ท่าทีของผู้คุมทางเข้าตลาดมืดที่มีต่อจางหมิงนั้นเปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือในทันที
“เชิญๆ เชิญนั่งก่อนครับ”เชื้อเชิญแล้วก็รีบยกเก้าอี้ออกมา แล้วก็ใช้ชายเสื้อของตัวเองเช็ดอย่างรวดเร็ว
จางหมิงไม่คิดเลยว่าจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้แต่การมีเก้าอี้ให้นั่งรอก็ดีกว่ายืนรอไม่ใช่เหรอเขาเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตามคำเชื้อเชิญของชายคนนั้น
จากนั้นก็ล้วงหยิบเอาส้มออกมาหนึ่งลูกส่งให้อีกฝ่าย“กินส้มเสียหน่อย รสชาติดีใช้ได้เลยนะ ฉันเพิ่งได้มาเมื่อไม่นานนี้เอง”
ผู้คุมทางเข้าตลาดเห็นส้มที่ยื่นมาตรงหน้าก็รีบรับเอาไปทันที“ขอบคุณท่านตัวตุ่นที่ใจดีครับ” คำขอบคุณของเขานี่รู้สึกว่าจะทะแม่งๆไปหน่อยคำว่าตัวตุ่นนี่ช่างไม่เหมาะกับคนใหญ่คนโตแบบนี้เอาเสียเลย เฮ้อ! จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ ตำแหน่งนี้สืบทอดกันมานานแล้ว มันก็เป็นแบบนี้แหละ
จางหมิงก้มมองป้ายหยกดำในมือที่เพิ่งได้มาในใจของเขากำลังคิดว่าหยกนี่ถ้านำไปขายจะได้ราคาเท่าไหร่กันนะแต่พอคิดไปถึงว่ามันเป็นป้ายหยกที่ใช้แสดงตัวตนก็เลิกล้มความตั้งใจนี้
จึงหันไปคุยกับผู้คุมทางเข้าตลาดมืดแห่งนี้แทน“ความต้องการของคนที่มาที่นี่อะไรเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุด”
“ข้าวสิครับท่านตัวตุ่นรองลงมาก็เป็นยารักษาโรค แต่ยานี่หายากมากเลยทำให้ราคาพุ่งไปสูงมากยิ่งช่วงฤดูหนาวนี่..” เขาพูดแค่นั้นแล้วก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ
“แล้วพวกเนื้อกับผักผลไม้ล่ะ”
“ก็มีความต้องการมากพอสมควรครับแต่พวกเราก็จัดหามาได้ไม่มากเท่าไหร่ ยิ่งพวกเจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขันมากเท่าไหร่พวกเราก็ทำงานกันยากขึ้น”
จางหมิงหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิดเป็นไปไม่ได้ที่ตลาดมืดแห่งนี้จะไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงอยู่เบื้องหลังไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถอยู่มาได้นานขนาดนี้
แต่เขาก็รู้ดีว่าคนระดับนั้นคงไม่เปิดเผยตัวง่ายๆ“เรื่องนี้นับว่าเป็นปัญหามานาน แต่บางคนก็ไปแอบเปิดตลาดมืดเสียเอง”
“ใช่แล้วครับ มีคู่แข่งของพวกเราที่คนพวกนั้นหนุนหลังอยู่และก็มักจะมาหาเรื่องพวกเราอยู่บ่อยๆ พี่ใหญ่เฟิงเองก็เคยพูดเอาไว้เหมือนกันว่าบางทีอาจจะต้องย้ายตลาดมืดออกไปอยู่ที่อื่น”
“ถ้าย้ายจริงก็เท่ากับว่าพวกเรายอมพวกเขาน่ะสิแบบนี้ไม่ได้นะ” จางหมิงเอ่ยออกมาด้วยสุ้มเสียงที่จริงจัง ท่าทางก็พลอยขึงขังไปด้วย
ผู้คุมทางเข้าตลาดมืดคนนั้นมองท่านตัวตุ่นราวกับพบญาติผู้ใหญ่ที่เคารพก็ไม่ปาน“ผมก็คิดเหมือนท่านตัวตุ่นครับ ถ้าเรายอมให้พวกเขาต่อไปไม่ว่าจะย้ายไปเปิดที่ไหนพวกเขาก็จะคอยตามไปก่อกวนไม่เลิกอยู่ดี”
“อืม แต่ถ้าตลาดแห่งนี้มีสินค้าที่ลูกค้าต้องการมากกว่าที่ทางฝั่งนั้นจัดหาได้เราก็อยู่รอดแล้วล่ะ นายว่าไหม”
“จริงครับ”ผู้คุมตลาดมือยิ้มแฉ่งอย่างประจบเอาใจท่านตัวตุ่นผู้ร่ำรวยและไม่ขาดแคลนอาหาร
“มาแล้วๆ ฉันพาพี่ใหญ่เฟิงมาแล้ว” ผู้คุมทางเข้าตลาดมืดอีกคนรีบพูดก่อนตัวคนจะมาถึงเสียอีก
จางหมิงพอได้ยินแบบนั้นแล้วเขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อรอดูว่าพี่ใหญ่เฟิงคนนี้จะมีหน้าตาเป็นยังไง
และไม่นานเขาก็ได้เห็นผู้ชายร่างสูงในชุดจงซานตามสมัยนิยมหน้าตาของเขาถือว่าดีมากถ้าอยู่ในยุคปัจจุบันสามารถเข้าวงการบันเทิงได้เลยผิวแม้จะไม่ขาวมากแต่เมื่อเทียบกับลูกน้องที่รายล้อมเขาแล้วก็ยังถือว่าขาวอยู่ดีอายุก็น่าจะไม่เกินสามสิบสรุปโดยรวมแล้วพี่ใหญ่เฟิงคนนี้น่าจะเป็นลูกคนมีตำแหน่งหรือมีฐานะในเมืองมณฑลอย่างไม่ต้องสงสัย
“นายน่ะเหรอตัวตุ่นที่ชอบทำโพรงเก็บซ่อนสมบัติ”ชายหนุ่มหรี่ตามองชายร่างผอมสูงที่ปิดหน้าตาเอาไว้อย่างมิดชิด ดูจากสภาพแล้วไม่ค่อยเหมือนกับคนเมื่อห้าปีก่อนเลยสักนิด
จางหมิงเพียงไหวไหล่เล็กน้อยแล้วก็ชูป้ายหยกดำให้อีกฝ่ายได้ดูให้ชัดเต็มๆตา “คุณก็คือพี่ใหญ่เฟิงสินะ”
พี่ใหญ่เฟิงดูป้ายหยกดำที่คุ้นตาแล้วก็ไม่อาจไม่ยอมรับอีกฝ่ายได้“อืม พวกเราไปคุยกันที่ห้องทำงานของฉันดีกว่านะจะได้คุยรายละเอียดที่นายมาในวันนี้ด้วย”
“ได้สิ เชิญพี่ใหญ่เฟิงนำทางเลย”เขาผายมือให้อีกฝ่ายนำทาง
พี่ใหญ่เฟิงส่งสายตาเป็นคำสั่งให้ลูกน้องทั้งสองคนที่ทำหน้าที่เฝ้าทางเข้าว่าไม่ต้องตามเขาไป ให้ทำหน้าที่ของพวกเขาต่อไปจากนั้นก็เดินนำตัวตุ่นที่ชอบทำโพรงเก็บซ่อนสมบัติไปยังห้องทำงานของเขา
เดินไม่นานก็มาถึงห้องแห่งหนึ่งเขาผลักประตูเปิดเข้าไปแล้วก็เชิญให้ชายหนุ่มที่เดินตามอยู่ข้างหลังเข้ามา
จางหมิงเมื่อเข้ามาในห้องทำงานที่ได้ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแล้วก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับอะไรอีก
“เชิญนั่งก่อนเดี๋ยวฉันจะต้มชาให้นายดื่ม”
ชายหนุ่มนั่งลงตามคำเชื้อเชิญ ขณะที่กำลังจะพูดอะไรอยู่นั้นเขาก็ได้ยินบางอย่างจากผู้พิทักษ์ของเขา จึงได้ล้วงเอาของบางอย่างออกมาจากตะกร้าสะพายหลัง“คิดว่านายคงจะไม่เชื่อเกี่ยวกับตัวตนของฉันก็เลยเอาของที่เจ้าของป้ายคนก่อนบอกว่าเป็นของชอบของนายติดตัวมาด้วย”
พี่ใหญ่เฟิงเลิกคิ้วน้อยๆอย่างสนใจแต่มือก็ยังคงจัดการเติมน้ำลงในกาต้มชาอย่างต่อเนื่อง
“แสดงว่านายเป็นผู้สืบทอดคนปัจจุบันสินะดูท่าแล้วนายน่าจะยังอายุไม่มาก”
“อืม อายุมันสำคัญด้วยเหรอ”
“ก็ไม่ได้สำคัญหรอก ขอแค่นายมีสินค้ามาขายให้ฉันก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ตัวตนของนายได้แล้ว”
“แน่นอนว่าฉันมีสินค้ามากเท่าที่นายต้องการเลยล่ะ”จางหมิงพูดออกไปแล้วก็นำของสิ่งนั้นมาวางลงไปบนโต๊ะ“หวังว่าการค้าของเราครั้งนี้จะราบรื่นนะ”จางหมิงเริ่มรู้สึกชอบอีกฝ่ายขึ้นมาเสียแล้วผู้ชายคนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนพี่ชายที่มีนิสัยกวนๆแต่ก็เปี่ยมไปด้วยกฎระเบียบในตัวอาจจะดูขัดกันแต่พออยู่ในตัวของเขาคนนี้แล้วมันลงตัวสุดๆ
พี่ใหญ่เฟิงเห็นว่าเป็นเหล้าเหมาไถก็หัวเราะร่วนออกมานี่ก็ถือว่าเป็นการยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายอย่างหนึ่ง
จางหมิงเห็นว่าอีกฝ่ายพอใจเขาก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย การคุยกับคนคุมตลาดมืดระดับเมืองมณฑลนี้ถ้าจะบอกว่าไม่ตื่นเต้นก็คงจะเป็นการโกหก แต่พอเห็นท่าทีแบบนี้ของพี่ใหญ่เฟิงแล้วต่อไปก็คงไม่มีปัญหา
พี่ใหญ่เฟิงระหว่างที่รอชาอยู่เขาก็ชวนจางหมิงคุย“เห็นส้มที่นายให้ลูกน้องของฉันแล้ว นับว่าเป็นของคุณภาพดีเลยนะนายมีพวกมันเยอะไหม”
“ราวๆสองพันชั่งน่ะนอกจากส้มแล้วก็มีผลไม้อย่างอื่นด้วยนะ”
ดวงตาของพี่ใหญ่เฟิงเป็นประกายแต่ก็รีบหลุบเปลือกตาลงต่ำ แล้วก็เริ่มรินชาใส่ถ้วยจากนั้นก็เททิ้งแล้วก็รินใหม่ก่อนจะถามต่อ “วันก่อนมีลูกค้าสั่งองุ่นกับลูกพลัมพวกเขาต้องการอย่างล่ะห้าร้อยชั่ง นายมีพวกมันไหม”
“มีสิก็มีอย่างล่ะราวๆสองพันชั่งนั่นแหละ”
“ดีเลย ถ้าส่งสินค้าฟุ่มเฟือยพวกนี้ออกไปได้ตลาดมืดแห่งนี้ก็จะไร้ปัญหาไปอีกหลายเดือนเลยล่ะ”
เขารินน้ำชาให้จางหมิงแล้วก็เลื่อนมาไว้ตรงหน้าจากนั้นก็รินให้ตัวเอง “วันนี้ฉันมีเวลาไม่มากถ้าอย่างนั้นเราเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะ”
“อืม นายว่ามาเลยต้องการสินค้าอะไรจำนวนเท่าไหร่”
“ราคายังเท่าเดิมกับคนก่อนตั้งเอาไว้หรือเปล่า”
จางหมิงส่ายหน้า“ฉันไม่ได้ต้องการเงินกับคูปองมากมายเท่าไหร่หรอกต้องการเงินแค่สามพันหยวนพร้อมกับคูปองอีกจำนวนหนึ่งที่เหลือขอเป็นของแวววาวที่นายเก็บเอาไว้”
ดวงตาของพี่ใหญ่เฟิงเปล่งประกายยิ่งกว่าเดิมไม่ต้องการเงินมากแต่ขอเป็นของแวววาวด้วยอย่างนั้นเหรอ “ได้!! ฉันจะจัดการให้”
จางหมิงจิบชาแล้วก็วางลงบนโต๊ะตามเดิม“เขียนรายการสินค้าที่นายต้องการมาได้เลย ฉันจะไปจัดหามาให้”
“อืม” พี่ใหญ่เฟิงเปิดลิ้นชักออกแล้วก็หยิบสมุดที่เขาจดรายการที่ลูกค้ารายใหญ่ต้องการออกมา จากนั้นก็เริ่มคำนวณจำนวนสินค้าที่เขาควรจะจัดซื้อจากตัวตุ่นคนนี้มาตุนเอาไว้ในคลังสินค้าของตลาดไม่นานก็ส่งรายการให้จางหมิงได้เอาไปอ่านดู
จางหมิงก้มลงอ่านลายมือเป็นระเบียบมั่นคงแล้วก็พยักหน้า“ข้าวสารห้าชนิดอย่างล่ะสองพันชั่ง เนื้อหมู เนื้อแกะ เนื้อแพะอย่างละสองพันห้าร้อยชั่งอาหารกระป๋องเท่าที่มีสองพันกระป๋อง แป้งห้าชนิดอย่างละหนึ่งพันชั่งเส้นหมี่อีกหนึ่งพันชั่ง ยารักษาโรคของตะวันตกหรือยาสมุนไพรจีนแล้วแต่จะจัดหาให้ผักสดใหม่เท่าที่มีอย่างละห้าร้อยชั่ง ผลไม้อย่างล่ะสองพันชั่ง อืมนายไม่คิดจะซื้อผ้าจากฉันบ้างเหรอ”
“นายมีไหมล่ะ ถ้ามีก็ขอซื้อหมดเลย”
“ต้องมีอยู่แล้วล่ะ เดี๋ยวจัดให้”พูดแล้วจางหมิงก็หยิบปากกาจากอีกฝ่ายมาเขียนเพิ่มลงไป“อีกสองวันเจอกันที่บ้านร้างหลังใหญ่ชานเมืองทางทิศตะวันออก เวลาสองทุ่มตรงเตรียมของแวววาวมาด้วยนะ”
“ไม่มีปัญหาฉันมีพวกมันมากเท่าที่นายต้องการเลยล่ะ”
“ดี!!เอาล่ะ ฉันเองก็มีเรื่องที่ต้องไปจัดการเหมือนกัน คงต้องขอตัวก่อน”
“ได้!!อีกสองวันเจอกัน” พี่ใหญ่เฟิงตามมาส่งจางหมิงถึงหน้าทางเข้าตลาดมืด
จางหมิงเดินออกมาจากตรอกนั้นแล้วเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่า นัดกับคุณตาที่เจอในตลาดมืดเมื่อวานเอาไว้
“เอาของไปขายน่าจะดี ถ้ารอเงินสามพันหยวนจากพี่ใหญ่เฟิงวันนี้ก็คงไม่ได้ซื้อแสตมป์แล้ว” คิดได้แล้วเขาก็เดินไปอีกหลายตรอกจากนั้นก็หาที่ลับตาคนเข้าไปในแหวนมิติเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดที่ใส่เมื่อวานแล้วเดินออกจากตรอก
เขากลับไปที่ตลาดมืดอีกครั้ง ผู้คุมทางเข้าตลาดมืดก็ไม่ได้สงสัยอะไรทำให้เขากลับเข้าไปด้านในตลาดมืดได้อย่างสบาย
เดินอยู่ครู่หนึ่งก็พบกับคุณตาคนเมื่อวาน“คุณตาเจอกันอีกแล้วนะครับ”คุณตายังคงสวมเสื้อผ้าชุดเดิมและผ้าปิดหน้าก็ผืนเดิมด้วย
“มาแล้วเหรอ นั่งนี่ๆ นั่งข้างกันนี่”
จางหมิงวางตะกร้าที่หาบมาแล้วนั่งลงข้างๆคุณตาเขาหยิบผ้าผืนเก่าออกมาแล้วปูลงบนพื้น จากนั้นก็นำเอาของออกมาจากตะกร้าใบเก่า“วันนี้ไม่ขายผักป่าอีกเหรอครับคุณตา”
“ไม่ได้ขายหรอกเพราะมันหมดตั้งแต่เมื่อวานแล้ววันนี้ก็เลยเอาข้าวไม่ขัดสีที่นำเอามาจากที่บ้านมาขาย เธอล่ะวันนี้จะขายอะไร”
“อาหารกระป๋องผลไม้กระป๋องแล้วก็กุนเชียงครับคุณตา”จางหมิงว่าแล้วก็นำเอาของออกมาจากตะกร้าใบเก่าแต่ใบใหญ่เขาจัดวางเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ
ท่านผู้เฒ่าทันทีที่ได้เห็นอาหารกระป๋องและกุนเชียงตาของเขาก็เป็นประกาย “นายขายพวกมันยังไงเด็กน้อย”
จางหมิงยกนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว“ขายไม่แพงหรอกครับอย่างล่ะสองหยวนเท่านั้น”
ท่านผู้เฒ่าได้ฟังถึงกับทอดถอนใจราคาสองหยวนสำหรับคนมีเงินก็ไม่นับว่าแพงหรอก แต่เขานี่สิมีเงินเหลือไม่มากแล้วเมื่อวานก็จ่ายค่ารักษาและค่ายาไปไม่น้อยเลยจะซื้ออาหารกระป๋องกับกุนเชียงกลับไปได้เท่าไหร่กันเชียว
จางหมิงเห็นท่าทางของท่านผู้เฒ่าแล้วเขาก็กระซิบเสียงเบา“แต่ถ้าคุณตามีของแวววาวพวกนั้น ผมก็ยินดีจะแลกเปลี่ยนเป็นพิเศษนะครับ”
“ของแวววาวอย่างนั้นเหรอ นะ นั่นมัน”ท่านผู้เฒ่าเหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างออกมาได้ แล้วเขาก็รีบลุกขึ้นพร้อมพูดกับจางหมิง“นายอย่าพึ่งขายให้คนอื่นไปจนหมดนะเด็กน้อย รอฉันก่อนฉันจะไปหาของมาแลกเปลี่ยน”
“ได้ครับคุณตา”
เมื่อท่านผู้เฒ่าเดินออกไปแล้วก็เริ่มมีลูกค้าเข้ามาสอบถามราคาสินค้ากับจางหมิง
ราคาสองหยวนไม่ถือว่าแพงสำหรับพวกเขาที่เป็นคนในเมืองมณฑลดังนั้นเพียงหนึ่งชั่วโมงอาหารกระป๋องผลไม้กระป๋องและกุนเชียงของจางหมิงก็ขายออกไปได้เป็นจำนวนมากทำให้เขามีเงินมากถึงห้าร้อยหยวนแล้ว
มองดูเงินในตะกร้าใบเก่าแล้วจางหมิงก็ได้แต่รำพึงกับตัวเอง“รู้อย่างนี้ขอพี่ใหญ่เฟิงสักห้าพันหยวนก็คงจะดี แต่ไม่เป็นไรนั่งขายอยู่ที่นี่ไปจนเย็นก็น่าจะได้เงินไม่น้อยเหมือนกัน”
จางหมิงขายของไปเรื่อยๆจนกระทั่งผ่านไปอีกชั่วโมงกว่า ท่านผู้เฒ่าคนนั้นก็เดินกลับเข้ามานั่งลงที่ร้านของเขาอีกครั้ง
“ได้มาแล้วล่ะเด็กน้อย”เขายัดของบางอย่างใส่เข้าไปในมือของจางหมิง
จางหมิงแอบดูก็เห็นว่าเป็นก้อนเงินหยวนเป่าสามก้อนดวงตาของเขาเปล่งประกายขึ้นมาทันที
จากนั้นก็ล้วงเอาของในตะกร้าออกมา“เอาตะกร้าของคุณตาออกมาครับ ผมจะเอาอาหารกระป๋อง ผลไม้กระป๋องกับกุนเชียงใส่ลงไปให้เต็ม”
“ดะ ได้มากขนาดนั้นเลยเหรอ ของพวกนี้แลกไข่ไก่ยังไม่ได้เลยนะทำไมถึงให้ฉันเยอะขนาดนั้นล่ะเด็กน้อย”
“คนทั่วไปอาจไม่เห็นคุณค่ามันแต่ก็มีบางคนต้องการครับ ผมเองก็แค่ช่วยจัดหาให้เท่านั้น”
“เป็นแบบนี้นี่เองถ้าอย่างนั้นนายก็เอาข้าวไม่ขัดสีพวกนี้ไปด้วยนะ”
“ได้ครับคุณตา” จางหมิงนำเอาอาหารกระป๋องผลไม้กระป๋องและกุนเชียงออกมาจากตะกร้าของตัวเอง ใส่ลงไปในตะกร้าของคุณตาจนเต็ม“แบกไหวไหมครับคุณตา”
“ไหวแน่นอน ลูกชายของฉันรออยู่ข้างนอกแบกจากนี่ไปถึงตรงนั้นก็ไม่นับว่าเป็นอะไร ฉันคงต้องกลับแล้วในอนาคตเราคงได้เจอกันอีกนะเด็กน้อย” สายตาของท่านผู้เฒ่ามองจางหมิงราวกับว่าจะมองทะลุเข้าไปข้างในได้แต่ไม่นานเขาก็เสมองไปทางอื่น แล้วก็เดินสะพายตะกร้าขึ้นบ่า เดินออกไปจากตลาดมืดแห่งนี้อย่างรวดเร็ว
จางหมิงเหมือนมองเห็นใครบางคนผ่านคุณตาคนนี้โดยเฉพาะบุคลิกและท่าทางบางอย่างเล็กๆน้อยๆ แต่ก็คิดไม่ออกว่าเป็นใครกันแน่ เขาคิดว่าถ้าอีกฝ่ายไม่ใช้ผ้าคลุมปิดบังหน้าตาเอาไว้เขาคงจะคิดออกในทันที
ต่อจากนั้นเขานั่งขายสินค้าที่ตลาดมืดต่อจนพวกมันหมดลงจึงได้ออกจากที่นั่น
“คิดว่าจะไปซื้อทัน แต่ก็มัวแต่ขายสินค้าเอาไว้พรุ่งนี้ไปไปรษณีย์ตั้งแต่เช้าก็แล้วกัน” เขายังมีเวลาอีกหลายวันในการจัดการเรื่องราวที่เมืองมณฑลโดยเฉพาะบ้านร้างหลังใหญ่ชานเมืองทิศตะวันออกคงต้องไปสำรวจดูก่อนจะมอบสินค้าให้กับพี่ใหญ่เฟิง
“แต่ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็น่าจะหาเงินจากตลาดมืดได้อีกเยอะเลย” เขาพูดพึมพำกับตัวเองไปเรื่อยๆจนมาถึงตรอกร้างไร้ผู้คน จึงได้เข้าไปในแหวนมิติแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่จากนั้นจึงออกมาข้างนอกอีกครั้ง แล้วก็เดินไปหาโรงแรมของรัฐเพื่อเข้าพัก