้นยืน ครั้นจะเดินผ่านประตูบนสะพานเข้าไปก็เกรงว่าจะไม่เหมาะ หงซิ่วจึงเดินลงไปชั้นล่าง ออกประตูข้างเดินผ่านห้องโถงกลางไปยังตำหนักไท่หยาง
ในตำหนัก นางเห็นิซีเหอนอนหน้าซีดเผือดอยู่บนตั่ง พอจะก้าวเท้าเข้าไป กลับถูกองครักษ์ขวางเอาไว้ ได้ยินเสียงอ่อนแรงของิซีเหอเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง “ให้นางเข้ามา” องครักษ์ทั้งสองถึงได้เปิดทางให้
หงซิ่วยืนห่างจากตั่งไปสองก้าวกวาดตามองใบหน้าของเขา ก่อนจะถามขึ้น “เกิดอันใดขึ้นเพคะ”
เขาหัวเราะขึ้นจมูกคราหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวว่า “เ้าลืมผลงานตัวเองได้เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ได้ยินอย่างนั้น หงซิ่วพลันนึกได้ขึ้นมาทันที ที่แท้เป็พิษในกำยาน นางไม่รู้ว่าเผลอใช้สายตาเช่นไรมองเขา แต่เหมือนว่านางจะทำให้เขาไม่พอใจ ิซีเหอเอ่ยเสียงเข้ม “อย่าได้มองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น แค่กๆ” พูดจบก็ไอขึ้นมาอีก หงซิ่วหันไปถามฉวีกงกง “เหตุใดหมอยังไม่มาอีก”
ฉวีกงกงเองก็กำลังร้อนใจ เลยตอบอย่างไม่ไว้หน้า “เฮอะ! ท่านจะมาห่วงอันใดอีก ไม่ใช่เพราะท่านหรือ ท่านอ๋องถึงได้เป็เยี่ยงนี้”
ขณะนั้น หมอตู้มาถึงพอดี ฉวีกงกงจึงไม่ได้พูดอะไรอีก หงซิ่วหลบไปยืนด้านข้าง มองเขาอยู่เงียบๆ ไล่ทบทวนความทรงจำของโส่วหงซิ่วคนก่อน
ก่อนหน้านี้โส่วหงซิ่วมีโอกาสได้เห็นหน้าจวิ้นอ๋องเพียงสองครั้งเท่านั้น แต่ละครั้งล้วนเห็นจากที่ไกลๆ ย่อมมิเคยมีความรู้สึกชอบพอ แต่พอรู้ว่าโส่วเย่าหลันแอบชอบจวิ้นอ๋อง นางเลยเกิดริษยากอปรกับโดนสาวใช้เ่าั้ยุยง
เดิมทีงานบุปผาไม่สมควรจะเชิญโส่วหงซิ่วไปร่วมงานทว่านางกลับได้รับเทียบเชิญ เื่นี้ไม่ใช่การตัดสินใจของสนมเฮ่อเฟยแน่ และย่อมไม่ใช่ความคิดของโส่วเย่าหนาน ในวังจะมีสักกี่คนกันที่สนมเฮ่อเฟยยอมเชื่อฟังถึงขั้นยอมเสียหน้าส่งเทียบเชิญให้โส่วหงซิ่วทั้งๆ ที่รู้ว่า หากเด็กสาวผู้นี้ไปร่วมงาน จะต้องทำงานเลี้ยงล่มแน่ แต่สนมเฮ่อเฟยยังทำ
ทุกอย่างถูกจัดฉากวางแผนเอาไว้อย่างดี ที่แท้งานบุปผาครานั้น ก็เตรียมไว้สังหารจวิ้นอ๋องโดยเฉพาะ ส่วนโส่วหงซิ่วผู้โง่งมถูกผู้อื่นหลอกใช้ แต่จะสืบหาความอันใดได้ เพราะสาวใช้พวกนั้นถูกท่านอ๋องโบยตายไปหมดแล้ว
หงซิ่วไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ายืนจ้องเขาอยู่นานเท่าใด กระทั่งได้กลิ่นสมุนไพรโชยมา นางถึงได้รู้สึกตัว
หลังจากที่ดื่มยาเสร็จ ิซีเหอก็เอนหลังพิงหมอนอิงหลับตานิ่ง พลางกล่าวว่า “เสียใจหรือไม่ ที่ข้ายังไม่ตาย”
เห็นว่าเขาพอมีแรงแล้ว หงซิ่วถึงได้รู้สึกเบาใจ ตอบเขาไปว่า “หม่อมฉันดีใจมากกว่าเพคะ”
เขาลืมตามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือไล่ข้ารับใช้ออกไป รอทุกคนออกไปจนหมด เขาก็กล่าวว่า “ที่เ้าดีใจ เพราะว่าเ้าไม่ใช่โส่วหงซิ่ว”
หงซิ่วถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ว่าจะเป็ก่อนหน้า หรือตอนนี้ หม่อมฉันก็คือโส่วหงซิ่ว เื่นั้นมิอาจเปลี่ยนได้ แต่ที่เปลี่ยนคือหม่อมฉันรู้ความแล้ว และโส่วหงซิ่วผู้นี้ขอสาบานด้วยชีวิต ว่าจะไม่ทำร้ายท่านอ๋องเป็อันขาด หากผิดจากนี้ ขอให้ถูกม้าแยกร่างตกตายอย่างทรมาน ิญญาไม่ได้ผุดได้เกิด”
ิซีเหอไม่คิดว่านางจะกล้าสาบานรุนแรงเยี่ยงนี้ ในหัวพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ มองนางตาไม่กะพริบ
หงซิ่วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ที่ผ่านมาเป็หม่อมฉันทำผิดกับท่านอ๋อง หม่อมฉันจะไม่ขอให้ท่านอ๋องให้อภัย แต่หลังจากนี้ไป ได้โปรดเชื่อใจหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ”
หลังจากที่นางพูดจบ พลันเกิดความเงียบขึ้น ิซีเหอกวาดตามองไปทั่วร่างของนาง ก่อนจะมาหยุดที่ดวงตา เขายังจำแววตาของโส่วหงซิ่วคนก่อนได้ดี ในนั้นมีแต่ความอิจฉาริษยา อาฆาตแค้น แต่แววตาของโส่วหงซิ่วตรงหน้านี้กลับมีแต่ความว่างเปล่า บางคราคล้ายจะเหมือนสายตาของผู้ที่ผ่านโลกมามาก บางคราก็คล้ายจะเ็าดุจน้ำแข็ง
ทว่าครานี้แววตาคู่นี้กลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนจริงใจ เขาควรจะเชื่อใจนางดีหรือไม่ คนอย่างเขาที่ทุกย่างก้าวต้องเดินอยู่บนคมหอกคมดาบ แม้คิดจะหนียังไม่มีแผ่นดินรองรับ จะเชื่อใจใครได้บ้าง ิซีเหอตอบนางอย่างเลื่อนลอย “ข้าจะลองคิดดู”
หงซิ่วยิ้มให้เขาเป็ครั้งแรก จากนี้นางจะดูแลเขาเหมือนเป็น้องชายคนหนึ่ง ชดเชยสิ่งที่เขาขาดไปในชีวิต
ิซีเหอเห็นนางยิ้มราวกับมารดามองบุตรชาย ก็ให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าอย่ามองข้าด้วยสายตาเยี่ยงนั้น!”
หงซิ่วรีบหุบยิ้มทันที ิซีเหอคร้านจะมองนางอีก จึงหลับตาลง นางยืนรอให้ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอถึงได้ออกจากตำหนักไท่หยาง เรียกฉวีกงกงมาถามถึงอาการของเขา
พิษที่จวิ้นอ๋องได้รับมาจากเจียงหนาน แม้ไม่หนักหนาสาหัสถึงขั้นเอาชีวิตเพราะมีปริมาณน้อย แต่ก็ต้องรักษาอย่างยาวนาน ซึ่งน่าจะใช้เวลาเป็ปี ทว่าหากเผลอไปกินของผิดสำแดงก็จะกำเริบขึ้นทันทีอย่างที่เห็น หงซิ่วฟังแล้วรู้สึกกังวลใจอย่างยิ่ง อดเป็ห่วงิซีเหอไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะนาง ชีวิตของเขาคงไม่ต้องมาพบเจอกับเื่เช่นนี้
หลังจากพูดคุยกับฉวีกงกงได้ไม่เท่าไหร่ หมอหลวงก็มาถึง ฉวีกงกงจึงขอตัวไปต้อนรับ หงซิ่วไม่ได้คิดจะตามไป เพราะไม่อยากให้หมอหลวงเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของนาง อาจมีบางคน อยากให้สตรีรอบกายของจวิ้นอ๋องมีแต่พวกต่ำตม ชื่อเสียงจะได้ด่างพร้อยจนมิอาจกู้คืน ชีวิตของิซีเหอนับว่าต้องอยู่อย่างระมัดระวังจริงๆ