ลอร์ดอาร์เทมิสพูดข้อเสนอของตัวเองออกมา
“ข้าจะรับผิดชอบเื่การสร้างโรงเรียนแทนท่านเอง และเพื่อเป็การแลกเปลี่ยนขอให้เ้าช่วยสนับสนุนให้กิลเบิร์ตบุตรชายข้าได้เษกสมรสกับเ้าหญิง”
เคานต์เรห์นวาร์ดลอบด่าอีกฝ่ายว่าตาแก่เ้าเล่ห์ในใจแต่กลับตีสีหน้าเคร่งขรึม พูดว่า
“ท่านหวังว่าบุตรชายเ้าจะได้ขึ้นเป็พระาาคนต่อไป? เมื่อกี้เ้าเพิ่งบอกว่าพระาาอัลเฟรด้าส่งต่อบัลลังก์ให้เ้าชายไม่ใช่เหรอ ท่านคิดว่าพระาาจะยอมให้ท่านสมปรารถนารึไง”
ร่างขี้เถ้าก้มหน้าพูดว่า
“ข้าก็บอกท่านอยู่ว่าเพียงแค่คาดเดา แม้แต่ตัวข้าเองยังรู้สึกว่ามันเหลวจนยากจะเชื่อ จนนอกจากเื่นี้แล้วข้าหาสาเหตุถึงพฤติกรรมแปลกของเ้าชายขยะนั่นไม่ออกจริง ๆ” ร่างขี้เถ้าเงยหน้าถามเคานต์เรห์นวาร์ดว่า “สรุปแล้วท่านจะรับข้อเสนอไหมท่านเคานต์”
เคานต์เรห์นวาร์ดเคาะโต๊ะพลางใช้ความคิดก่อนจะตอบว่า
“ตกลง แต่ข้าจะช่วยแค่ให้บุตรชายของท่านในการเษกสมรสกับเ้าหญิงลิลิธ แต่จะวางตัวเป็กลางในตอนที่หนุนบุตรชายท่านขึ้นครองบัลลังก์”
ร่างขี้เถ้าพยักหน้า
“เื่นั้นไม่มีปัญหา เป็อันตกลงตามนี้”
เคานต์เรห์นวาร์ดพยักหน้า
“เป็อันตกลงตามนี้”
ร่างขี้เถ้าก็สลายกลายเป็กองขี้เถ้าบนพื้น เคานต์เรห์นวาร์ดมองกองขี้เถ้านั้นพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เพราะพูดตามตรงแล้วเขาไม่ใคร่จะเชื่อถือการคาดเดาที่ดูเพ้อเจ้อเหลวไหลของลอร์ดอาร์เทมิสเท่าไหร่นัก แม้ว่าตัวเขาเองยังจะหาทางอธิบายพฤติกรรมแปลก ๆ ของเ้าชายเออร์วินไม่ได้ก็ตาม แต่ที่เขารู้ก็คือพระาาอัลเฟรดยังไม่ใช่คนสิ้นคิดที่จะทำอะไรแบบนั้น
เขาตัดสินเลือกที่จะปล่อยวางเื่ราวหนักหัวเอาไว้ชั่วคราวที่น่ายินดีก็คือตอนนี้เขาสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้แล้ว แม้ในใจลึก ๆ เขาจะยังคงเสียดายที่ต้องช่วยสนับสนุนลูกชายคนอื่นให้ได้เษกสมรสกับเ้าหญิงลิลิธ ทั้งที่ตัวเขาเองก็อยากสนับสนุนลูกชายคนโตของเขาเช่นกัน แต่หากมองอีกมุมนี่ก็ถือเป็เื่น่ายินดีเพราะนั่นหมายความว่า บัดนี้ครอบครัวของเขาจะกลายเป็ผู้อยู่วงนอกของการแก่งแย่งตำแหน่งพระสวามีของเ้าหญิงลิลิธ
เคานต์เรห์นวาร์ดแสยะยิ้มให้กับความทะเยอทะยานของลอร์ดอาร์เทมิส ก่อนจะเรียกคนของตนมาสั่งการให้ทำการปลอบขวัญเหล่าหญิงสาวชาวบ้านที่ถูกจับตัวมา และให้ทำการสำรวจว่ามีสตรีคนใดบ้างที่เสียชีวิตเพื่อเตรียมปลอบขวัญให้เหล่าญาติ ๆ ของสตรีเ่าั้ แล้วให้คนส่วนหนึ่งไปเฝ้าพวกร้านขายโพชั่นที่เคยขายโพชั่นปลอมเพื่อกันไม่ให้หลบหนีหลังจากที่ทราบข่าวเื่ดอน โกเบอร์ กับคนพวกนี้เขาปิ๊งไอเดียคิดวิธีที่จะใช้ประโยชน์ของพวกคนเหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยมขึ้นมา
ในเมื่อถอนตัวจากการแข่งขันเื่พระสวามีของเ้าหญิงลิลิธ งั้นเขาก็ขอมุ่งทางอื่นแล้วกัน เ้าชายขยะที่ครอบครัวเหล่าเชื้อพระวงศ์ต่างรักใคร่เอ็นดูก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ เขาสามารถใช้การกระทำบอกต่อคนที่อยู่เื้ัเ้าชายขยะว่าเขาไม่คิดต่อต้านหรือขัดขืน ส่วนเ้าหญิงเรเชลแม้ว่าจะเป็ลูกนอกสมรสแต่ก็เป็เ้าหญิงไม่ใช่เหรอ ทั้งเธอยังเปี่ยมล้นด้วยพร์ไม่ด้อยไปกว่าเ้าหญิงลิลิธผู้เป็พี่ด้วยซ้ำ เหมาะอย่างยิ่งที่จะให้เป็คู่แต่งงานให้กับลูกคนใดคนหนึ่งของตน
เคานต์เรห์นวาร์ดดีดลูกคิดรางแก้วในหัวก่อนจะแสยะยิ้มออกมา
“ลอร์ดอาร์เทมิสเ้าเล่นกับไฟต่อไปเถอะส่วนตัวข้านั้นขอเลือกทางสบายดีกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า”
ภายในห้องนอนของเออร์วินตอนนี้มีเพียงเ้าหญิงลิลิธที่สวมฉลองพระองค์ในชุดนอนขดตัวบนเตียงเหมือนกับลูกแมวน้อยอยู่บนเตียงที่แสนนุ่ม ผมสีดำยาวสยายบนเตียงใบหน้างดงามพริ้มหลับราวกับนางฟ้าตัวน้อย แสงแดดยามเช้าที่สอดลอดมาจากทางหน้าต่างปลุกเธอให้ตื่นจากการหลับใหล
ดวงตาของเธอลืมขึ้นช้า ๆ เผยให้เห็นั์ตาสีแดงเพลิงที่ได้รับมาจากผู้เป็พ่อ เธอลุกขึ้นมานั่งพับเพียบบนเตียงก่อนจะมองไปรอบห้อง เป็เื่ปกติที่เออร์วินมักจะตื่นก่อนเธอในทุกวันเพื่อมาออกกำลังกายยามเช้า ทว่าวันนี้เธอกวาดสายตาไปรอบห้องกลับไร้วี่แววของน้องชายเธอ ลิลิธใจหายวาบ
“หรือว่าเมื่อคืนเขาไม่ได้กลับมา”
เธอรู้ดีว่าน้องชายของเธอคนนี้มีความลับที่เขาไม่ได้บอกเธอ นั่นคือเขามักชอบที่จะแอบออกไปข้างนอกในตอนที่ทุกคนหลับกันหมดแล้ว หลายครั้งที่เธอลองแอบตามหาเขาไปทั่วเมืองไพร์ล็อกแต่กลับหาเขาไม่เจอ ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงรอคอยน้องชายของเธอกลับมาแล้วช่วยเขาเก็บความลับนี้ โดยหวังว่าสักวันเขาจะแบ่งปันความลับนี้กับเธอ
เมื่อคืนก็เช่นเคยหลังจากที่เธอมานอนที่ห้องนอนของเขาเหมือนที่ทำเป็ประจำก็พบว่าเออร์วินแอบออกไปข้างนอกอีกครั้ง แต่ว่าคราวนี้เธอกลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างแรงนั่นก็เพราะเรเวนสาวใช้ส่วนตัวของน้องชายเธอก็ออกไปด้วย
กับสาวใช้ส่วนตัวคนนี้คำเดียวที่ลิลิธมีให้ก็คือไม่น่าไว้ใจ ทั้งความเป็มาที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน เวทประจำตระกูลที่ทำให้เธอยิ่งดูน่าสงสัย และที่สำคัญผู้หญิงคนนั้นสวยมากรูปร่างหน้าตาก็ดูดี ลิลิธมั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้ต้องใช้รูปร่างหน้าตามาล่อลวงน้องชายเธอแน่ เพราะเออร์วินผู้เป็น้องชายนั้นทั้งบริสุทธิ์ไร้เดียงสาและอ่อนต่อโลก ทั้งชีวิตก็แทบจะฝังตัวเองอยู่ในห้องสมุด
ขณะที่ลิลิธกำลังมองโลกในแง่ร้ายสายตาก็เหลือบไปเห็นที่ข้างเตียงมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้ ลิลิธหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาอ่านได้ใจความว่า
‘ท่านพี่ครับผมจะออกไปเล่นกับเพื่อนนะครับผมสัญญาว่าจะกลับมาก่อนมื้อเย็นไม่ต้องเป็ห่วงครับ’
ลิลิธจ้องมองกระดาษแผ่นนั้นเขม็ง สักพักประตูห้องก็เปิดออกเด็กผู้หญิงตัวเล็กวัยเก้าขวบผมสีน้ำตาลั์ตาสีแดงเพลิงเดินเข้าห้องมาพูดอย่างร่าเริงว่า
“ท่านพี่เออร์วินคะเช้าแล้วมาอาบน้ำกันเถอะค่ะ”
ทว่าสิ่งที่เธอเผชิญคือความเงียบเรเชลมองไปรอบห้องไม่พบเห็นเงาของเออร์วิน เธอเปลี่ยนเป็สีหน้าแบบเคร่งเครียดหันไปถามลิลิธว่า
“นี่คุณป้า! เอาท่านพี่เออร์วินไปซ่อนไว้ไหน”
ลิลิธทำเป็ไม่สนใจน้องสาวต่างมารดาผู้นี้เธอขยำกระดาษในมือทิ้งก่อนจะก้าวเดินลงจากเตียงตรงไปที่หน้าต่างบานหนึ่ง ปลดกลอนหน้าต่างก่อนจะเปิดมันสายลมอ่อนโชยเข้ามาจนผมของเธอปลิวสยาย เรเชลยังคงถามคาดคั้น
“นี่หล่อนฉันพูดกับหล่อนอยู่นะยะ”
ลิลิธทำเมินใส่เรเชลกระแสไฟฟ้าห่อหุ้มทั้งตัวลิลิธก่อนที่ตัวเธอจะหายไปจากตรงนั้น โดยทิ้งเรเชลน้องสาวต่างมารดาให้ยืนตัวแข็งทื่อเพราะั้แ่ต้นจนจบอีกฝ่ายไม่สนใจเธอแม้แต่นิดเดียว
ภายในบ้านของเจคยามนี้กำลังทานสเต๊กกันด้วยบรรยากาศที่เรียกว่าแปลกก็ว่าได้ บนโต๊ะกลมภายในบ้านเจคกับอันนาและเรเวนกำลังนั่งทานสเต๊กเงียบ ๆ ส่วนเออร์วินก็ทานสเต๊กอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสผิดกับคนอื่น ๆ
สาเหตุที่บรรยากาศเป็แบบนี้ก็เพราะหลังจากที่ทำสเต๊กเสร็จเออร์วินก็ชวนทุกคนนั่งทานด้วยกันเสมือนเป็เ้าบ้านโดยไม่มีท่าทีรังเกียจความซอมซ่อของบ้านเลยแม้แต่น้อย และนั่นทำให้เจคสงสัยในจุดประสงค์ของเออร์วินเป็อย่างยิ่ง เดิมทีเจคกับอันนายังไม่มีความคิดที่จะทานในสิ่งที่เออร์วินทำขึ้นมาแต่พอเออร์วินพูดว่า
“ทานเถอะครับตอนสายจะได้มีแรงฝึกเพิ่ม”
จบคำของเออร์วินเจคเริ่มทานด้วยสีหน้าไม่พอใจในขณะที่อันนาเริ่มทานด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว ส่วนเนียนั้นตอนแรกเธอทำเป็ไม่สนใจสเต๊กของเธอแต่สุดท้ายเธอก็ทนน้ำลายสอไม่ไหวอ้างว่าสงสารสเต๊กถ้าไม่มีใครยอมกิน ก่อนจะเริ่มกินสเต๊กจนปากของเธอเลอะไปด้วยซอส
แม้ว่าเจคจะยังคงระแวงในทุกสิ่งที่เออร์วินทำแต่ทันทีที่เนื้อสเต๊กนั้นเข้าปากเขากลับต้องทำตาโตทันที ทั้งเนื้อััลิ้นที่ให้ความชุ่มฉ่ำรสชาติของซอสที่ชวนเกือบจะเผลอเคี้ยวลิ้นไปด้วย เจคเห็นทุกขั้นตอนว่าเออร์วินเอาเนื้อเหล่านี้ออกมาจากถุงผ้าใบเล็ก ๆ เมื่อนำเนื้อเ่าั้มากริลล์จนกลายเป็สเต๊กเออร์วินก็นำซอสมาราด กลิ่นของซอสนั้นหอมฟุ้งไปทั่วห้อง เดิมเขาคิดว่าซอสนี้เป็สิ่งที่พ่อครัวในวังทำขึ้นมา เรเวนถามขึ้นมาขณะกำลังหั่นสเต๊กว่า
“ซอสนี่เธอทำขึ้นมาเองเหรอ”
“ใช่ครับ”
เออร์วินตอบเหมือนเป็เื่ธรรมดา ส่วนเรเวนก็เงียบไปไม่ถามอะไรอีก ส่วนเจคกับอันนากลับคิดว่าเออร์วินโกหกเพื่อจะเอาหน้าเพียงเท่านั้น ก่อนจะได้ยินเออร์วินพูดลอย ๆ อีกว่า
“เดี๋ยววันหลังผมจะสอนพวกคุณเจคทำซอสนี่ด้วยนะครับ”
เจคไม่สนใจเพราะคิดว่าเป็แค่วาจาเลื่อนลอย ที่นอกบ้านของเจคยามนี้เหล่าลูกน้องทั้งหลายต่างถือจานที่มีเนื้อสเต๊ก ทุกคนต่างทานกันพร้อมกับมีสีหน้าเคลิบเคลิ้ม ที่ผนังบ้านรอนนั่งกับพื้นขมวดคิ้วมองสเต๊กในจานที่ยังคงอยู่ดี ส่วนบาสกับเดนิสที่นั่งข้าง ๆ ตอนนี้กินไปครึ่งหนึ่งแล้ว บาสหันมาเห็นสเต๊กในจานสหายก็ถามว่า
“เป็ไรไปเ้าไม่ชอบกินสเต๊กนี่เหรอเดี๋ยวข้ากินแทนให้เอง”
พูดจบก็ยื่นมือมายังจานสเต๊กของรอนเขารีบยกจานหนีพูดว่า
“ไปตายซะ อย่าหวังซะให้ยาก”
เดนิสที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็บอกว่า
“เ้าไม่กินก็บอกปล่อยไว้มันเสียดายของ”
พูดจบก็ยื่นมือมายังจานสเต๊กของรอนจนเขาทนไม่ไหวรีบลุกขึ้น หันมามองเพื่อนทั้งสองที่นั่งพิงผนังกับพื้น
“นี่พวกเอ็งมันจะใจง่ายไปหน่อยแล้วโว้ย มึงไม่คิดว่ามันแปลกเหรอทั้งที่เมื่อวานมันยังเล่นพวกเราซะยับ เช้าวันนี้ปลุกพวกเราให้มาวิ่งแล้วก็เอาของมาให้กิน มันอาจจะใส่อะไรลงไปก็ได้นะโว้ย”
บาสกับเดนิสใช้สายตาแปลก ๆ มองรอนก่อนที่บาสจะพูดว่า
“คิดมากไปแล้วป่ะตอนทำอาหารเอ็งก็อยู่ช่วยด้วยนี่หว่า”
เดนิสเสริมขึ้น
“นั่นดิข้าก็ไม่เห็นจะมีอะไรนี่”
รอนนิ่งอึ้งไปก่อนจะพูดว่า
“ข้ารู้ว่าพวกเราเห็นขั้นตอนทุกอย่าง แต่มีอย่างหนึ่งที่พวกเราไม่เห็นก็คือซอสไงพวกเราไม่รู้ว่ามันซอสนี่มีส่วนผสมยังไง”
ได้ยินรอนพูดขึ้นบาสกับเดนิสมองหน้ากันต่างคนต่างเห็นความวิตกกังวลในสายตาของสหาย ทั้งสองคนก้มมองสเต๊กที่กินเหลืออยู่ในจานแล้วก็ยักไหล่หยิบสเต๊กขึ้นมากินต่อ รอนมีสีหน้าตะลึงกับการกระทำของเพื่อนทั้งสอง
“นี่พวกเอ็ง!”
บาสพูดว่า
“ช่างเหอะก็ของมันอร่อยนี่หว่า”
เดนิสก็พูดว่า
“นั่นดิ กินแล้วเดี๋ยวค่อยคิดก็ได้”
รอนหน้ากระตุกพูดอะไรไม่ออกนอกจากด่าว่า
“ไอ้พวกสมองขี้เลื่อย”
บาสมองหน้ารอนพูดเตือนว่า
“ข้าว่าเ้าเลิกระแวงแล้วเริ่มกินมันเสียทีเถอะ ไม่ได้ยินที่เ้าเด็กนั่นบอกเหรอว่าตอนบ่ายจะมีฝึกให้กินเอาแรงไว้น่ะ”
คำเตือนของบาสทำให้รอนมองสเต๊กในจานก่อนจะตัดสินใจใช้มือหยิบสเต๊กขึ้นมากัดคำหนึ่ง ทันใดนั้นร่างของรอนก็แข็งค้างก่อนจะเริ่มเคี้ยวอย่างช้า ๆ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลซึมออกมาแล้วเริ่มกัดคำต่อ ๆ ไป บาสกับเดนิสที่ตอนนี้ถือสเต๊กไว้ในมือต่างนิ่งค้างจ้องหน้ารอนด้วยความสมเพช
จนเมื่อรอนกินจนหมดก็ทำสีหน้าหลงใหลก่อนจะก้มมองสหายสองคนแล้วพูดว่า
“พวกเ้าไม่กินกันแล้วเหรอ ไม่เป็ไรเดี๋ยวข้า...”
ไม่รอให้รอนพูดจบบาสกับเดนิสพูดพร้อมกันว่า
““ฝันไปเถอะ””
แล้วทั้งสองก็รีบยัดสเต๊กในมือเข้าปากจนหมด เออร์วินที่อยู่ภายในบ้านพูดว่า
“เจี๊ยวจ๊าวมีชีวิตชีวาดังดีเลยนะครับ”
เจคไม่พูดอะไรแต่ใจจริงอยากออกไปเขกกระโหลกสามคนที่นอกบ้านใจจะขาด แล้วบอกว่าไอ้ที่พวกเอ็งนินทากันน่ะเ้าตัวได้ยินหมดแล้วโว้ย ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างจ้าจากนอกบ้านเข้ามาในบ้านพร้อมกับเสียงสั่นที่ตามมาติด ๆ
ทุกคนที่กำลังทานสเต๊กยกเว้นเนียต่างหยุดมือในทันใด เจคกับอันนาต่างมีสีหน้าสงสัย ส่วนเรเวนมองออกนอกบ้านแต่ไม่ได้พูดอะไร เออร์วินเพียงร้อง
“เอ๊ะ!” ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดประตูพบว่าตอนนี้เหล่าคนในแก๊งของเจคต่างมีสีหน้าหวาดกลัวและใ
ท่ามกลางคนเ่าั้มีร่างของสาวน้อยในชุดนอนคนหนึ่งยืนอยู่ ผมสีดำปลิวสยายั์ตาสีแดงเพลิงของเธอเผยความเ็าจนยากที่ใครจะกล้าเข้าใกล้ ใบหน้าที่งดงามจนยากจะละสายตา เออร์วินมองเด็กผู้หญิงคนนั้นพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบากร้องในใจว่า
‘แย่แล้ว! ทำไมท่านพี่มาอยู่ที่นี่ได้ แล้วแผนการฝึกทหารส่วนตัวจะทำยังไงต่อดี’
ลิลิธกวาดสายตาเ็าไปรอบจนมาเห็นน้องชายของเธออยู่ในบ้านหลังหนึ่ง พริบตานั้นเธอก็ดูสดใสและอ่อนโยนขึ้นมาทันที กระแสไฟฟ้าห่อหุ้มตัวลิลิธจากนั้นเธอก็หายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่แล้วมาโผล่ตรงหน้าเออร์วินทันที เธอมองน้องชายแล้วถามว่า
“ไม่เป็ไรใช่มั้ย”
“เอ๊ะ?”
“ไม่ถูกผู้หญิงคนนั้นทำอะไรใช่มั้ย”
“ผู้หญิงคนนั้น?”
เออร์วินทวนคำด้วยความสงสัย ก่อนจะมีเสียงของเรเวนดังมาจากทางด้านหลังว่า
“ไม่ต้องทรงเป็ห่วงเพคะเ้าหญิงตราบใดที่มีหม่อมฉันอยู่เ้าชายจะยังทรงปลอดภัยแน่เพคะ”
ลิลิธกลับคืนสู่ความเ็าจ้องมองไปยังเรเวนส่วนเรเวนก็จ้องสายตากลับมาที่เธอ ทั้งสองจ้องตากันอย่างไม่มีใครกลัวใคร เออร์วินที่เริ่มรู้สึกว่าท่าไม่ดีจึงรีบถามพี่สาวว่า
“เอ่อ... ท่านพี่ครับไม่ทราบว่าท่านพี่มาที่นี่ได้ยังไงกันครับ”
ลิลิธตอบโดยที่ยังคงจ้องตาเรเวนไม่วางตาว่า
“พี่เกรงว่าเธออาจจะโดนผู้หญิงเลว ๆ ล่อลวงเอาได้ก็เลยตามมาเพราะเป็ห่วง”
ไม่ต้องบอกก็ทราบได้ว่าผู้หญิงเลวที่ลิลิธพูดถึงเป็ใคร เออร์วินรีบถามอีกว่า
“แล้วท่านพี่รู้ได้ยังไงครับว่าผมอยู่ที่นี่”
“พอดีพี่จำกระแสไฟฟ้าที่อยู่ในตัวเธอได้น่ะพี่ก็เลยรู้ดีว่าเธออยู่ที่ไหน”
“เอ๊ะ!”
เออร์วินร้องเอ๊ะออกมาอีกครั้งเื่กระแสไฟฟ้าในตัวคนนั้นเป็สิ่งที่เออร์วินสอนพี่สาว ตอนแรกเธอก็ไม่เชื่อเพราะนี่เป็สิ่งที่ไม่มีใครเคยพูดถึงมาก่อนและคิดว่าน้องชายของเธอเพียงแค่อยากอวดโอ่ต่อหน้าพี่สาวเท่านั้น แต่เธอก็ยอมฝึกและเรียนรู้ตามที่น้องชายบอกเดิมเธอตั้งใจจะแกล้งเป็รับรู้ถึงกระแสไฟฟ้าในตัวมนุษย์เพื่อให้น้องชายดีใจ แต่เธอกลับต้องตะลึงเมื่อพบว่ามันมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในตัวคนจริง ๆ ซึ่งมันมีประโยชน์มากในการตามรอยมนุษย์
เออร์วินถามพี่สาวของตนว่า
“ท่านพี่จำกระแสไฟฟ้าในตัวของผมได้จริง ๆ เหรอครับ”
ลิลิธพยักหน้า
เออร์วินถามอีกว่า
“แล้วท่านพี่จำของใครอีกได้บ้างครับ”
ลิลิธส่ายหน้าตอบทั้งที่ยังจ้องหน้าเรเวน
“ไม่มี พี่จำได้แค่ของเธอ”
รอบนี้เออร์วินใจเต้นไม่เป็จังหวะถามว่า
“แล้วระยะการรับรู้ของท่านพี่ล่ะครับ”
“ประมาณครึ่งนึงของไพร์ล็อกน่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นเออร์วินก็รู้สึกเหงื่อตกขึ้นมาทันทีรู้สึกลำคอแห้งผากเหงื่อชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง ฝืนใจถามว่า
“ถ้าอย่างนั้นเื่ที่ผม...เอ่อ...”
คราวนี้ลิลิธหันมาสบตากับเออร์วินพูดว่า
“ถ้าเื่ที่เธอลงไปทำอะไรที่ถ้ำใต้หน้าผาล่ะก็พี่ไม่รู้หรอกนะ พี่แค่รอว่าสักวันเมื่อเธอพร้อมเธอจะบอกพี่เอง ดังนั้นพี่จึงไม่เคยลงไปที่นั่นหรอกพี่ก็เลยไม่รู้ว่าเธอลงไปทำอะไรกันแน่แต่พี่เชื่อใจเธอนะ”
ลิลิธพูดอย่างอ่อนโยนในขณะเออร์วินตัวแข็งทื่อไปแล้ว เขาคิดอะไรไม่ออกเขาเชื่อว่าตลอดมานั้นเขาเก็บความลับได้ดีมาตลอด แต่ไม่นึกเลยว่าเื่ถ้ำใต้หน้าผานั้นนอกจากเขากับเรเวนแล้วก็มีพี่สาวที่รู้อยู่ก่อน แถมต้นสายปลายเหตุก็มาจากสิ่งที่เขาใช้ความรู้จากโลกเดิมมาสอนพี่สาว ตอนนี้ในหัวของเออร์วินนึกออกอยู่อย่างเดียวว่าตัวเขานั้น ดูถูกโลกใบนี้มากเกินไป